1.ความต้องการของพนักงาน (Employee 's needs) ความต้องการของพนักงานเป็นปัจจัยที่มีส่วนกำหนดวิธีการที่ผู้นำใช้ในการบริหารงานกล่าวคือเมื่อความต้องการของพนักงานแตกต่างกันออกไปย่อมส่งผลให้ผู้นำเลือกใช้วิธีการบริหารงานที่แตกต่างกันเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของพนักงานคนนั้นๆหากพนักงานต้องการชื่อเสียงเกียรติยศผู้นำจำเป็นต้องเน้นการให้เกียรติและยกย่องในความสำเร็จของพนักงานมากที่สุดแต่หากพนักงานต้องการความรักและความผูกพันกับสมาชิกในองค์กรผู้นำต้องเน้นที่ความรู้สึกของพนักงานและการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกองค์กรเป็นต้น 2.ลักษณะการตัดสินใจของกลุ่ม (Group Decision Making) กลุ่มแต่ละกลุ่มย่อมมีลักษณะการตัดสินใจที่แตกต่างกันกลุ่มบางกลุ่มอาจเปิดให้สมาชิกอภิปรายประเด็นที่จะตัดสินใจอย่างเสรีแล้วลงคะแนนเสียงเพื่อหาข้อสรุปโดยเสียงข้างมากผู้นำที่บริหารจัดการในกลุ่มที่มีการตัดสินใจลักษณะดังกล่าวอาจเข้าร่วมอภิปรายออกความเห็นและเมื่อประชุมเป็นเวลาสมควรแล้วผู้นำอาจสรุปขอให้ที่ประชุมลงคะแนนเสียงได้ทันทีแต่บางกลุ่มอาจไม่ต้องการให้มีการลงคะแนนเสียงเนื่องจากเกรงว่าจะเกิดการแตกแยกจึงเน้นให้สมาชิกพยายามโน้มน้าวความเห็นของกันและกันจนทุกคนเห็นชอบร่วมกันแล้วจึงตัดสินใจผู้นำที่อยู่ในกลุ่มที่มีการตัดสินใจลักษณะนี้อาจต้องระมัดระวังด้านความรู้สึกของสมาชิกกลุ่มและผู้นำย่อมไม่สามารถตัดบทการอภิปรายเพื่อให้ลงมติหากเห็นว่าสมาชิกกลุ่มยังไม่มีความเห็นเป็นเอกฉันท์ผู้นำที่ดีจึงจำเป็นต้องศึกษาลักษณะการตัดสินใจของสมาชิกกลุ่มให้ชัดเจนแล้วจึงเลือกวิธีการที่เหมาะสมในการบริหารงานกลุ่ม 3.ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำและสมาชิก (Leader / Member Relations) ผู้นำที่เป็นเพื่อนหรือสนิทสนมคุ้นเคยกับสมาชิกย่อมต้องใช้วิธีการบริหารจัดการที่แตกต่างจากผู้นำที่ไม่รู้จักสมาชิกเป็นการส่วนตัวอาทิในการทำรายงานกลุ่มของนิสิตนักศึกษาในมหาวิทยาลัยแม้จะมีกำหนดให้สมาชิกคนหนึ่งเป็นผู้นำกลุ่มแต่ผู้นำคนดังกล่าวย่อมไม่สามารถใช้เพียงการออกคำสั่งเพื่อให้สมาชิกปฏิบัติตามได้แต่ต้องขอร้องเพื่อนให้ทำงานตามแนวทางที่ประสงค์ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำกับสมาชิกจึงเป็นอีกปัจจัยที่มีผลต่อการชี้นำอย่างไรก็ตามในองค์กรทั่วไปผู้นำย่อมสามารถออกคำสั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาปฏิบัติงานในหน้าที่ได้ 4.แหล่งที่มาของอำนาจ (Power Sources) ผู้นำที่มีอำนาจจากความชื่นชม (Referent Power) มักพบว่าตนเองแทบไม่ต้องใช้วิธีการบังคับหรือขู่จะลงโทษพนักงานเพื่อให้พนักงานทำงานตามเป้าประสงค์เนื่องจากพนักงานมีความรักชื่นชมและยินยอมพร้อมใจในการทำงานอยู่แล้วซึ่งแตกต่างจากผู้นำที่มีเพียงอำนาจในการให้โทษย่อมต้องอาศัยการบังคับและขู่เข็ญในการลงโทษจึงจะทำให้พนักงานทำงานตามที่ต้องการได้5.ลักษณะงาน (Task Structure) งานที่จำเป็นต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์เช่นงานสร้างโฆษณาผู้นำจำเป็นต้องสร้างบรรยากาศการทำงานแบบหลวมๆเป็นกันเองเน้นความรู้สึกของคนมากกว่างานในโรงงานซึ่งเป็นงานที่มีลักษณะชัดเจนตายตัวที่ผู้นำจำเป็นต้องบริหารงานโดยอาศัยกฎระเบียบและคำสั่งในการทำงาน6.คุณลักษณะเฉพาะ (Traits) การที่แต่ละคนมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันผู้นำจึงควรเลือกวิธีในการบริหารงานให้สอดคล้องกับคุณลักษณะเฉพาะของตนเองด้วยเช่นหากตนเองเป็นคนที่อ่อนไหวไม่สามารถรับเรื่องกระเทือนใจหรือความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้ก็ไม่ควรเลือกใช้ภาวะผู้นำแบบอัตนิยมในการบริหารเนื่องจากอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างตนเองกับสมาชิกกลุ่มได้ง่ายเป็นต้น 7.วุฒิภาวะของผู้ตาม (Maturity of Followers) วุฒิภาวะของผู้ตามเป็นอีกปัจจัยหนึ่งซึ่งมีความสำคัญในการกำหนดวิธีการบริหารงานของผู้นำหากผู้ตามมีวุฒิภาวะสูงผู้นำอาจมอบหมายความรับผิดชอบในการตัดสินใจและการทำงานให้ผู้ตามได้ทั้งหมดซึ่งตรงข้ามกับผู้ตามที่มีวุฒิภาวะผู้นำย่อมไม่ควรมุ่งเน้นที่ผู้ตามแต่ต้องเน้นที่ตัวผู้นำเองเพื่อให้การทำงานสามารถสำเร็จตามประสงค์ได้โดยผู้นำจะต้องกำหนดวิธีการทำงานแล้วออกคำสั่งให้ผู้ตามปฏิบัติแล้วตรวจติดตามผลอย่างใกล้ชิด(นางสาวอัมรินทร์ เกมอ 12590105)
ทฤษฎีตามสถานการณ์ (Contingency Theory)เป็นทฤษฎีที่นำปัจจัยสิ่งแวดล้อมของผู้นำมาพิจารณาว่ามีความสำคัญต่อความสำเร็จของผู้บริหารขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมหรือสถานการณ์ที่อำนวยให้ ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อภาวะผู้นำ มีดังนี้1. การให้ผู้บริหารตื่นตัวต่อสถานการณ์ต่าง ๆ อยู่เสมอ และตัดสินในปัญหาต่างๆ ตามสถานการณ์อาจทำให้มีคนคิดว่าการที่จะตัดสินใจในปัญหาต่างๆ เล็กๆ น้อยๆ เป็นอย่างดีแล้วจะทำให้การบริหารงานทั้งหมดดีไปเอง ข้อเสนอแนะก็คือ ในกรณีที่การตัดสินใจปัญหาปลีกย่อยจำนวนมากๆ ให้ถูกต้องนั้นก็สำคัญแต่การที่จะต้องตัดสินใจในปัญหาใหญ่ๆ หลักๆก็มีความสำคัญเช่นเดียวกัน ผู้บริหารจำเป็นต้องมีภาพรวมของบทบาทตนเอง องค์การและสภาพแวดล้อม ภาพรวมเหล่านี้จำเป็นและเป็นแนวทางในการตัดสินในปัญหาปลีกย่อยรองลงมาทั้งหลาย 2. ทฤษฎีสถานการณ์ทำให้มองดูเหมือนว่าเป็นเรื่องไม่มีคุณค่ามาเกี่ยวข้อง องค์ประกอบอันเกี่ยวกับสภาพแวดล้อม องค์การและตัวอื่นๆนับเป็นเหมือนสิ่งที่เราต้องตระหนักและแสดงปฏิกิริยาตอบ ถ้าเป็นเช่นนั้นผู้บริหารก็จะไม่ต่างอะไรไปจากบาโรมิเตอร์วัดความเปลี่ยนแปลงของบรรยากาศ ผู้บริหารอาจกลายเป็นเพียงผู้บริหารเพื่อการบริหาร คอยยืนอยู่บนยอดของคลื่นความเปลี่ยนแปลงและสถานการณ์อยู่ตลอดเวลา(ปิยาภรณ์ ชินวงค์พรหม 12590051)
ทฤษฎีว่าด้วยผู้นำตามสถานการณ์ ตั้งอยู่บนพื้นฐานของแนวคิดที่ว่า ผู้นําที่ประสบความสำเร็จได้นั้นไม่จำเป็นต้องมีคุณลักษณะเฉพาะที่ตายตัวและไม่จำเป็นต้องมีการแสดงออกเชิงพฤติกรรมในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งเท่านั้น หากแต่ผู้นำจะประสบความสำเร็จในการทำงานได้ก็ต่อเมื่อผู้นำสามารถเลือกใช้วิธีการหรือแสดงออกซึ่งพฤติกรรมเป็นผู้นำที่เหมาะสมสอดคล้องกับแต่ละสถานการณ์ ผู้นำที่ผสมจะประยุกต์ใช้ทฤษฎีว่าด้วยผู้นำตามสถานการณ์ให้เกิดประโยชน์กับตนเองจึงต้องศึกษาว่าสถานการณ์หรือปัจจัยต่างๆที่มีผลต่อวิธีการและพฤติกรรมของผู้นำเหล่านั้นมีอะไรบ้าง และแต่ละสถานการณ์ผู้นำควรใช้วิธีการใดในการบริหารงานให้ประสบความสำเร็จได้สูงสุด นักวิจัยหลายคนได้ค้นคว้าถึงสถานการณ์ต่างๆที่ส่งผลต่อภาวะผู้นำและวิธีการที่ผู้นำเรื่องใช้ในหลายรูปแบบซึ่งพอสรุปสถานการณ์ต่างๆที่มีความสำคัญได้ 7 ประการดังนี้1 ความต้องการของพนักงาน ความต้องการพนักงานเป็นปัจจัยที่มีส่วนกำหนดวิธีการที่ผู้นำใช้ในการบริหารงานกล่าวคือเมื่อความต้องการของพนักงานแตกต่างกันออกไปจนส่งผลให้ผู้นำเลือกใช้วิธีการบริหารงานที่แตกต่างกันเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของพนักงานคนนั้นๆ2 ลักษณะการตัดสินใจของกลุ่ม กลุ่มแต่ละกลุ่มย่อมมีลักษณะการตัดสินใจที่แตกต่างกัน กลุ่มบางกลุ่มอาจเปิดให้สมาชิกอภิปราย ประเด็นที่จะตัดสินใจอย่างเสรีแล้วลงคะแนนเสียงเพื่อหาข้อสรุปโดยเสียงข้างมากผู้นำที่บริหารจัดการในกลุ่มที่มีการตัดสินใจลักษณะดังกล่าวอาจเข้ามามีส่วนร่วมอภิปราย ออกความเห็น และเมื่อประชุมเป็นเวลาสมควรแล้วผู้นำอ่านสรุปขอให้ที่ประชุมลงคะแนนเสียงได้ทันที แต่บางกลุ่มอาจไม่ต้องการให้มีการลงคะแนนเสียง เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดความแตกแยก จึงเรียนให้สมาชิกพยายามโน้มน้าวความเห็นของกันและกัน จนทุกคนเห็นชอบร่วมกันแล้วจึงตัดสินใจ3 ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำและสมาชิก ผู้นำที่เป็นเพื่อนหรือสนิทคุ้นเคยกับสมาชิกย่อมต้องใช้วิธีการบริหารจัดการที่แตกต่างจากผู้นำที่ไม่รู้จัก สมาชิกเป็นการส่วนตัวเช่นในการทำรายงานกลุ่มของนิสิตนักศึกษาในมหาลัยแม้จะมีกำหนดให้สมาชิกคนหนึ่งเป็นผู้นำกลุ่มแต่ผู้นำคนดังกล่าวย่อมไม่สามารถใช้เพียงการออกคำสั่งเพื่อให้สมาชิกปฏิบัติตามได้แต่ต้องร้องขอเพื่อนให้ทำงานตามแนวทางที่ประสงค์4 แหล่งที่มาของอำนาจ ผู้นำที่มีอำนาจจากความชื่นชมมักพบว่าตัวเองแทบไม่ต้องใช้วิธีการบังคับหรือขู่จะลงโทษพนักงานเพื่อให้พนักงานทำงานตามเป้าหมายเนื่องจากพนักงานมีความรักชื่นชมและยินยอมพร้อมใจในการทำงานอยู่แล้วซึ่งแตกต่างจากผู้นำที่มีเพียงอำนาจในการให้โทษย่อมอาศัยการบังคับและถูกเห็นในการลงโทษ จึงจะทำให้พนักงานทำงานตามที่ต้องการได้5 ลักษณะงาน งานที่จําเป็นต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์เช่นงานโฆษณาผู้นำจำเป็นต้องสร้างบรรยากาศการทำงานแบบหลวมๆเป็นกันเองและความรู้สึกของคนมากกว่างานในโรงงานซึ่งเป็นงานที่มีลักษณะชัดเจนไปตัวที่ผู้นำจำเป็นต้องบริหารงานโดยอาศัยกฎระเบียบและข้อข้อคำสั่งในการทำงาน6 คุณลักษณะเฉพาะการที่แต่ละคนมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันผู้นำจึงควรเลือกวิธีในการบริหารงานให้สอดคล้องกับคุณลักษณะเฉพาะของตนเองด้วย7 วุฒิภาวะของผู้ตาม วุฒิภาวะของผู้ตามเป็นอีกปัจจัยหนึ่งซึ่งมีความสำคัญในการกำหนดวิธีการบริหารงานของผู้นำหากผู้ตามมีวุฒิภาวะสูงผู้นำอาจมอบความ รับผิดชอบในการตัดสินใจและการทำงานให้พูดตามได้ทั้งหมดซึ่งตรงข้ามกับผู้ตามที่มีวุฒิภาวะต่ำผู้นำย่อมไม่ควรมุ่งเน้นที่พูดตามแต่ต้องเน้นที่ตัวผู้นำเองเพื่อให้การทำงานสามารถประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ได้น.ส. วราภรณ์ ขันสมบัติ 12590069
7. จงอธิบายปัจจัยที่มีผลกระทบต่อภาวะผู้นำ โดยใช้ทฤษฎีภาวะผู้นำตามสถานการณ์ตอบ : ทฤษฎีว่าด้วยผู้นำตามสถานการณ์ตั้งอยู่บนพื้นฐานของแนวคิดที่ว่า ผู้นำที่ประสบความสำเร็จได้นั้นต้องมีคุณลักษณะเฉพาะที่ตายตัวและไม่จำเป็นต้องมีการแสดงออกเชิงพฤติกรรมในรูปแบบในรูปแบบหนึ่งเท่านั้น หากแต่ผู้นำจะประสบความสำเร็จในการทำงานได้ก็ต่อเมื่อผู้นำสามารถเลือกใช้วิธีการหรือแสดงออกซึ่งพฤติกรรมการเป็นผู้นำที่เหมาะสมสอดคล้องกับแต่ละสถานการณ์ นักวิจัยหลายคนได้ค้นคว้าถึงสถานการณ์ต่างๆที่ส่งผลต่อภาวะผู้นำ และวิธีการที่ผู้นำเลือกใช้ในหลายรูปแบบ ซึ่งพอสรุปสถานการณ์ต่างๆที่มีความสัญได้ 7 ประการ ดังต่อไปนี้1. ความต้องการของพนักงาน : ความต้องการของพนักงานเป็นปัจจัยที่มีส่วนกำหนดวิธีการที่ผู้นำใช้ในการบริหารงาน กล่าวคือ เมื่อความต้องการของพนักงานแตกต่างกันออกไปย่อมส่งผลให้ผู้นำเลือกใช้วิธีการบริหารงานที่แตกต่างกันเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของพนักงานคนนั้นๆ2. ลักาณะการตัดสินใจของกลุ่ม : กลุ่มแต่ละกลุ่มย่อมมีลักษณะการตัดสินใจที่แตกต่างกัน กลุ่มบางกลุ่มอาจเปิดให้สมาชิกอภิปรายประเด็นที่จะตัดสินใจอย่างเสรี แล้วลงคะแนนเสียงเพื่อหาข้อสรุปโดยเสียงข้างมาก ผู้นำที่บริหารจัดการในกลุ่มที่มีการตัดสินใจลักษณะดังกล่าว อาจเข้าร่วมอภิปราย ออกความเห็น และเมื่อประชุมเป็นเวลาสมควรแล้ว ผู้นำอาจสรุปขอให้ที่ประชุมลงคะแนนเสียงได้ทันที แต่บางกลุ่มอาจไม่ต้องการให้มีการลงคะแนนเสียง เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดการแตกแยก จึงเน้นให้สมาชิกพยายามโน้มน้าวความเห้นของกันและกันจนทุกคนเห็นชอบร่วมกันแล้วจึงตัดสินใจ3. ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำกับสมาชิก : ผู้นำที่เป้นเพื่อนหรือสนิทสนมคุ้นเคยกับสมาชิกย่อมต้องใช้วิธีการบริหารจัดการที่แตกต่างจากผู้นำที่ไม่รู้จกสมาชิกเป็นการส่วนตัว 4. แหล่งที่มาของอำนาจ : ผู้นำที่มีอำนาจจากความชื่นชมมักพบว่าตนเองแทบไม่ต้องใช้วิธีการบังคับหรือขู่จะลงโทษพนักงานเพื่อให้พนักงานทำงานตามเป้าประสงค์ เนื่องจจากพนักงานมีความรักชื่นชมและยินยอมพร้อมใจในการทำงานอยู่แล้ว ซึ่งแตกต่างจากผู้นำที่มีเพียงอำนาจในการให้โทษ ย่อมต้องอาศัยการบังคับและขู่เข็ญในการลงโทษจึงจะทำให้พนักงานทำงานตามที่ต้องการได้5. ลักาณะงาน : งานที่จำเป็นต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์ เช่น งานสร้างโฆษณา ผู้นำจำเป็นต้องสร้างบรรยากาศทำงานแบบหลวมๆ เป็นกันเอง เน้นความรู้สึกของคนมากกว่างานในโรงงานซึ่งเป็นงานที่มีลักษณะชัดเจนตายตัว ที่ผู้นำจำเป็นต้องบริหารงานโดยอาศัยกฎระเบียบและคำสั่งในการทำงาน6. คุณลักษณะเฉพาะ : การที่แต่ละคนมีลักษณะที่แตกต่างกัน ผู้นำจึงควรเลือกวิธีในการบริหารงานให้สอกดคล้องกับคุณลักษณะเฉพาะของตนเองด้วย7. วุฒิภาวะผู้ตาม : วุฒิภาวะของผู้ตามเป็นอีกปัจจัยหนึ่งซึ่งมีความสำคัญในการกำหนดวิธีการบริหารงานของผู้นำ หากผู้ตามมีวุฒิภาวะสูง ผู้นำอาจมอบหมายความรับผิดชอบในการตัดสินใจและการทำงานให้ผู้ตามได้ทั้งหมด ซึ่งตรงข้ามกับผู้ตามที่มีวุฒิภาวะต่ำ ผู้นำย่อมไม่ควรมุ่งเน้นที่ผู้ตาม แต่ต้องเน้นที่ตัวผู้นำเอง เพื่อหะการทำงานสามารถสำเร็จตามประสงค์ได้ โดยผู้นำจะต้องกำหนดวิธีการทำงานแล้วออกคำสั่งให้ผู้ตามปฏิบัติ แล้วตรวจติดตามผลอย่างใกล้ชิดนางสาวสุดารัตน์ สุขสาม (รหัส 12590090)
นักวิจัยหลายคนได้ค้นคว้าถึงสถานการณ์ต่างๆ ที่ส่งผลต่อภาวะผู้นำ ซึ่งมีความสำคัญได้ 7 ประการ ดังนี้ 1. ความต้องการของพนักงาน ความต้องการของพนักงานเป็นปัจจัยที่มีส่วนกำหนดวิธีการที่ผู้นำใช้ในการบริหารงาน กล่าวคือ เมื่อความต้องการของพนักงานแตกต่างกันออกไปย่อมส่งผลให้ผู้นำเลือกใช้วิธีการบริหารงานที่แตกต่างกันเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของพนักงานคนนั้นๆ 2. ลักาณะการตัดสินใจของกลุ่ม กลุ่มแต่ละกลุ่มย่อมมีลักษณะการตัดสินใจที่แตกต่างกัน กลุ่มบางกลุ่มอาจเปิดให้สมาชิกอภิปรายประเด็นที่จะตัดสินใจอย่างเสรี แล้วลงคะแนนเสียงเพื่อหาข้อสรุปโดยเสียงข้างมาก ผู้นำที่บริหารจัดการในกลุ่มที่มีการตัดสินใจลักษณะดังกล่าว อาจเข้าร่วมอภิปราย ออกความเห็น และเมื่อประชุมเป็นเวลาสมควรแล้ว ผู้นำอาจสรุปขอให้ที่ประชุมลงคะแนนเสียงได้ทันที แต่บางกลุ่มอาจไม่ต้องการให้มีการลงคะแนนเสียง เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดการแตกแยก จึงเน้นให้สมาชิกพยายามโน้มน้าวความเห้นของกันและกันจนทุกคนเห็นชอบร่วมกันแล้วจึงตัดสินใจ 3. ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำกับสมาชิก ผู้นำที่เป้นเพื่อนหรือสนิทสนมคุ้นเคยกับสมาชิกย่อมต้องใช้วิธีการบริหารจัดการที่แตกต่างจากผู้นำที่ไม่รู้จกสมาชิกเป็นการส่วนตัว 4. แหล่งที่มาของอำนาจ ผู้นำที่มีอำนาจจากความชื่นชมมักพบว่าตนเองแทบไม่ต้องใช้วิธีการบังคับหรือขู่จะลงโทษพนักงานเพื่อให้พนักงานทำงานตามเป้าประสงค์ เนื่องจจากพนักงานมีความรักชื่นชมและยินยอมพร้อมใจในการทำงานอยู่แล้ว ซึ่งแตกต่างจากผู้นำที่มีเพียงอำนาจในการให้โทษ ย่อมต้องอาศัยการบังคับและขู่เข็ญในการลงโทษจึงจะทำให้พนักงานทำงานตามที่ต้องการได้ 5. ลักาณะงาน งานที่จำเป็นต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์ เช่น งานสร้างโฆษณา ผู้นำจำเป็นต้องสร้างบรรยากาศทำงานแบบหลวมๆ เป็นกันเอง เน้นความรู้สึกของคนมากกว่างานในโรงงานซึ่งเป็นงานที่มีลักษณะชัดเจนตายตัว ที่ผู้นำจำเป็นต้องบริหารงานโดยอาศัยกฎระเบียบและคำสั่งในการทำงาน 6. คุณลักษณะเฉพาะ การที่แต่ละคนมีลักษณะที่แตกต่างกัน ผู้นำจึงควรเลือกวิธีในการบริหารงานให้สอกดคล้องกับคุณลักษณะเฉพาะของตนเองด้วย 7. วุฒิภาวะผู้ตาม วุฒิภาวะของผู้ตามเป็นอีกปัจจัยหนึ่งซึ่งมีความสำคัญในการกำหนดวิธีการบริหารงานของผู้นำ หากผู้ตามมีวุฒิภาวะสูง ผู้นำอาจมอบหมายความรับผิดชอบในการตัดสินใจและการทำงานให้ผู้ตามได้ทั้งหมด (ชนกนาฎ สหทรัพย์เจริญ 12590012)
ทฤษฎีว่าด้วยผู้นำตามสถานการณ์ ระบุว่าผู้นำที่ประสบความสำเร็จได้นั้นหรือไม่จำเป็นต้องมีคุณลักษณะเฉพาะที่ตายตัว หากแต่จะประสบความสำเร็จได้นั้นหรือไม่จำเป็นต้องมีคุณลักษณะเฉพาะที่ตายตัว หากแต่จะประสบความสำเร็จได้เมื่อเลือกใช้วิธีการหรือแสดงออกที่เหมาะสมสอดคล้องกับแต่ละสถานการณ์ โดยมีปัจจัย 7 ประการที่มีผลต่อรูปแบบภาวะผู้นำ ดังนี้ 1.ความต้องการของพนักงาน เป็นปัจจัยที่มีส่วนกำหนดวิธีการที่ผู้นำใช้ในการบริหารงาน2.ลักษณะการตัดสินใจของกลุ่ม กลุ่มแต่ละกลุ่มย่อมมีลักษณะการตัดสินใจที่แตกต่างกัน กลุ่มบางกลุ่มอาจเปิดให้สมาชิกอภิปรายประเด็นที่จะตัดสินใจอย่างเสรี3.ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำและสมาชิก ผู้นำที่เป็นเพื่อนหรือสนิทสนมคุ้นเคยกับสมาชิก ย่อมต้องใช้วิธีการบริหารจัดการที่แตกต่างจากผู้นำที่ไม่รู้จักสมาชิกเป็นการส่วนตัว4.แหล่งที่มาของอำนาจ ผู้นำที่มีอำนาจจากความชื่นชม มักพบว่าตนเองแทบไม่ต้องใช้วิธีการบังคับหรือขู่จะลงโทษพนักงานเพื่อให้พนักงานทำงานตามเป้าหมาย5.ลักษณะงาน งานที่จำเป็นต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์ เช่น งานสร้างโฆษณา ผู้นำจำเป็นต้องสร้างบรรยากาศการทำงานแบบหลวมๆ เป็นกันเอง6.คุณลักษณะเฉพาะ การที่แต่ละคนมีคุณลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกัน ผู้นำจึงควรมีวิธีในการบริหารงานให้สอดคล้องกับคุณลักษณะของตนเองด้วย7.วุฒิภาวะของผู้ตาม เป็นอีกปัจจัยที่มีความสำคัญในการกำหนดวิธีการบริหารงานของผู้นำ หากผู้ตามมีวุฒิภาวะสูง ผู้นำอาจมอบหมายความรับผิดชอบในการตัดสินใจ(อารียา ปานทอง 12590109)
ข้อที่ 7ทฤษฎีตามสถานการณ์ (Situational or Contingency Leadership") เป็นทฤษฎีที่นำปัจจัยสิ่งแวดล้อมของผู้นำมาพิจารณาว่า มีความสำคัญต่อความสำเร็จของผู้บริหาร ขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมหรือสถานการณ์ที่อำนวยให้ ได้แก่1. แนวคิดทฤษฎี 3 – D Management Style เรดดิน เพิ่มมิติประสิทธิผลเข้ากับมิติพฤติกรรมด้านงาน และมิติพฤติกรรมด้านมนุษยสัมพันธ์ เรดดินกล่าวว่าแบบภาวะผู้นำต่างๆอาจมีประสิทธิผลหรือไม่ก็ได้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ซึ่งประสิทธิผลจะหมายถึง การที่ผู้บริหารประสบความสำเร็จในผลงาน ตามบทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบ ที่มีอยู่ แบบภาวะผู้นำจะมีประสิทธิผลมากหรือน้อยไม่ได้ ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการบริหารที่มุ่งงานหรือมนุษยสัมพันธ์ ซึ่งแบบภาวะผู้นำกับสถานการณ์ที่เข้ากันได้อย่างเหมาะสม เรียกว่า มีประสิทธิผล แต่ถ้าไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ เรียกว่า ไม่มีประสิทธิผล และ เรดรินยังแบ่งผู้นำออกเป็น 4 แบบ ผู้นำที่ไม่มีประสิทธิภาพ ลักษณะพื้นฐานภาวะผู้นำ ผู้นำที่มีประสิทธิภาพ1. Deserter คือ ผู้นำแบบละทิ้งหน้าที่และหนีงาน Separated Bureaucrat คือ ทำงานแบบเครื่องจักรไม่มีความคิดสร้างสรรให้งานเสร็จไปวันๆ2. Autocrat คือ ผู้นำที่เอาแต่ผลของงานอย่างเดียว Dedicated Benevolent Autocrat คือ มีความเมตตากรุณาผู้ร่วมงานมากขึ้น3. Missionary คือ เห็นแก่สัมพันธภาพเสียสละทำคนเดียวจึงได้คุณภาพงานต่ำ Related Developer คือ ต้องรู้จักพัฒนาผู้ตามให้มีความรับผิดชอบงานมากขึ้น4. Compromiser คือ ผู้ประนีประนอมทุก ๆ เรื่อง Integrated Executive คือ ต้องมีผลงานดีเลิศและสัมพันธภาพก็ดีด้วย(อรณิชา ศรีสมัย 12590102)
ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อภาวะผู้นำโดยใช้ทฤษฎีภาวะผู้นำตามสถานการณ์ ได้เเก่1.ความต้องการของพนักงาน (Employee 's needs) ความต้องการของพนักงานเป็นปัจจัยที่มีส่วนกำหนดวิธีการที่ผู้นำใช้ในการบริหารงานกล่าวคือเมื่อความต้องการของพนักงานแตกต่างกันออกไปย่อมส่งผลให้ผู้นำเลือกใช้วิธีการบริหารงานที่แตกต่างกันเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของพนักงานคนนั้นๆหากพนักงานต้องการชื่อเสียงเกียรติยศผู้นำจำเป็นต้องเน้นการให้เกียรติและยกย่องในความสำเร็จของพนักงานมากที่สุดแต่หากพนักงานต้องการความรักและความผูกพันกับสมาชิกในองค์กรผู้นำต้องเน้นที่ความรู้สึกของพนักงานและการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกองค์กรเป็นต้น2.ลักษณะการตัดสินใจของกลุ่ม (Group Decision Making) กลุ่มแต่ละกลุ่มย่อมมีลักษณะการตัดสินใจที่แตกต่างกันกลุ่มบางกลุ่มอาจเปิดให้สมาชิกอภิปรายประเด็นที่จะตัดสินใจอย่างเสรีแล้วลงคะแนนเสียงเพื่อหาข้อสรุปโดยเสียงข้างมากผู้นำที่บริหารจัดการในกลุ่มที่มีการตัดสินใจลักษณะดังกล่าวอาจเข้าร่วมอภิปรายออกความเห็นและเมื่อประชุมเป็นเวลาสมควรแล้วผู้นำอาจสรุปขอให้ที่ประชุมลงคะแนนเสียงได้ทันทีแต่บางกลุ่มอาจไม่ต้องการให้มีการลงคะแนนเสียงเนื่องจากเกรงว่าจะเกิดการแตกแยกจึงเน้นให้สมาชิกพยายามโน้มน้าวความเห็นของกันและกันจนทุกคนเห็นชอบร่วมกันแล้วจึงตัดสินใจผู้นำที่อยู่ในกลุ่มที่มีการตัดสินใจลักษณะนี้อาจต้องระมัดระวังด้านความรู้สึกของสมาชิกกลุ่มและผู้นำย่อมไม่สามารถตัดบทการอภิปรายเพื่อให้ลงมติหากเห็นว่าสมาชิกกลุ่มยังไม่มีความเห็นเป็นเอกฉันท์ผู้นำที่ดีจึงจำเป็นต้องศึกษาลักษณะการตัดสินใจของสมาชิกกลุ่มให้ชัดเจนแล้วจึงเลือกวิธีการที่เหมาะสมในการบริหารงานกลุ่ม3.ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำและสมาชิก (Leader / Member Relations) ผู้นำที่เป็นเพื่อนหรือสนิทสนมคุ้นเคยกับสมาชิกย่อมต้องใช้วิธีการบริหารจัดการที่แตกต่างจากผู้นำที่ไม่รู้จักสมาชิกเป็นการส่วนตัวอาทิในการทำรายงานกลุ่มของนิสิตนักศึกษาในมหาวิทยาลัยแม้จะมีกำหนดให้สมาชิกคนหนึ่งเป็นผู้นำกลุ่มแต่ผู้นำคนดังกล่าวย่อมไม่สามารถใช้เพียงการออกคำสั่งเพื่อให้สมาชิกปฏิบัติตามได้แต่ต้องขอร้องเพื่อนให้ทำงานตามแนวทางที่ประสงค์ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำกับสมาชิกจึงเป็นอีกปัจจัยที่มีผลต่อการชี้นำอย่างไรก็ตามในองค์กรทั่วไปผู้นำย่อมสามารถออกคำสั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาปฏิบัติงานในหน้าที่ได้4.แหล่งที่มาของอำนาจ (Power Sources) ผู้นำที่มีอำนาจจากความชื่นชม (Referent Power) มักพบว่าตนเองแทบไม่ต้องใช้วิธีการบังคับหรือขู่จะลงโทษพนักงานเพื่อให้พนักงานทำงานตามเป้าประสงค์เนื่องจากพนักงานมีความรักชื่นชมและยินยอมพร้อมใจในการทำงานอยู่แล้วซึ่งแตกต่างจากผู้นำที่มีเพียงอำนาจในการให้โทษย่อมต้องอาศัยการบังคับและขู่เข็ญในการลงโทษจึงจะทำให้พนักงานทำงานตามที่ต้องการได้5.ลักษณะงาน (Task Structure) งานที่จำเป็นต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์เช่นงานสร้างโฆษณาผู้นำจำเป็นต้องสร้างบรรยากาศการทำงานแบบหลวมๆเป็นกันเองเน้นความรู้สึกของคนมากกว่างานในโรงงานซึ่งเป็นงานที่มีลักษณะชัดเจนตายตัวที่ผู้นำจำเป็นต้องบริหารงานโดยอาศัยกฎระเบียบและคำสั่งในการทำงาน6.คุณลักษณะเฉพาะ (Traits) การที่แต่ละคนมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันผู้นำจึงควรเลือกวิธีในการบริหารงานให้สอดคล้องกับคุณลักษณะเฉพาะของตนเองด้วยเช่นหากตนเองเป็นคนที่อ่อนไหวไม่สามารถรับเรื่องกระเทือนใจหรือความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้ก็ไม่ควรเลือกใช้ภาวะผู้นำแบบอัตนิยมในการบริหารเนื่องจากอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างตนเองกับสมาชิกกลุ่มได้ง่ายเป็นต้น7.วุฒิภาวะของผู้ตาม (Maturity of Followers) วุฒิภาวะของผู้ตามเป็นอีกปัจจัยหนึ่งซึ่งมีความสำคัญในการกำหนดวิธีการบริหารงานของผู้นำหากผู้ตามมีวุฒิภาวะสูงผู้นำอาจมอบหมายความรับผิดชอบในการตัดสินใจและการทำงานให้ผู้ตามได้ทั้งหมดซึ่งตรงข้ามกับผู้ตามที่มีวุฒิภาวะผู้นำย่อมไม่ควรมุ่งเน้นที่ผู้ตามแต่ต้องเน้นที่ตัวผู้นำเองเพื่อให้การทำงานสามารถสำเร็จตามประสงค์ได้โดยผู้นำจะต้องกำหนดวิธีการทำงานแล้วออกคำสั่งให้ผู้ตามปฏิบัติแล้วตรวจติดตามผลอย่างใกล้ชิด(นางสาวสิริรัตน์ ศิริพรทุม 12590086)
1.ความต้องการของพนักงาน (Employee 's needs) ความต้องการของพนักงานเป็นปัจจัยที่มีส่วนกำหนดวิธีการที่ผู้นำใช้ในการบริหารงานกล่าวคือเมื่อความต้องการของพนักงานแตกต่างกันออกไปย่อมส่งผลให้ผู้นำเลือกใช้วิธีการบริหารงานที่แตกต่างกันเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของพนักงานคนนั้นๆหากพนักงานต้องการชื่อเสียงเกียรติยศผู้นำจำเป็นต้องเน้นการให้เกียรติและยกย่องในความสำเร็จของพนักงานมากที่สุดแต่หากพนักงานต้องการความรักและความผูกพันกับสมาชิกในองค์กรผู้นำต้องเน้นที่ความรู้สึกของพนักงานและการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกองค์กรเป็นต้น2.ลักษณะการตัดสินใจของกลุ่ม (Group Decision Making) กลุ่มแต่ละกลุ่มย่อมมีลักษณะการตัดสินใจที่แตกต่างกันกลุ่มบางกลุ่มอาจเปิดให้สมาชิกอภิปรายประเด็นที่จะตัดสินใจอย่างเสรีแล้วลงคะแนนเสียงเพื่อหาข้อสรุปโดยเสียงข้างมากผู้นำที่บริหารจัดการในกลุ่มที่มีการตัดสินใจลักษณะดังกล่าวอาจเข้าร่วมอภิปรายออกความเห็นและเมื่อประชุมเป็นเวลาสมควรแล้วผู้นำอาจสรุปขอให้ที่ประชุมลงคะแนนเสียงได้ทันทีแต่บางกลุ่มอาจไม่ต้องการให้มีการลงคะแนนเสียงเนื่องจากเกรงว่าจะเกิดการแตกแยกจึงเน้นให้สมาชิกพยายามโน้มน้าวความเห็นของกันและกันจนทุกคนเห็นชอบร่วมกันแล้วจึงตัดสินใจผู้นำที่อยู่ในกลุ่มที่มีการตัดสินใจลักษณะนี้อาจต้องระมัดระวังด้านความรู้สึกของสมาชิกกลุ่มและผู้นำย่อมไม่สามารถตัดบทการอภิปรายเพื่อให้ลงมติหากเห็นว่าสมาชิกกลุ่มยังไม่มีความเห็นเป็นเอกฉันท์ผู้นำที่ดีจึงจำเป็นต้องศึกษาลักษณะการตัดสินใจของสมาชิกกลุ่มให้ชัดเจนแล้วจึงเลือกวิธีการที่เหมาะสมในการบริหารงานกลุ่ม3.ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำและสมาชิก (Leader / Member Relations) ผู้นำที่เป็นเพื่อนหรือสนิทสนมคุ้นเคยกับสมาชิกย่อมต้องใช้วิธีการบริหารจัดการที่แตกต่างจากผู้นำที่ไม่รู้จักสมาชิกเป็นการส่วนตัวอาทิในการทำรายงานกลุ่มของนิสิตนักศึกษาในมหาวิทยาลัยแม้จะมีกำหนดให้สมาชิกคนหนึ่งเป็นผู้นำกลุ่มแต่ผู้นำคนดังกล่าวย่อมไม่สามารถใช้เพียงการออกคำสั่งเพื่อให้สมาชิกปฏิบัติตามได้แต่ต้องขอร้องเพื่อนให้ทำงานตามแนวทางที่ประสงค์ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำกับสมาชิกจึงเป็นอีกปัจจัยที่มีผลต่อการชี้นำอย่างไรก็ตามในองค์กรทั่วไปผู้นำย่อมสามารถออกคำสั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาปฏิบัติงานในหน้าที่ได้4.แหล่งที่มาของอำนาจ (Power Sources) ผู้นำที่มีอำนาจจากความชื่นชม (Referent Power) มักพบว่าตนเองแทบไม่ต้องใช้วิธีการบังคับหรือขู่จะลงโทษพนักงานเพื่อให้พนักงานทำงานตามเป้าประสงค์เนื่องจากพนักงานมีความรักชื่นชมและยินยอมพร้อมใจในการทำงานอยู่แล้วซึ่งแตกต่างจากผู้นำที่มีเพียงอำนาจในการให้โทษย่อมต้องอาศัยการบังคับและขู่เข็ญในการลงโทษจึงจะทำให้พนักงานทำงานตามที่ต้องการได้5.ลักษณะงาน (Task Structure) งานที่จำเป็นต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์เช่นงานสร้างโฆษณาผู้นำจำเป็นต้องสร้างบรรยากาศการทำงานแบบหลวมๆเป็นกันเองเน้นความรู้สึกของคนมากกว่างานในโรงงานซึ่งเป็นงานที่มีลักษณะชัดเจนตายตัวที่ผู้นำจำเป็นต้องบริหารงานโดยอาศัยกฎระเบียบและคำสั่งในการทำงาน6.คุณลักษณะเฉพาะ (Traits) การที่แต่ละคนมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันผู้นำจึงควรเลือกวิธีในการบริหารงานให้สอดคล้องกับคุณลักษณะเฉพาะของตนเองด้วยเช่นหากตนเองเป็นคนที่อ่อนไหวไม่สามารถรับเรื่องกระเทือนใจหรือความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้ก็ไม่ควรเลือกใช้ภาวะผู้นำแบบอัตนิยมในการบริหารเนื่องจากอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างตนเองกับสมาชิกกลุ่มได้ง่ายเป็นต้น7.วุฒิภาวะของผู้ตาม (Maturity of Followers) วุฒิภาวะของผู้ตามเป็นอีกปัจจัยหนึ่งซึ่งมีความสำคัญในการกำหนดวิธีการบริหารงานของผู้นำหากผู้ตามมีวุฒิภาวะสูงผู้นำอาจมอบหมายความรับผิดชอบในการตัดสินใจและการทำงานให้ผู้ตามได้ทั้งหมดซึ่งตรงข้ามกับผู้ตามที่มีวุฒิภาวะผู้นำย่อมไม่ควรมุ่งเน้นที่ผู้ตามแต่ต้องเน้นที่ตัวผู้นำเองเพื่อให้การทำงานสามารถสำเร็จตามประสงค์ได้โดยผู้นำจะต้องกำหนดวิธีการทำงานแล้วออกคำสั่งให้ผู้ตามปฏิบัติแล้วตรวจติดตามผลอย่างใกล้ชิด(นางสาวณัฐฐา จินตกวีพันธุ์ 12590020)
ทฤษฎีตามสถานการณ์ (Contingency Theory)เป็นทฤษฎีที่นำปัจจัยสิ่งแวดล้อมของผู้นำมาพิจารณาว่ามีความสำคัญต่อความสำเร็จของผู้บริหารขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมหรือสถานการณ์ที่อำนวยให้ ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อภาวะผู้นำ มีดังนี้1. การให้ผู้บริหารตื่นตัวต่อสถานการณ์ต่าง ๆ อยู่เสมอ และตัดสินในปัญหาต่างๆ ตามสถานการณ์อาจทำให้มีคนคิดว่าการที่จะตัดสินใจในปัญหาต่างๆ เล็กๆ น้อยๆ เป็นอย่างดีแล้วจะทำให้การบริหารงานทั้งหมดดีไปเอง ข้อเสนอแนะก็คือ ในกรณีที่การตัดสินใจปัญหาปลีกย่อยจำนวนมากๆ ให้ถูกต้องนั้นก็สำคัญแต่การที่จะต้องตัดสินใจในปัญหาใหญ่ๆ หลักๆก็มีความสำคัญเช่นเดียวกัน ผู้บริหารจำเป็นต้องมีภาพรวมของบทบาทตนเอง องค์การและสภาพแวดล้อม ภาพรวมเหล่านี้จำเป็นและเป็นแนวทางในการตัดสินในปัญหาปลีกย่อยรองลงมาทั้งหลาย 2. ทฤษฎีสถานการณ์ทำให้มองดูเหมือนว่าเป็นเรื่องไม่มีคุณค่ามาเกี่ยวข้อง องค์ประกอบอันเกี่ยวกับสภาพแวดล้อม องค์การและตัวอื่นๆนับเป็นเหมือนสิ่งที่เราต้องตระหนักและแสดงปฏิกิริยาตอบ ถ้าเป็นเช่นนั้นผู้บริหารก็จะไม่ต่างอะไรไปจากบาโรมิเตอร์วัดความเปลี่ยนแปลงของบรรยากาศ ผู้บริหารอาจกลายเป็นเพียงผู้บริหารเพื่อการบริหาร คอยยืนอยู่บนยอดของคลื่นความเปลี่ยนแปลงและสถานการณ์อยู่ตลอด(นางสาวสิริกร ราชมณี12590084)
ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อภาวะผู้นำโดยใช้ทฤษฎีภาวะผู้นำตามสถานการณ์ คือ1.ความต้องการของพนักงาน ความต้องการของพนักงานเป็นปัจจัยที่มีส่วนกำหนดวิธีการที่ผู้นำใช้ในการบริหารงาน กล่าวคือ เมื่อความต้องการของพนักงานแตกต่างกันออกไปย่อมส่งผลให้ผู้นำเลือกใช้วิธีการบริหารงานที่แตกต่างกันเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของพนักงานคนนั้นๆหากพนักงานต้องการชื่อเสียงเกียรติยศ ผู้นำจำเป็นต้องเน้นการให้เกียรติและยกย่องในความสำเร็จของพนักงานมากที่สุด แต่หากพนักงานต้องการความรักและความผูกพันกับสมาชิกในองค์กร ผู้นำต้องเน้นที่ความรู้สึกของพนักงานและการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกองค์กร เป็นต้น2.ลักษณะการตัดสินใจของกลุ่ม กลุ่มแต่ละกลุ่มย่อมมีลักษณะการตัดสินใจที่แตกต่างกัน กลุ่มบางกลุ่มอาจเปิดให้สมาชิกอภิปรายประเด็นที่จะตัดสินใจอย่างเสรี แล้วลงคะแนนเสียงเพื่อหาข้อสรุปโดยเสียงข้างมาก ผู้นำที่บริหารจัดการในกลุ่มที่มีการตัดสินใจลักษณะดังกล่าว อาจเข้าร่วมอภิปราย ออกความเห็น และเมื่อประชุมเป็นเวลาสมควรแล้ว ผู้นำอาจสรุปขอให้ที่ประชุมลงคะแนนเสียงได้ทันที แต่บางกลุ่มอาจไม่ต้องการให้มีการลงคะแนนเสียง เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดการแตกแยก จึงเน้นให้สมาชิกพยายามโน้มน้าวความเห็นของกันและกันจนทุกคนเห็นชอบร่วมกันแล้วจึงตัดสินใจ ผู้นำที่อยู่ในกลุ่มที่มีการตัดสินใจลักษณะนี้อาจต้องระมัดระวังด้านความรู้สึกของสมาชิกกลุ่ม และผู้นำย่อมไม่สามารถตัดบทการอภิปรายเพื่อให้ลงมติหากเห็นว่าสมาชิกกลุ่มยังไม่มีความเห็นเป็นเอกฉันท์ ผู้นำที่ดีจึงจำเป็นต้องศึกษาลักษณะการตัดสินใจของสมาชิกกลุ่มให้ชัดเจนแล้วจึงเลือกวิธีการที่เหมาะสมในการบริหารงานกลุ่ม3.ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำและสมาชิก ผู้นำที่เป็นเพื่อนหรือสนิทสนมคุ้นเคยกับสมาชิกย่อมต้องใช้วิธีการบริหารจัดการที่แตกต่างจากผู้นำที่ไม่รู้จักสมาชิกเป็นการส่วนตัว อาทิ ในการทำรายงานกลุ่มของนิสิตนักศึกษาในมหาวิทยาลัย แม้จะมีกำหนดให้สมาชิกคนหนึ่งเป็นผู้นำกลุ่ม แต่ผู้นำคนดังกล่าวย่อมไม่สามารถใช้เพียงการออกคำสั่ง เพื่อให้สมาชิกปฏิบัติตามได้ แต่ต้องขอร้องเพื่อนให้ทำงานตามแนวทางที่ประสงค์ ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำกับสมาชิกจึงเป็นอีกปัจจัยที่มีผลต่อการชี้นำ อย่างไรก็ตามในองค์กรทั่วไป ผู้นำย่อมสามารถออกคำสั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาปฏิบัติงานในหน้าที่ได้4.แหล่งที่มาของอำนาจ ผู้นำที่มีอำนาจจากความชื่นชม มักพบว่าตนเองแทบไม่ต้องใช้วิธีการบังคับหรือขู่จะลงโทษพนักงานเพื่อให้พนักงานทำงานตามเป้าประสงค์ เนื่องจากพนักงานมีความรักชื่นชมและยินยอมพร้อมใจในการทำงานอยู่แล้ว ซึ่งแตกต่างจากผู้นำที่มีเพียงอำนาจในการให้โทษย่อมต้องอาศัยการบังคับและขู่เข็ญในการลงโทษจึงจะทำให้พนักงานทำงานตามที่ต้องการได้5.ลักษณะงาน งานที่จำเป็นต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์ เช่น งานสร้างโฆษณา ผู้นำจำเป็นต้องสร้างบรรยากาศการทำงานแบบหลวมๆเป็นกันเอง เน้นความรู้สึกของคนมากกว่างานในโรงงานซึ่งเป็นงานที่มีลักษณะชัดเจนตายตัว ที่ผู้นำจำเป็นต้องบริหารงานโดยอาศัยกฎระเบียบและคำสั่งในการทำงาน6.คุณลักษณะเฉพาะ การที่แต่ละคนมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกัน ผู้นำจึงควรเลือกวิธีในการบริหารงานให้สอดคล้องกับคุณลักษณะเฉพาะของตนเองด้วย เช่น หากตนเองเป็นคนที่อ่อนไหว ไม่สามารถรับเรื่องกระเทือนใจหรือความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้ก็ไม่ควรเลือกใช้ภาวะผู้นำแบบอัตนิยมในการบริหารเนื่องจากอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างตนเองกับสมาชิกกลุ่มได้ง่าย เป็นต้น7.วุฒิภาวะของผู้ตาม วุฒิภาวะของผู้ตามเป็นอีกปัจจัยหนึ่งซึ่งมีความสำคัญในการกำหนดวิธีการบริหารงานของผู้นำหากผู้ตามมีวุฒิภาวะสูง ผู้นำอาจมอบหมายความรับผิดชอบในการตัดสินใจและการทำงานให้ผู้ตามได้ทั้งหมด ซึ่งตรงข้ามกับผู้ตามที่มีวุฒิภาวะต่ำ ผู้นำย่อมไม่ควรมุ่งเน้นที่ผู้ตาม แต่ต้องเน้นที่ตัวผู้นำเอง เพื่อให้การทำงานสามารถสำเร็จตามประสงค์ได้ โดยผู้นำจะต้องกำหนดวิธีการทำงานแล้วออกคำสั่งให้ผู้ตามปฏิบัติ แล้วตรวจติดตามผลอย่างใกล้ชิด(นางสาวกรกนก จันทร์พันธุ์ 12590003)
ความคิดเห็นนี้ถูกผู้เขียนลบ
ทฤษฎีว่าด้วยผู้นำตามสถานการณ์ ตั้งอยู่บนพื้นฐานของแนวคิดที่ว่า ผู้นําที่ประสบความสำเร็จได้นั้นไม่จำเป็นต้องมีคุณลักษณะเฉพาะที่ตายตัวและไม่จำเป็นต้องมีการแสดงออกเชิงพฤติกรรมในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งเท่านั้น หากแต่ผู้นำจะประสบความสำเร็จในการทำงานได้ก็ต่อเมื่อผู้นำสามารถเลือกใช้วิธีการหรือแสดงออกซึ่งพฤติกรรมเป็นผู้นำที่เหมาะสมสอดคล้องกับแต่ละสถานการณ์ เพื่อให้ผู้นำเลือกใช้วิธีการใดในการบริหารงานให้ประสบความสำเร็จได้สูงสุด ซึ่งพอสรุปสถานการณ์ต่างๆที่มีความสำคัญได้ 7 ประการดังนี้1ความต้องการของพนักงาน คือเมื่อความต้องการของพนักงานแตกต่างกันออกไปจนส่งผลให้ผู้นำเลือกใช้วิธีการบริหารงานที่แตกต่างกันเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของพนักงานคนนั้นๆ2ลักษณะการตัดสินใจของกลุ่ม กลุ่มแต่ละกลุ่มย่อมมีลักษณะการตัดสินใจที่แตกต่างกัน กลุ่มบางกลุ่มอาจเปิดให้สมาชิกอภิปราย ประเด็นที่จะตัดสินใจอย่างเสรีแล้วลงคะแนนเสียงเพื่อหาข้อสรุปโดยเสียงข้างมากผู้นำที่บริหารจัดการในกลุ่มที่มีการตัดสินใจลักษณะดังกล่าวอาจเข้ามามีส่วนร่วมอภิปราย ออกความเห็น และเมื่อประชุมเป็นเวลาสมควรแล้วผู้นำอ่านสรุปขอให้ที่ประชุมลงคะแนนเสียงได้ทันที แต่บางกลุ่มอาจไม่ต้องการให้มีการลงคะแนนเสียง เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดความแตกแยก จึงเรียนให้สมาชิกพยายามโน้มน้าวความเห็นของกันและกัน จนทุกคนเห็นชอบร่วมกันแล้วจึงตัดสินใจ3ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำและสมาชิก ผู้นำที่เป็นเพื่อนหรือสนิทคุ้นเคยกับสมาชิกย่อมต้องใช้วิธีการบริหารจัดการที่แตกต่างจากผู้นำที่ไม่รู้จักสมาชิกเป็นการส่วนตัวเช่นในการทำรายงานกลุ่มของนิสิตนักศึกษาในมหาลัยแม้จะมีกำหนดให้สมาชิกคนหนึ่งเป็นผู้นำกลุ่มแต่ผู้นำคนดังกล่าวย่อมไม่สามารถใช้เพียงการออกคำสั่งเพื่อให้สมาชิกปฏิบัติตามได้แต่ต้องร้องขอเพื่อนให้ทำงานตามแนวทางที่ประสงค์4แหล่งที่มาของอำนาจ ผู้นำที่มีอำนาจจากความชื่นชมมักพบว่าตัวเองแทบไม่ต้องใช้วิธีการบังคับหรือขู่จะลงโทษพนักงานเพื่อให้พนักงานทำงานตามเป้าหมาย5ลักษณะงาน งานที่จําเป็นต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์เช่นงานโฆษณาผู้นำจำเป็นต้องสร้างบรรยากาศการทำงานแบบหลวมๆเป็นกันเองและความรู้สึกของคนมากกว่างานในโรงงานซึ่งเป็นงานที่มีลักษณะชัดเจนไปตัวที่ผู้นำจำเป็นต้องบริหารงานโดยอาศัยกฎระเบียบและข้อข้อคำสั่งในการทำงาน6คุณลักษณะเฉพาะการที่แต่ละคนมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันผู้นำจึงควรเลือกวิธีในการบริหารงานให้สอดคล้องกับคุณลักษณะเฉพาะของตนเองด้วย7วุฒิภาวะของผู้ตาม วุฒิภาวะของผู้ตามเป็นอีกปัจจัยหนึ่งซึ่งมีความสำคัญในการกำหนดวิธีการบริหารงานของผู้นำหากผู้ตามมีวุฒิภาวะสูงผู้นำอาจมอบความ รบผิดชอบในการตัดสินใจและการทำงานให้พูดตามได้ทั้งหมดซึ่งตรงข้ามกับผู้ตามที่มีวุฒิภาวะต่ำผู้นำย่อมไม่ควรมุ่งเน้นที่พูดตามแต่ต้องเน้นที่ตัวผู้นำเอง(ปวีณา เกตุแย้ม 12590047)
ทฤษฎีตามสถานการณ์ (Contingency Theory)เป็นทฤษฎีที่นำปัจจัยสิ่งแวดล้อมของผู้นำมาพิจารณาว่ามีความสำคัญต่อความสำเร็จของผู้บริหารขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมหรือสถานการณ์ที่อำนวยให้ ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อภาวะผู้นำ มีดังนี้1. การให้ผู้บริหารตื่นตัวต่อสถานการณ์ต่าง ๆ อยู่เสมอ และตัดสินในปัญหาต่างๆ ตามสถานการณ์อาจทำให้มีคนคิดว่าการที่จะตัดสินใจในปัญหาต่างๆ เล็กๆ น้อยๆ เป็นอย่างดีแล้วจะทำให้การบริหารงานทั้งหมดดีไปเอง ข้อเสนอแนะก็คือ ในกรณีที่การตัดสินใจปัญหาปลีกย่อยจำนวนมากๆ ให้ถูกต้องนั้นก็สำคัญแต่การที่จะต้องตัดสินใจในปัญหาใหญ่ๆ หลักๆก็มีความสำคัญเช่นเดียวกัน ผู้บริหารจำเป็นต้องมีภาพรวมของบทบาทตนเอง องค์การและสภาพแวดล้อม ภาพรวมเหล่านี้จำเป็นและเป็นแนวทางในการตัดสินในปัญหาปลีกย่อยรองลงมาทั้งหลาย2. ทฤษฎีสถานการณ์ทำให้มองดูเหมือนว่าเป็นเรื่องไม่มีคุณค่ามาเกี่ยวข้อง องค์ประกอบอันเกี่ยวกับสภาพแวดล้อม องค์การและตัวอื่นๆนับเป็นเหมือนสิ่งที่เราต้องตระหนักและแสดงปฏิกิริยาตอบ ถ้าเป็นเช่นนั้นผู้บริหารก็จะไม่ต่างอะไรไปจากบาโรมิเตอร์วัดความเปลี่ยนแปลงของบรรยากาศ ผู้บริหารอาจกลายเป็นเพียงผู้บริหารเพื่อการบริหาร คอยยืนอยู่บนยอดของคลื่นความเปลี่ยนแปลงและสถานการณ์อยู่ตลอดเวลา(นางสาว สรัสนันท์ บุญมี 12590080)
ทฤษฎีว่าด้วยผู้นำตามสถานการณ์ ระบุว่าผู้นำที่ประสบความสำเร็จได้นั้นไม่จำเป็นต้องมีคุณลักษณะเฉพาะที่ตายตัว หากแต่จะประสบความสำเร็จได้เมื่อเลือกใช้วิธีที่เหมาะสมสอดคล้องกับแต่ละสถานการณ์ 1.ความต้องการของพนักงาน เป็นปัจจัยที่มีส่วนกำหนดวิธีการที่ผู้นำใช้ในการบริหารงาน2.ลักษณะการตัดสินใจของกลุ่ม กลุ่มแต่ละกลุ่มย่อมมีลักษณะการตัดสินใจที่แตกต่างกัน กลุ่มบางกลุ่มอาจเปิดให้สมาชิกอภิปรายประเด็นที่จะตัดสินใจอย่างเสรี3.ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำและสมาชิก ผู้นำที่เป็นเพื่อนหรือสนิทสนมคุ้นเคยกับสมาชิก ย่อมต้องใช้วิธีการบริหารจัดการที่แตกต่างจากผู้นำที่ไม่รู้จักสมาชิกเป็นการส่วนตัว4.แหล่งที่มาของอำนาจ ผู้นำที่มีอำนาจจากความชื่นชม มักพบว่าตนเองแทบไม่ต้องใช้วิธีการบังคับหรือขู่จะลงโทษพนักงานเพื่อให้พนักงานทำงานตามเป้าหมาย5.ลักษณะงานงานที่จำเป็นต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์ เช่น งานสร้างโฆษณา ผู้นำจำเป็นต้องสร้างบรรยากาศการทำงานแบบหลวมๆ เป็นกันเอง6.คุณลักษณะเฉพาะ การที่แต่ละคนมีคุณลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกัน ผู้นำจึงควรมีวิธีในการบริหารงานให้สอดคล้องกับคุณลักษณะของตนเองด้วย7.วุฒิภาวะของผู้ตาม เป็นอีกปัจจัยที่มีความสำคัญในการกำหนดวิธีการบริหารงานของผู้นำ หากผู้ตามมีวุฒิภาวะสูง ผู้นำอาจมอบหมายความรับผิดชอบในการตัดสินใจ(อภิษฐา เนียมศิริ 12590101)
ทฤษฎีว่าด้วยผู้นำตามสถานการณ์ ตั้งอยู่บนพื้นฐานของแนวคิดที่ว่า ผู้นําที่ประสบความสำเร็จได้นั้นไม่จำเป็นต้องมีคุณลักษณะเฉพาะที่ตายตัวและไม่จำเป็นต้องมีการแสดงออกเชิงพฤติกรรมในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งเท่านั้น หากแต่ผู้นำจะประสบความสำเร็จในการทำงานได้ก็ต่อเมื่อผู้นำสามารถเลือกใช้วิธีการหรือแสดงออกซึ่งพฤติกรรมเป็นผู้นำที่เหมาะสมสอดคล้องกับแต่ละสถานการณ์ ผู้นำที่ผสมจะประยุกต์ใช้ทฤษฎีว่าด้วยผู้นำตามสถานการณ์ให้เกิดประโยชน์กับตนเองจึงต้องศึกษาว่าสถานการณ์หรือปัจจัยต่างๆที่มีผลต่อวิธีการและพฤติกรรมของผู้นำเหล่านั้นมีอะไรบ้าง และแต่ละสถานการณ์ผู้นำควรใช้วิธีการใดในการบริหารงานให้ประสบความสำเร็จได้สูงสุด นักวิจัยหลายคนได้ค้นคว้าถึงสถานการณ์ต่างๆที่ส่งผลต่อภาวะผู้นำและวิธีการที่ผู้นำเรื่องใช้ในหลายรูปแบบซึ่งพอสรุปสถานการณ์ต่างๆที่มีความสำคัญได้ 7 ประการดังนี้1 ความต้องการของพนักงาน ความต้องการพนักงานเป็นปัจจัยที่มีส่วนกำหนดวิธีการที่ผู้นำใช้ในการบริหารงานกล่าวคือเมื่อความต้องการของพนักงานแตกต่างกันออกไปจนส่งผลให้ผู้นำเลือกใช้วิธีการบริหารงานที่แตกต่างกันเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของพนักงานคนนั้นๆ2 ลักษณะการตัดสินใจของกลุ่ม กลุ่มแต่ละกลุ่มย่อมมีลักษณะการตัดสินใจที่แตกต่างกัน กลุ่มบางกลุ่มอาจเปิดให้สมาชิกอภิปราย ประเด็นที่จะตัดสินใจอย่างเสรีแล้วลงคะแนนเสียงเพื่อหาข้อสรุปโดยเสียงข้างมากผู้นำที่บริหารจัดการในกลุ่มที่มีการตัดสินใจลักษณะดังกล่าวอาจเข้ามามีส่วนร่วมอภิปราย ออกความเห็น และเมื่อประชุมเป็นเวลาสมควรแล้วผู้นำอ่านสรุปขอให้ที่ประชุมลงคะแนนเสียงได้ทันที แต่บางกลุ่มอาจไม่ต้องการให้มีการลงคะแนนเสียง เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดความแตกแยก จึงเรียนให้สมาชิกพยายามโน้มน้าวความเห็นของกันและกัน จนทุกคนเห็นชอบร่วมกันแล้วจึงตัดสินใจ3 ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำและสมาชิก ผู้นำที่เป็นเพื่อนหรือสนิทคุ้นเคยกับสมาชิกย่อมต้องใช้วิธีการบริหารจัดการที่แตกต่างจากผู้นำที่ไม่รู้จัก สมาชิกเป็นการส่วนตัวเช่นในการทำรายงานกลุ่มของนิสิตนักศึกษาในมหาลัยแม้จะมีกำหนดให้สมาชิกคนหนึ่งเป็นผู้นำกลุ่มแต่ผู้นำคนดังกล่าวย่อมไม่สามารถใช้เพียงการออกคำสั่งเพื่อให้สมาชิกปฏิบัติตามได้แต่ต้องร้องขอเพื่อนให้ทำงานตามแนวทางที่ประสงค์4 แหล่งที่มาของอำนาจ ผู้นำที่มีอำนาจจากความชื่นชมมักพบว่าตัวเองแทบไม่ต้องใช้วิธีการบังคับหรือขู่จะลงโทษพนักงานเพื่อให้พนักงานทำงานตามเป้าหมายเนื่องจากพนักงานมีความรักชื่นชมและยินยอมพร้อมใจในการทำงานอยู่แล้วซึ่งแตกต่างจากผู้นำที่มีเพียงอำนาจในการให้โทษย่อมอาศัยการบังคับและถูกเห็นในการลงโทษ จึงจะทำให้พนักงานทำงานตามที่ต้องการได้5 ลักษณะงาน งานที่จําเป็นต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์เช่นงานโฆษณาผู้นำจำเป็นต้องสร้างบรรยากาศการทำงานแบบหลวมๆเป็นกันเองและความรู้สึกของคนมากกว่างานในโรงงานซึ่งเป็นงานที่มีลักษณะชัดเจนไปตัวที่ผู้นำจำเป็นต้องบริหารงานโดยอาศัยกฎระเบียบและข้อข้อคำสั่งในการทำงาน6 คุณลักษณะเฉพาะการที่แต่ละคนมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันผู้นำจึงควรเลือกวิธีในการบริหารงานให้สอดคล้องกับคุณลักษณะเฉพาะของตนเองด้วย7 วุฒิภาวะของผู้ตาม วุฒิภาวะของผู้ตามเป็นอีกปัจจัยหนึ่งซึ่งมีความสำคัญในการกำหนดวิธีการบริหารงานของผู้นำหากผู้ตามมีวุฒิภาวะสูงผู้นำอาจมอบความ รับผิดชอบในการตัดสินใจและการทำงานให้พูดตามได้ทั้งหมดซึ่งตรงข้ามกับผู้ตามที่มีวุฒิภาวะต่ำผู้นำย่อมไม่ควรมุ่งเน้นที่พูดตามแต่ต้องเน้นที่ตัวผู้นำเองเพื่อให้การทำงานสามารถประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ได้สุภัทษา สนธิช่วย 12590096
มีปัจจัย 7 ประการที่มีผลต่อรูปแบบภาวะผู้นำ ดังนี้ 1.ความต้องการของพนักงาน เป็นปัจจัยที่มีส่วนกำหนดวิธีการที่ผู้นำใช้ในการบริหารงาน2.ลักษณะการตัดสินใจของกลุ่ม กลุ่มแต่ละกลุ่มย่อมมีลักษณะการตัดสินใจที่แตกต่างกัน กลุ่มบางกลุ่มอาจเปิดให้สมาชิกอภิปรายประเด็นที่จะตัดสินใจอย่างเสรี3.ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำและสมาชิก ผู้นำที่เป็นเพื่อนหรือสนิทสนมคุ้นเคยกับสมาชิก ย่อมต้องใช้วิธีการบริหารจัดการที่แตกต่างจากผู้นำที่ไม่รู้จักสมาชิกเป็นการส่วนตัว4.แหล่งที่มาของอำนาจ ผู้นำที่มีอำนาจจากความชื่นชม มักพบว่าตนเองแทบไม่ต้องใช้วิธีการบังคับหรือขู่จะลงโทษพนักงานเพื่อให้พนักงานทำงานตามเป้าหมาย5.ลักษณะงาน งานที่จำเป็นต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์ เช่น งานสร้างโฆษณา ผู้นำจำเป็นต้องสร้างบรรยากาศการทำงานแบบหลวมๆ เป็นกันเอง6.คุณลักษณะเฉพาะ การที่แต่ละคนมีคุณลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกัน ผู้นำจึงควรมีวิธีในการบริหารงานให้สอดคล้องกับคุณลักษณะของตนเองด้วย7.วุฒิภาวะของผู้ตาม เป็นอีกปัจจัยที่มีความสำคัญในการกำหนดวิธีการบริหารงานของผู้นำ หากผู้ตามมีวุฒิภาวะสูง(นางสาวภิตตมาตุ์ เอื้ออรุณชัย 12590062)
นักวิจัยหลายคนได้ค้นคว้าถึงสถานการณ์ต่างๆ ที่ส่งผลต่อภาวะผู้นำ ซึ่งมีความสำคัญได้ 7 ประการ ดังนี้1. ความต้องการของพนักงาน ความต้องการของพนักงานเป็นปัจจัยที่มีส่วนกำหนดวิธีการที่ผู้นำใช้ในการบริหารงาน กล่าวคือ เมื่อความต้องการของพนักงานแตกต่างกันออกไปย่อมส่งผลให้ผู้นำเลือกใช้วิธีการบริหารงานที่แตกต่างกันเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของพนักงานคนนั้นๆ2. ลักาณะการตัดสินใจของกลุ่ม กลุ่มแต่ละกลุ่มย่อมมีลักษณะการตัดสินใจที่แตกต่างกัน กลุ่มบางกลุ่มอาจเปิดให้สมาชิกอภิปรายประเด็นที่จะตัดสินใจอย่างเสรี แล้วลงคะแนนเสียงเพื่อหาข้อสรุปโดยเสียงข้างมาก ผู้นำที่บริหารจัดการในกลุ่มที่มีการตัดสินใจลักษณะดังกล่าว อาจเข้าร่วมอภิปราย ออกความเห็น และเมื่อประชุมเป็นเวลาสมควรแล้ว ผู้นำอาจสรุปขอให้ที่ประชุมลงคะแนนเสียงได้ทันที แต่บางกลุ่มอาจไม่ต้องการให้มีการลงคะแนนเสียง เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดการแตกแยก จึงเน้นให้สมาชิกพยายามโน้มน้าวความเห้นของกันและกันจนทุกคนเห็นชอบร่วมกันแล้วจึงตัดสินใจ3. ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำกับสมาชิก ผู้นำที่เป้นเพื่อนหรือสนิทสนมคุ้นเคยกับสมาชิกย่อมต้องใช้วิธีการบริหารจัดการที่แตกต่างจากผู้นำที่ไม่รู้จกสมาชิกเป็นการส่วนตัว4. แหล่งที่มาของอำนาจ ผู้นำที่มีอำนาจจากความชื่นชมมักพบว่าตนเองแทบไม่ต้องใช้วิธีการบังคับหรือขู่จะลงโทษพนักงานเพื่อให้พนักงานทำงานตามเป้าประสงค์ เนื่องจจากพนักงานมีความรักชื่นชมและยินยอมพร้อมใจในการทำงานอยู่แล้ว ซึ่งแตกต่างจากผู้นำที่มีเพียงอำนาจในการให้โทษ ย่อมต้องอาศัยการบังคับและขู่เข็ญในการลงโทษจึงจะทำให้พนักงานทำงานตามที่ต้องการได้5. ลักาณะงาน งานที่จำเป็นต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์ เช่น งานสร้างโฆษณา ผู้นำจำเป็นต้องสร้างบรรยากาศทำงานแบบหลวมๆ เป็นกันเอง เน้นความรู้สึกของคนมากกว่างานในโรงงานซึ่งเป็นงานที่มีลักษณะชัดเจนตายตัว ที่ผู้นำจำเป็นต้องบริหารงานโดยอาศัยกฎระเบียบและคำสั่งในการทำงาน6. คุณลักษณะเฉพาะ การที่แต่ละคนมีลักษณะที่แตกต่างกัน ผู้นำจึงควรเลือกวิธีในการบริหารงานให้สอกดคล้องกับคุณลักษณะเฉพาะของตนเองด้วย7. วุฒิภาวะผู้ตาม วุฒิภาวะของผู้ตามเป็นอีกปัจจัยหนึ่งซึ่งมีความสำคัญในการกำหนดวิธีการบริหารงานของผู้นำ หากผู้ตามมีวุฒิภาวะสูง ผู้นำอาจมอบหมายความรับผิดชอบในการตัดสินใจและการทำงานให้ผู้ตามได้ทั้งหมด (ศศิพิมพ์ ชัยกุลพัฒนา 12590076)
ทฤษฎีตามสถานการณ์ (Contingency Theory)เป็นทฤษฎีที่นำปัจจัยสิ่งแวดล้อมของผู้นำมาพิจารณาว่ามีความสำคัญต่อความสำเร็จของผู้บริหารขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมหรือสถานการณ์ที่อำนวยให้ ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อภาวะผู้นำ มีดังนี้1. การให้ผู้บริหารตื่นตัวต่อสถานการณ์ต่าง ๆ อยู่เสมอ และตัดสินในปัญหาต่างๆ ตามสถานการณ์อาจทำให้มีคนคิดว่าการที่จะตัดสินใจในปัญหาต่างๆ เล็กๆ น้อยๆ เป็นอย่างดีแล้วจะทำให้การบริหารงานทั้งหมดดีไปเอง ข้อเสนอแนะก็คือ ในกรณีที่การตัดสินใจปัญหาปลีกย่อยจำนวนมากๆ ให้ถูกต้องนั้นก็สำคัญแต่การที่จะต้องตัดสินใจในปัญหาใหญ่ๆ หลักๆก็มีความสำคัญเช่นเดียวกัน ผู้บริหารจำเป็นต้องมีภาพรวมของบทบาทตนเอง องค์การและสภาพแวดล้อม ภาพรวมเหล่านี้จำเป็นและเป็นแนวทางในการตัดสินในปัญหาปลีกย่อยรองลงมาทั้งหลาย 2. ทฤษฎีสถานการณ์ทำให้มองดูเหมือนว่าเป็นเรื่องไม่มีคุณค่ามาเกี่ยวข้อง องค์ประกอบอันเกี่ยวกับสภาพแวดล้อม องค์การและตัวอื่นๆนับเป็นเหมือนสิ่งที่เราต้องตระหนักและแสดงปฏิกิริยาตอบ ถ้าเป็นเช่นนั้นผู้บริหารก็จะไม่ต่างอะไรไปจากบาโรมิเตอร์วัดความเปลี่ยนแปลงของบรรยากาศ ผู้บริหารอาจกลายเป็นเพียงผู้บริหารเพื่อการบริหาร คอยยืนอยู่บนยอดของคลื่นความเปลี่ยนแปลงและสถานการณ์อยู่ตลอดเวลาดวงหทัย โฉมมา 12590029
ทฤษฎีว่าด้วยผู้นำตามสถานการณ์ ระบุว่าผู้นำที่ประสบความสำเร็จได้นั้นหรือไม่จำเป็นต้องมีคุณลักษณะเฉพาะที่ตายตัว หากแต่จะประสบความสำเร็จได้นั้นหรือไม่จำเป็นต้องมีคุณลักษณะเฉพาะที่ตายตัว หากแต่จะประสบความสำเร็จได้เมื่อเลือกใช้วิธีการหรือแสดงออกที่เหมาะสมสอดคล้องกับแต่ละสถานการณ์ โดยมีปัจจัย 7 ประการที่มีผลต่อรูปแบบภาวะผู้นำ ดังนี้1.ความต้องการของพนักงาน เป็นปัจจัยที่มีส่วนกำหนดวิธีการที่ผู้นำใช้ในการบริหารงาน2.ลักษณะการตัดสินใจของกลุ่ม กลุ่มแต่ละกลุ่มย่อมมีลักษณะการตัดสินใจที่แตกต่างกัน กลุ่มบางกลุ่มอาจเปิดให้สมาชิกอภิปรายประเด็นที่จะตัดสินใจอย่างเสรี3.ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำและสมาชิก ผู้นำที่เป็นเพื่อนหรือสนิทสนมคุ้นเคยกับสมาชิก ย่อมต้องใช้วิธีการบริหารจัดการที่แตกต่างจากผู้นำที่ไม่รู้จักสมาชิกเป็นการส่วนตัว4.แหล่งที่มาของอำนาจ ผู้นำที่มีอำนาจจากความชื่นชม มักพบว่าตนเองแทบไม่ต้องใช้วิธีการบังคับหรือขู่จะลงโทษพนักงานเพื่อให้พนักงานทำงานตามเป้าหมาย5.ลักษณะงาน งานที่จำเป็นต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์ เช่น งานสร้างโฆษณา ผู้นำจำเป็นต้องสร้างบรรยากาศการทำงานแบบหลวมๆ เป็นกันเอง6.คุณลักษณะเฉพาะ การที่แต่ละคนมีคุณลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกัน ผู้นำจึงควรมีวิธีในการบริหารงานให้สอดคล้องกับคุณลักษณะของตนเองด้วย7.วุฒิภาวะของผู้ตาม เป็นอีกปัจจัยที่มีความสำคัญในการกำหนดวิธีการบริหารงานของผู้นำ หากผู้ตามมีวุฒิภาวะสูง ผู้นำอาจมอบหมายความรับผิดชอบในการตัดสินใจ(นางสาวปรมาพร สิงขรรัตน์ 12590046)
ทฤษฎีว่าด้วยผู้นำตามสถานการณ์ ระบุว่าผู้นำที่ประสบความสำเร็จได้นั้นหรือไม่จำเป็นต้องมีคุณลักษณะเฉพาะที่ตายตัว หากแต่จะประสบความสำเร็จได้นั้นหรือไม่จำเป็นต้องมีคุณลักษณะเฉพาะที่ตายตัว หากแต่จะประสบความสำเร็จได้เมื่อเลือกใช้วิธีการหรือแสดงออกที่เหมาะสมสอดคล้องกับแต่ละสถานการณ์ โดยมีปัจจัย 7 ประการที่มีผลต่อรูปแบบภาวะผู้นำ ดังนี้ 1.ความต้องการของพนักงาน เป็นปัจจัยที่มีส่วนกำหนดวิธีการที่ผู้นำใช้ในการบริหารงาน2.ลักษณะการตัดสินใจของกลุ่ม กลุ่มแต่ละกลุ่มย่อมมีลักษณะการตัดสินใจที่แตกต่างกัน กลุ่มบางกลุ่มอาจเปิดให้สมาชิกอภิปรายประเด็นที่จะตัดสินใจอย่างเสรี3.ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำและสมาชิก ผู้นำที่เป็นเพื่อนหรือสนิทสนมคุ้นเคยกับสมาชิก ย่อมต้องใช้วิธีการบริหารจัดการที่แตกต่างจากผู้นำที่ไม่รู้จักสมาชิกเป็นการส่วนตัว4.แหล่งที่มาของอำนาจ ผู้นำที่มีอำนาจจากความชื่นชม มักพบว่าตนเองแทบไม่ต้องใช้วิธีการบังคับหรือขู่จะลงโทษพนักงานเพื่อให้พนักงานทำงานตามเป้าหมาย5.ลักษณะงาน งานที่จำเป็นต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์ เช่น งานสร้างโฆษณา ผู้นำจำเป็นต้องสร้างบรรยากาศการทำงานแบบหลวมๆ เป็นกันเอง6.คุณลักษณะเฉพาะ การที่แต่ละคนมีคุณลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกัน ผู้นำจึงควรมีวิธีในการบริหารงานให้สอดคล้องกับคุณลักษณะของตนเองด้วย7.วุฒิภาวะของผู้ตาม เป็นอีกปัจจัยที่มีความสำคัญในการกำหนดวิธีการบริหารงานของผู้นำ หากผู้ตามมีวุฒิภาวะสูง ผู้นำอาจมอบหมายความรับผิดชอบในการตัดสินใจนางสาวภัทราพร ผังรักษ์ 12590061
ทฤษฎีว่าด้วยผู้นำตามสถานการณ์ตั้งอยู่บนพื้นฐานของแนวคิดที่ว่า ผู้นำที่ประสบความสำเร็จได้นั้นต้องมีคุณลักษณะเฉพาะที่ตายตัวและไม่จำเป็นต้องมีการแสดงออกเชิงพฤติกรรมในรูปแบบในรูปแบบหนึ่งเท่านั้น หากแต่ผู้นำจะประสบความสำเร็จในการทำงานได้ก็ต่อเมื่อผู้นำสามารถเลือกใช้วิธีการหรือแสดงออกซึ่งพฤติกรรมการเป็นผู้นำที่เหมาะสมสอดคล้องกับแต่ละสถานการณ์นักวิจัยหลายคนได้ค้นคว้าถึงสถานการณ์ต่างๆที่ส่งผลต่อภาวะผู้นำ และวิธีการที่ผู้นำเลือกใช้ในหลายรูปแบบ ซึ่งพอสรุปสถานการณ์ต่างๆที่มีความสัญได้ 7 ประการ ดังต่อไปนี้1. ความต้องการของพนักงาน : ความต้องการของพนักงานเป็นปัจจัยที่มีส่วนกำหนดวิธีการที่ผู้นำใช้ในการบริหารงาน กล่าวคือ เมื่อความต้องการของพนักงานแตกต่างกันออกไปย่อมส่งผลให้ผู้นำเลือกใช้วิธีการบริหารงานที่แตกต่างกันเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของพนักงานคนนั้นๆ2. ลักาณะการตัดสินใจของกลุ่ม : กลุ่มแต่ละกลุ่มย่อมมีลักษณะการตัดสินใจที่แตกต่างกัน กลุ่มบางกลุ่มอาจเปิดให้สมาชิกอภิปรายประเด็นที่จะตัดสินใจอย่างเสรี แล้วลงคะแนนเสียงเพื่อหาข้อสรุปโดยเสียงข้างมาก ผู้นำที่บริหารจัดการในกลุ่มที่มีการตัดสินใจลักษณะดังกล่าว อาจเข้าร่วมอภิปราย ออกความเห็น และเมื่อประชุมเป็นเวลาสมควรแล้ว ผู้นำอาจสรุปขอให้ที่ประชุมลงคะแนนเสียงได้ทันที แต่บางกลุ่มอาจไม่ต้องการให้มีการลงคะแนนเสียง เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดการแตกแยก จึงเน้นให้สมาชิกพยายามโน้มน้าวความเห้นของกันและกันจนทุกคนเห็นชอบร่วมกันแล้วจึงตัดสินใจ3. ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำกับสมาชิก : ผู้นำที่เป้นเพื่อนหรือสนิทสนมคุ้นเคยกับสมาชิกย่อมต้องใช้วิธีการบริหารจัดการที่แตกต่างจากผู้นำที่ไม่รู้จกสมาชิกเป็นการส่วนตัว 4. แหล่งที่มาของอำนาจ : ผู้นำที่มีอำนาจจากความชื่นชมมักพบว่าตนเองแทบไม่ต้องใช้วิธีการบังคับหรือขู่จะลงโทษพนักงานเพื่อให้พนักงานทำงานตามเป้าประสงค์ เนื่องจจากพนักงานมีความรักชื่นชมและยินยอมพร้อมใจในการทำงานอยู่แล้ว ซึ่งแตกต่างจากผู้นำที่มีเพียงอำนาจในการให้โทษ ย่อมต้องอาศัยการบังคับและขู่เข็ญในการลงโทษจึงจะทำให้พนักงานทำงานตามที่ต้องการได้5. ลักาณะงาน : งานที่จำเป็นต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์ เช่น งานสร้างโฆษณา ผู้นำจำเป็นต้องสร้างบรรยากาศทำงานแบบหลวมๆ เป็นกันเอง เน้นความรู้สึกของคนมากกว่างานในโรงงานซึ่งเป็นงานที่มีลักษณะชัดเจนตายตัว ที่ผู้นำจำเป็นต้องบริหารงานโดยอาศัยกฎระเบียบและคำสั่งในการทำงาน6. คุณลักษณะเฉพาะ : การที่แต่ละคนมีลักษณะที่แตกต่างกัน ผู้นำจึงควรเลือกวิธีในการบริหารงานให้สอกดคล้องกับคุณลักษณะเฉพาะของตนเองด้วย7. วุฒิภาวะผู้ตาม : วุฒิภาวะของผู้ตามเป็นอีกปัจจัยหนึ่งซึ่งมีความสำคัญในการกำหนดวิธีการบริหารงานของผู้นำ หากผู้ตามมีวุฒิภาวะสูง ผู้นำอาจมอบหมายความรับผิดชอบในการตัดสินใจและการทำงานให้ผู้ตามได้ทั้งหมด ซึ่งตรงข้ามกับผู้ตามที่มีวุฒิภาวะต่ำ ผู้นำย่อมไม่ควรมุ่งเน้นที่ผู้ตาม แต่ต้องเน้นที่ตัวผู้นำเอง เพื่อหะการทำงานสามารถสำเร็จตามประสงค์ได้ โดยผู้นำจะต้องกำหนดวิธีการทำงานแล้วออกคำสั่งให้ผู้ตามปฏิบัติ แล้วตรวจติดตามผลอย่างใกล้ชิด(อภัสสร ปูชนียกุล 12590100)
ทฤษฎีตามสถานการณ์ (Contingency Theory)เป็นทฤษฎีที่นำปัจจัยสิ่งแวดล้อมของผู้นำมาพิจารณาว่ามีความสำคัญต่อความสำเร็จของผู้บริหารขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมหรือสถานการณ์ที่อำนวยให้ ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อภาวะผู้นำ มีดังนี้1. การให้ผู้บริหารตื่นตัวต่อสถานการณ์ต่าง ๆ อยู่เสมอ และตัดสินในปัญหาต่างๆ ตามสถานการณ์อาจทำให้มีคนคิดว่าการที่จะตัดสินใจในปัญหาต่างๆ เล็กๆ น้อยๆ เป็นอย่างดีแล้วจะทำให้การบริหารงานทั้งหมดดีไปเอง ข้อเสนอแนะก็คือ ในกรณีที่การตัดสินใจปัญหาปลีกย่อยจำนวนมากๆ ให้ถูกต้องนั้นก็สำคัญแต่การที่จะต้องตัดสินใจในปัญหาใหญ่ๆ หลักๆก็มีความสำคัญเช่นเดียวกัน ผู้บริหารจำเป็นต้องมีภาพรวมของบทบาทตนเอง องค์การและสภาพแวดล้อม ภาพรวมเหล่านี้จำเป็นและเป็นแนวทางในการตัดสินในปัญหาปลีกย่อยรองลงมาทั้งหลาย2. ทฤษฎีสถานการณ์ทำให้มองดูเหมือนว่าเป็นเรื่องไม่มีคุณค่ามาเกี่ยวข้อง องค์ประกอบอันเกี่ยวกับสภาพแวดล้อม องค์การและตัวอื่นๆนับเป็นเหมือนสิ่งที่เราต้องตระหนักและแสดงปฏิกิริยาตอบ ถ้าเป็นเช่นนั้นผู้บริหารก็จะไม่ต่างอะไรไปจากบาโรมิเตอร์วัดความเปลี่ยนแปลงของบรรยากาศ ผู้บริหารอาจกลายเป็นเพียงผู้บริหารเพื่อการบริหาร คอยยืนอยู่บนยอดของคลื่นความเปลี่ยนแปลงและสถานการณ์อยู่ตลอดเวลา(นางสาวบุญธิดา กะตะศิลา 12590043)
ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อภาวะผู้นำโดยใช้ทฤษฎีภาวะผู้นำตามสถานการณ์ ได้เเก่1.ความต้องการของพนักงาน (Employee 's needs) ความต้องการของพนักงานเป็นปัจจัยที่มีส่วนกำหนดวิธีการที่ผู้นำใช้ในการบริหารงานกล่าวคือเมื่อความต้องการของพนักงานแตกต่างกันออกไปย่อมส่งผลให้ผู้นำเลือกใช้วิธีการบริหารงานที่แตกต่างกันเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของพนักงานคนนั้นๆหากพนักงานต้องการชื่อเสียงเกียรติยศผู้นำจำเป็นต้องเน้นการให้เกียรติและยกย่องในความสำเร็จของพนักงานมากที่สุดแต่หากพนักงานต้องการความรักและความผูกพันกับสมาชิกในองค์กรผู้นำต้องเน้นที่ความรู้สึกของพนักงานและการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกองค์กรเป็นต้น2.ลักษณะการตัดสินใจของกลุ่ม (Group Decision Making) กลุ่มแต่ละกลุ่มย่อมมีลักษณะการตัดสินใจที่แตกต่างกันกลุ่มบางกลุ่มอาจเปิดให้สมาชิกอภิปรายประเด็นที่จะตัดสินใจอย่างเสรีแล้วลงคะแนนเสียงเพื่อหาข้อสรุปโดยเสียงข้างมากผู้นำที่บริหารจัดการในกลุ่มที่มีการตัดสินใจลักษณะดังกล่าวอาจเข้าร่วมอภิปรายออกความเห็นและเมื่อประชุมเป็นเวลาสมควรแล้วผู้นำอาจสรุปขอให้ที่ประชุมลงคะแนนเสียงได้ทันทีแต่บางกลุ่มอาจไม่ต้องการให้มีการลงคะแนนเสียงเนื่องจากเกรงว่าจะเกิดการแตกแยกจึงเน้นให้สมาชิกพยายามโน้มน้าวความเห็นของกันและกันจนทุกคนเห็นชอบร่วมกันแล้วจึงตัดสินใจผู้นำที่อยู่ในกลุ่มที่มีการตัดสินใจลักษณะนี้อาจต้องระมัดระวังด้านความรู้สึกของสมาชิกกลุ่มและผู้นำย่อมไม่สามารถตัดบทการอภิปรายเพื่อให้ลงมติหากเห็นว่าสมาชิกกลุ่มยังไม่มีความเห็นเป็นเอกฉันท์ผู้นำที่ดีจึงจำเป็นต้องศึกษาลักษณะการตัดสินใจของสมาชิกกลุ่มให้ชัดเจนแล้วจึงเลือกวิธีการที่เหมาะสมในการบริหารงานกลุ่ม3.ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำและสมาชิก (Leader / Member Relations) ผู้นำที่เป็นเพื่อนหรือสนิทสนมคุ้นเคยกับสมาชิกย่อมต้องใช้วิธีการบริหารจัดการที่แตกต่างจากผู้นำที่ไม่รู้จักสมาชิกเป็นการส่วนตัวอาทิในการทำรายงานกลุ่มของนิสิตนักศึกษาในมหาวิทยาลัยแม้จะมีกำหนดให้สมาชิกคนหนึ่งเป็นผู้นำกลุ่มแต่ผู้นำคนดังกล่าวย่อมไม่สามารถใช้เพียงการออกคำสั่งเพื่อให้สมาชิกปฏิบัติตามได้แต่ต้องขอร้องเพื่อนให้ทำงานตามแนวทางที่ประสงค์ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำกับสมาชิกจึงเป็นอีกปัจจัยที่มีผลต่อการชี้นำอย่างไรก็ตามในองค์กรทั่วไปผู้นำย่อมสามารถออกคำสั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาปฏิบัติงานในหน้าที่ได้4.แหล่งที่มาของอำนาจ (Power Sources) ผู้นำที่มีอำนาจจากความชื่นชม (Referent Power) มักพบว่าตนเองแทบไม่ต้องใช้วิธีการบังคับหรือขู่จะลงโทษพนักงานเพื่อให้พนักงานทำงานตามเป้าประสงค์เนื่องจากพนักงานมีความรักชื่นชมและยินยอมพร้อมใจในการทำงานอยู่แล้วซึ่งแตกต่างจากผู้นำที่มีเพียงอำนาจในการให้โทษย่อมต้องอาศัยการบังคับและขู่เข็ญในการลงโทษจึงจะทำให้พนักงานทำงานตามที่ต้องการได้5.ลักษณะงาน (Task Structure) งานที่จำเป็นต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์เช่นงานสร้างโฆษณาผู้นำจำเป็นต้องสร้างบรรยากาศการทำงานแบบหลวมๆเป็นกันเองเน้นความรู้สึกของคนมากกว่างานในโรงงานซึ่งเป็นงานที่มีลักษณะชัดเจนตายตัวที่ผู้นำจำเป็นต้องบริหารงานโดยอาศัยกฎระเบียบและคำสั่งในการทำงาน6.คุณลักษณะเฉพาะ (Traits) การที่แต่ละคนมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันผู้นำจึงควรเลือกวิธีในการบริหารงานให้สอดคล้องกับคุณลักษณะเฉพาะของตนเองด้วยเช่นหากตนเองเป็นคนที่อ่อนไหวไม่สามารถรับเรื่องกระเทือนใจหรือความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้ก็ไม่ควรเลือกใช้ภาวะผู้นำแบบอัตนิยมในการบริหารเนื่องจากอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างตนเองกับสมาชิกกลุ่มได้ง่ายเป็นต้น7.วุฒิภาวะของผู้ตาม (Maturity of Followers) วุฒิภาวะของผู้ตามเป็นอีกปัจจัยหนึ่งซึ่งมีความสำคัญในการกำหนดวิธีการบริหารงานของผู้นำหากผู้ตามมีวุฒิภาวะสูงผู้นำอาจมอบหมายความรับผิดชอบในการตัดสินใจและการทำงานให้ผู้ตามได้ทั้งหมดซึ่งตรงข้ามกับผู้ตามที่มีวุฒิภาวะผู้นำย่อมไม่ควรมุ่งเน้นที่ผู้ตามแต่ต้องเน้นที่ตัวผู้นำเองเพื่อให้การทำงานสามารถสำเร็จตามประสงค์ได้โดยผู้นำจะต้องกำหนดวิธีการทำงานแล้วออกคำสั่งให้ผู้ตามปฏิบัติแล้วตรวจติดตามผลอย่างใกล้ชิด (นางสาวเบญญาภา กรีรถ 12590044)
ทฤษฎีว่าด้วยผู้นำตามสถานการณ์ ตั้งอยู่บนพื้นฐานของแนวคิดที่ว่า ผู้นําที่ประสบความสำเร็จได้นั้นไม่จำเป็นต้องมีคุณลักษณะเฉพาะที่ตายตัวและไม่จำเป็นต้องมีการแสดงออกเชิงพฤติกรรมในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งเท่านั้น หากแต่ผู้นำจะประสบความสำเร็จในการทำงานได้ก็ต่อเมื่อผู้นำสามารถเลือกใช้วิธีการหรือแสดงออกซึ่งพฤติกรรมเป็นผู้นำที่เหมาะสมสอดคล้องกับแต่ละสถานการณ์ ผู้นำที่ผสมจะประยุกต์ใช้ทฤษฎีว่าด้วยผู้นำตามสถานการณ์ให้เกิดประโยชน์กับตนเองจึงต้องศึกษาว่าสถานการณ์หรือปัจจัยต่างๆที่มีผลต่อวิธีการและพฤติกรรมของผู้นำเหล่านั้นมีอะไรบ้าง และแต่ละสถานการณ์ผู้นำควรใช้วิธีการใดในการบริหารงานให้ประสบความสำเร็จได้สูงสุด นักวิจัยหลายคนได้ค้นคว้าถึงสถานการณ์ต่างๆที่ส่งผลต่อภาวะผู้นำและวิธีการที่ผู้นำเรื่องใช้ในหลายรูปแบบซึ่งพอสรุปสถานการณ์ต่างๆที่มีความสำคัญได้ 7 ประการดังนี้1 ความต้องการของพนักงาน ความต้องการพนักงานเป็นปัจจัยที่มีส่วนกำหนดวิธีการที่ผู้นำใช้ในการบริหารงานกล่าวคือเมื่อความต้องการของพนักงานแตกต่างกันออกไปจนส่งผลให้ผู้นำเลือกใช้วิธีการบริหารงานที่แตกต่างกันเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของพนักงานคนนั้นๆ2 ลักษณะการตัดสินใจของกลุ่ม กลุ่มแต่ละกลุ่มย่อมมีลักษณะการตัดสินใจที่แตกต่างกัน กลุ่มบางกลุ่มอาจเปิดให้สมาชิกอภิปราย ประเด็นที่จะตัดสินใจอย่างเสรีแล้วลงคะแนนเสียงเพื่อหาข้อสรุปโดยเสียงข้างมากผู้นำที่บริหารจัดการในกลุ่มที่มีการตัดสินใจลักษณะดังกล่าวอาจเข้ามามีส่วนร่วมอภิปราย ออกความเห็น และเมื่อประชุมเป็นเวลาสมควรแล้วผู้นำอ่านสรุปขอให้ที่ประชุมลงคะแนนเสียงได้ทันที แต่บางกลุ่มอาจไม่ต้องการให้มีการลงคะแนนเสียง เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดความแตกแยก จึงเรียนให้สมาชิกพยายามโน้มน้าวความเห็นของกันและกัน จนทุกคนเห็นชอบร่วมกันแล้วจึงตัดสินใจ3 ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำและสมาชิก ผู้นำที่เป็นเพื่อนหรือสนิทคุ้นเคยกับสมาชิกย่อมต้องใช้วิธีการบริหารจัดการที่แตกต่างจากผู้นำที่ไม่รู้จัก สมาชิกเป็นการส่วนตัวเช่นในการทำรายงานกลุ่มของนิสิตนักศึกษาในมหาลัยแม้จะมีกำหนดให้สมาชิกคนหนึ่งเป็นผู้นำกลุ่มแต่ผู้นำคนดังกล่าวย่อมไม่สามารถใช้เพียงการออกคำสั่งเพื่อให้สมาชิกปฏิบัติตามได้แต่ต้องร้องขอเพื่อนให้ทำงานตามแนวทางที่ประสงค์4 แหล่งที่มาของอำนาจ ผู้นำที่มีอำนาจจากความชื่นชมมักพบว่าตัวเองแทบไม่ต้องใช้วิธีการบังคับหรือขู่จะลงโทษพนักงานเพื่อให้พนักงานทำงานตามเป้าหมายเนื่องจากพนักงานมีความรักชื่นชมและยินยอมพร้อมใจในการทำงานอยู่แล้วซึ่งแตกต่างจากผู้นำที่มีเพียงอำนาจในการให้โทษย่อมอาศัยการบังคับและถูกเห็นในการลงโทษ จึงจะทำให้พนักงานทำงานตามที่ต้องการได้5 ลักษณะงาน งานที่จําเป็นต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์เช่นงานโฆษณาผู้นำจำเป็นต้องสร้างบรรยากาศการทำงานแบบหลวมๆเป็นกันเองและความรู้สึกของคนมากกว่างานในโรงงานซึ่งเป็นงานที่มีลักษณะชัดเจนไปตัวที่ผู้นำจำเป็นต้องบริหารงานโดยอาศัยกฎระเบียบและข้อข้อคำสั่งในการทำงาน6 คุณลักษณะเฉพาะการที่แต่ละคนมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันผู้นำจึงควรเลือกวิธีในการบริหารงานให้สอดคล้องกับคุณลักษณะเฉพาะของตนเองด้วย7 วุฒิภาวะของผู้ตาม วุฒิภาวะของผู้ตามเป็นอีกปัจจัยหนึ่งซึ่งมีความสำคัญในการกำหนดวิธีการบริหารงานของผู้นำหากผู้ตามมีวุฒิภาวะสูงผู้นำอาจมอบความ รับผิดชอบในการตัดสินใจและการทำงานให้พูดตามได้ทั้งหมดซึ่งตรงข้ามกับผู้ตามที่มีวุฒิภาวะต่ำผู้นำย่อมไม่ควรมุ่งเน้นที่พูดตามแต่ต้องเน้นที่ตัวผู้นำเองเพื่อให้การทำงานสามารถประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ได้(นายสิทธิชัย พ่อค้าเรือ 12590083)
ทฤษฎีว่าด้วยผู้นำตามสถานการณ์ ตั้งอยู่บนพื้นฐานของแนวคิดที่ว่า ผู้นําที่ประสบความสำเร็จได้นั้นไม่จำเป็นต้องมีคุณลักษณะเฉพาะที่ตายตัวและไม่จำเป็นต้องมีการแสดงออกเชิงพฤติกรรมในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งเท่านั้น หากแต่ผู้นำจะประสบความสำเร็จในการทำงานได้ก็ต่อเมื่อผู้นำสามารถเลือกใช้วิธีการหรือแสดงออกซึ่งพฤติกรรมเป็นผู้นำที่เหมาะสมสอดคล้องกับแต่ละสถานการณ์ ผู้นำที่ผสมจะประยุกต์ใช้ทฤษฎีว่าด้วยผู้นำตามสถานการณ์ให้เกิดประโยชน์กับตนเองจึงต้องศึกษาว่าสถานการณ์หรือปัจจัยต่างๆที่มีผลต่อวิธีการและพฤติกรรมของผู้นำเหล่านั้นมีอะไรบ้าง และแต่ละสถานการณ์ผู้นำควรใช้วิธีการใดในการบริหารงานให้ประสบความสำเร็จได้สูงสุด นักวิจัยหลายคนได้ค้นคว้าถึงสถานการณ์ต่างๆที่ส่งผลต่อภาวะผู้นำและวิธีการที่ผู้นำเรื่องใช้ในหลายรูปแบบซึ่งพอสรุปสถานการณ์ต่างๆที่มีความสำคัญได้ 7 ประการดังนี้1 ความต้องการของพนักงาน ความต้องการพนักงานเป็นปัจจัยที่มีส่วนกำหนดวิธีการที่ผู้นำใช้ในการบริหารงานกล่าวคือเมื่อความต้องการของพนักงานแตกต่างกันออกไปจนส่งผลให้ผู้นำเลือกใช้วิธีการบริหารงานที่แตกต่างกันเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของพนักงานคนนั้นๆ2 ลักษณะการตัดสินใจของกลุ่ม กลุ่มแต่ละกลุ่มย่อมมีลักษณะการตัดสินใจที่แตกต่างกัน กลุ่มบางกลุ่มอาจเปิดให้สมาชิกอภิปราย ประเด็นที่จะตัดสินใจอย่างเสรีแล้วลงคะแนนเสียงเพื่อหาข้อสรุปโดยเสียงข้างมากผู้นำที่บริหารจัดการในกลุ่มที่มีการตัดสินใจลักษณะดังกล่าวอาจเข้ามามีส่วนร่วมอภิปราย ออกความเห็น และเมื่อประชุมเป็นเวลาสมควรแล้วผู้นำอ่านสรุปขอให้ที่ประชุมลงคะแนนเสียงได้ทันที แต่บางกลุ่มอาจไม่ต้องการให้มีการลงคะแนนเสียง เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดความแตกแยก จึงเรียนให้สมาชิกพยายามโน้มน้าวความเห็นของกันและกัน จนทุกคนเห็นชอบร่วมกันแล้วจึงตัดสินใจ3 ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำและสมาชิก ผู้นำที่เป็นเพื่อนหรือสนิทคุ้นเคยกับสมาชิกย่อมต้องใช้วิธีการบริหารจัดการที่แตกต่างจากผู้นำที่ไม่รู้จัก สมาชิกเป็นการส่วนตัวเช่นในการทำรายงานกลุ่มของนิสิตนักศึกษาในมหาลัยแม้จะมีกำหนดให้สมาชิกคนหนึ่งเป็นผู้นำกลุ่มแต่ผู้นำคนดังกล่าวย่อมไม่สามารถใช้เพียงการออกคำสั่งเพื่อให้สมาชิกปฏิบัติตามได้แต่ต้องร้องขอเพื่อนให้ทำงานตามแนวทางที่ประสงค์4 แหล่งที่มาของอำนาจ ผู้นำที่มีอำนาจจากความชื่นชมมักพบว่าตัวเองแทบไม่ต้องใช้วิธีการบังคับหรือขู่จะลงโทษพนักงานเพื่อให้พนักงานทำงานตามเป้าหมายเนื่องจากพนักงานมีความรักชื่นชมและยินยอมพร้อมใจในการทำงานอยู่แล้วซึ่งแตกต่างจากผู้นำที่มีเพียงอำนาจในการให้โทษย่อมอาศัยการบังคับและถูกเห็นในการลงโทษ จึงจะทำให้พนักงานทำงานตามที่ต้องการได้5 ลักษณะงาน งานที่จําเป็นต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์เช่นงานโฆษณาผู้นำจำเป็นต้องสร้างบรรยากาศการทำงานแบบหลวมๆเป็นกันเองและความรู้สึกของคนมากกว่างานในโรงงานซึ่งเป็นงานที่มีลักษณะชัดเจนไปตัวที่ผู้นำจำเป็นต้องบริหารงานโดยอาศัยกฎระเบียบและข้อข้อคำสั่งในการทำงาน6 คุณลักษณะเฉพาะการที่แต่ละคนมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันผู้นำจึงควรเลือกวิธีในการบริหารงานให้สอดคล้องกับคุณลักษณะเฉพาะของตนเองด้วย7 วุฒิภาวะของผู้ตาม วุฒิภาวะของผู้ตามเป็นอีกปัจจัยหนึ่งซึ่งมีความสำคัญในการกำหนดวิธีการบริหารงานของผู้นำหากผู้ตามมีวุฒิภาวะสูงผู้นำอาจมอบความ รับผิดชอบในการตัดสินใจและการทำงานให้พูดตามได้ทั้งหมดซึ่งตรงข้ามกับผู้ตามที่มีวุฒิภาวะต่ำผู้นำย่อมไม่ควรมุ่งเน้นที่พูดตามแต่ต้องเน้นที่ตัวผู้นำเองเพื่อให้การทำงานสามารถประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ได้(นายชินวัตร พิพัฒน์พงศานนท์ 12590015)
ทฤษฎีว่าด้วยผู้นำตามสถานการณ์ ตั้งอยู่บนพื้นฐานของแนวคิดที่ว่า ผู้นําที่ประสบความสำเร็จได้นั้นไม่จำเป็นต้องมีคุณลักษณะเฉพาะที่ตายตัวและไม่จำเป็นต้องมีการแสดงออกเชิงพฤติกรรมในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งเท่านั้น หากแต่ผู้นำจะประสบความสำเร็จในการทำงานได้ก็ต่อเมื่อผู้นำสามารถเลือกใช้วิธีการหรือแสดงออกซึ่งพฤติกรรมเป็นผู้นำที่เหมาะสมสอดคล้องกับแต่ละสถานการณ์ ผู้นำที่ผสมจะประยุกต์ใช้ทฤษฎีว่าด้วยผู้นำตามสถานการณ์ให้เกิดประโยชน์กับตนเองจึงต้องศึกษาว่าสถานการณ์หรือปัจจัยต่างๆที่มีผลต่อวิธีการและพฤติกรรมของผู้นำเหล่านั้นมีอะไรบ้าง และแต่ละสถานการณ์ผู้นำควรใช้วิธีการใดในการบริหารงานให้ประสบความสำเร็จได้สูงสุด นักวิจัยหลายคนได้ค้นคว้าถึงสถานการณ์ต่างๆที่ส่งผลต่อภาวะผู้นำและวิธีการที่ผู้นำเรื่องใช้ในหลายรูปแบบซึ่งพอสรุปสถานการณ์ต่างๆที่มีความสำคัญได้ 7 ประการดังนี้1.ความต้องการของพนักงาน ความต้องการพนักงานเป็นปัจจัยที่มีส่วนกำหนดวิธีการที่ผู้นำใช้ในการบริหารงานกล่าวคือเมื่อความต้องการของพนักงานแตกต่างกันออกไปจนส่งผลให้ผู้นำเลือกใช้วิธีการบริหารงานที่แตกต่างกันเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของพนักงานคนนั้นๆ2.ลักษณะการตัดสินใจของกลุ่ม กลุ่มแต่ละกลุ่มย่อมมีลักษณะการตัดสินใจที่แตกต่างกัน กลุ่มบางกลุ่มอาจเปิดให้สมาชิกอภิปราย ประเด็นที่จะตัดสินใจอย่างเสรีแล้วลงคะแนนเสียงเพื่อหาข้อสรุปโดยเสียงข้างมากผู้นำที่บริหารจัดการในกลุ่มที่มีการตัดสินใจลักษณะดังกล่าวอาจเข้ามามีส่วนร่วมอภิปราย ออกความเห็น และเมื่อประชุมเป็นเวลาสมควรแล้วผู้นำอ่านสรุปขอให้ที่ประชุมลงคะแนนเสียงได้ทันที แต่บางกลุ่มอาจไม่ต้องการให้มีการลงคะแนนเสียง เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดความแตกแยก จึงเรียนให้สมาชิกพยายามโน้มน้าวความเห็นของกันและกัน จนทุกคนเห็นชอบร่วมกันแล้วจึงตัดสินใจ3.ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำและสมาชิก ผู้นำที่เป็นเพื่อนหรือสนิทคุ้นเคยกับสมาชิกย่อมต้องใช้วิธีการบริหารจัดการที่แตกต่างจากผู้นำที่ไม่รู้จัก สมาชิกเป็นการส่วนตัวเช่นในการทำรายงานกลุ่มของนิสิตนักศึกษาในมหาลัยแม้จะมีกำหนดให้สมาชิกคนหนึ่งเป็นผู้นำกลุ่มแต่ผู้นำคนดังกล่าวย่อมไม่สามารถใช้เพียงการออกคำสั่งเพื่อให้สมาชิกปฏิบัติตามได้แต่ต้องร้องขอเพื่อนให้ทำงานตามแนวทางที่ประสงค์4.แหล่งที่มาของอำนาจ ผู้นำที่มีอำนาจจากความชื่นชมมักพบว่าตัวเองแทบไม่ต้องใช้วิธีการบังคับหรือขู่จะลงโทษพนักงานเพื่อให้พนักงานทำงานตามเป้าหมายเนื่องจากพนักงานมีความรักชื่นชมและยินยอมพร้อมใจในการทำงานอยู่แล้วซึ่งแตกต่างจากผู้นำที่มีเพียงอำนาจในการให้โทษย่อมอาศัยการบังคับและถูกเห็นในการลงโทษ จึงจะทำให้พนักงานทำงานตามที่ต้องการได้5.ลักษณะงาน งานที่จําเป็นต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์เช่นงานโฆษณาผู้นำจำเป็นต้องสร้างบรรยากาศการทำงานแบบหลวมๆเป็นกันเองและความรู้สึกของคนมากกว่างานในโรงงานซึ่งเป็นงานที่มีลักษณะชัดเจนไปตัวที่ผู้นำจำเป็นต้องบริหารงานโดยอาศัยกฎระเบียบและข้อข้อคำสั่งในการทำงาน6.คุณลักษณะเฉพาะการที่แต่ละคนมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันผู้นำจึงควรเลือกวิธีในการบริหารงานให้สอดคล้องกับคุณลักษณะเฉพาะของตนเองด้วย7.วุฒิภาวะของผู้ตาม วุฒิภาวะของผู้ตามเป็นอีกปัจจัยหนึ่งซึ่งมีความสำคัญในการกำหนดวิธีการบริหารงานของผู้นำหากผู้ตามมีวุฒิภาวะสูงผู้นำอาจมอบความ รับผิดชอบในการตัดสินใจและการทำงานให้พูดตามได้ทั้งหมดซึ่งตรงข้ามกับผู้ตามที่มีวุฒิภาวะต่ำผู้นำย่อมไม่ควรมุ่งเน้นที่พูดตามแต่ต้องเน้นที่ตัวผู้นำเองเพื่อให้การทำงานสามารถประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ได้(นางสาวชัชญาณ์ณัฐ ภูวิศภัทรนนท์ 12590110)
ทฤษฎีว่าด้วยผู้นำตามสถานการณ์ตั้งอยู่บนพื้นฐานของแนวคิดที่ว่า ผู้นำที่ประสบความสำเร็จได้นั้นต้องมีคุณลักษณะเฉพาะที่ตายตัวและไม่จำเป็นต้องมีการแสดงออกเชิงพฤติกรรมในรูปแบบในรูปแบบหนึ่งเท่านั้น หากแต่ผู้นำจะประสบความสำเร็จในการทำงานได้ก็ต่อเมื่อผู้นำสามารถเลือกใช้วิธีการหรือแสดงออกซึ่งพฤติกรรมการเป็นผู้นำที่เหมาะสมสอดคล้องกับแต่ละสถานการณ์นักวิจัยหลายคนได้ค้นคว้าถึงสถานการณ์ต่างๆที่ส่งผลต่อภาวะผู้นำ และวิธีการที่ผู้นำเลือกใช้ในหลายรูปแบบ ซึ่งพอสรุปสถานการณ์ต่างๆที่มีความสัญได้ 7 ประการ ดังต่อไปนี้1. ความต้องการของพนักงาน : ความต้องการของพนักงานเป็นปัจจัยที่มีส่วนกำหนดวิธีการที่ผู้นำใช้ในการบริหารงาน กล่าวคือ เมื่อความต้องการของพนักงานแตกต่างกันออกไปย่อมส่งผลให้ผู้นำเลือกใช้วิธีการบริหารงานที่แตกต่างกันเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของพนักงานคนนั้นๆ2. ลักาณะการตัดสินใจของกลุ่ม : กลุ่มแต่ละกลุ่มย่อมมีลักษณะการตัดสินใจที่แตกต่างกัน กลุ่มบางกลุ่มอาจเปิดให้สมาชิกอภิปรายประเด็นที่จะตัดสินใจอย่างเสรี แล้วลงคะแนนเสียงเพื่อหาข้อสรุปโดยเสียงข้างมาก ผู้นำที่บริหารจัดการในกลุ่มที่มีการตัดสินใจลักษณะดังกล่าว อาจเข้าร่วมอภิปราย ออกความเห็น และเมื่อประชุมเป็นเวลาสมควรแล้ว ผู้นำอาจสรุปขอให้ที่ประชุมลงคะแนนเสียงได้ทันที แต่บางกลุ่มอาจไม่ต้องการให้มีการลงคะแนนเสียง เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดการแตกแยก จึงเน้นให้สมาชิกพยายามโน้มน้าวความเห้นของกันและกันจนทุกคนเห็นชอบร่วมกันแล้วจึงตัดสินใจ3. ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำกับสมาชิก : ผู้นำที่เป้นเพื่อนหรือสนิทสนมคุ้นเคยกับสมาชิกย่อมต้องใช้วิธีการบริหารจัดการที่แตกต่างจากผู้นำที่ไม่รู้จกสมาชิกเป็นการส่วนตัว 4. แหล่งที่มาของอำนาจ : ผู้นำที่มีอำนาจจากความชื่นชมมักพบว่าตนเองแทบไม่ต้องใช้วิธีการบังคับหรือขู่จะลงโทษพนักงานเพื่อให้พนักงานทำงานตามเป้าประสงค์ เนื่องจจากพนักงานมีความรักชื่นชมและยินยอมพร้อมใจในการทำงานอยู่แล้ว ซึ่งแตกต่างจากผู้นำที่มีเพียงอำนาจในการให้โทษ ย่อมต้องอาศัยการบังคับและขู่เข็ญในการลงโทษจึงจะทำให้พนักงานทำงานตามที่ต้องการได้5. ลักาณะงาน : งานที่จำเป็นต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์ เช่น งานสร้างโฆษณา ผู้นำจำเป็นต้องสร้างบรรยากาศทำงานแบบหลวมๆ เป็นกันเอง เน้นความรู้สึกของคนมากกว่างานในโรงงานซึ่งเป็นงานที่มีลักษณะชัดเจนตายตัว ที่ผู้นำจำเป็นต้องบริหารงานโดยอาศัยกฎระเบียบและคำสั่งในการทำงาน6. คุณลักษณะเฉพาะ : การที่แต่ละคนมีลักษณะที่แตกต่างกัน ผู้นำจึงควรเลือกวิธีในการบริหารงานให้สอกดคล้องกับคุณลักษณะเฉพาะของตนเองด้วย7. วุฒิภาวะผู้ตาม : วุฒิภาวะของผู้ตามเป็นอีกปัจจัยหนึ่งซึ่งมีความสำคัญในการกำหนดวิธีการบริหารงานของผู้นำ หากผู้ตามมีวุฒิภาวะสูง ผู้นำอาจมอบหมายความรับผิดชอบในการตัดสินใจและการทำงานให้ผู้ตามได้ทั้งหมด ซึ่งตรงข้ามกับผู้ตามที่มีวุฒิภาวะต่ำ ผู้นำย่อมไม่ควรมุ่งเน้นที่ผู้ตาม แต่ต้องเน้นที่ตัวผู้นำเอง เพื่อหะการทำงานสามารถสำเร็จตามประสงค์ได้ โดยผู้นำจะต้องกำหนดวิธีการทำงานแล้วออกคำสั่งให้ผู้ตามปฏิบัติ แล้วตรวจติดตามผลอย่างใกล้ชิด(นางสาวณัฐพร ทองปลิว 12590024)
ทฤษฎีตามสถานการณ์ (Contingency Theory)เป็นทฤษฎีที่นำปัจจัยสิ่งแวดล้อมของผู้นำมาพิจารณาว่ามีความสำคัญต่อความสำเร็จของผู้บริหารขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมหรือสถานการณ์ที่อำนวยให้ ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อภาวะผู้นำ มีดังนี้1. การให้ผู้บริหารตื่นตัวต่อสถานการณ์ต่าง ๆ อยู่เสมอ และตัดสินในปัญหาต่างๆ ตามสถานการณ์อาจทำให้มีคนคิดว่าการที่จะตัดสินใจในปัญหาต่างๆ เล็กๆ น้อยๆ เป็นอย่างดีแล้วจะทำให้การบริหารงานทั้งหมดดีไปเอง ข้อเสนอแนะก็คือ ในกรณีที่การตัดสินใจปัญหาปลีกย่อยจำนวนมากๆ ให้ถูกต้องนั้นก็สำคัญแต่การที่จะต้องตัดสินใจในปัญหาใหญ่ๆ หลักๆก็มีความสำคัญเช่นเดียวกัน ผู้บริหารจำเป็นต้องมีภาพรวมของบทบาทตนเอง องค์การและสภาพแวดล้อม ภาพรวมเหล่านี้จำเป็นและเป็นแนวทางในการตัดสินในปัญหาปลีกย่อยรองลงมาทั้งหลาย 2. ทฤษฎีสถานการณ์ทำให้มองดูเหมือนว่าเป็นเรื่องไม่มีคุณค่ามาเกี่ยวข้อง องค์ประกอบอันเกี่ยวกับสภาพแวดล้อม องค์การและตัวอื่นๆนับเป็นเหมือนสิ่งที่เราต้องตระหนักและแสดงปฏิกิริยาตอบ ถ้าเป็นเช่นนั้นผู้บริหารก็จะไม่ต่างอะไรไปจากบาโรมิเตอร์วัดความเปลี่ยนแปลงของบรรยากาศ ผู้บริหารอาจกลายเป็นเพียงผู้บริหารเพื่อการบริหาร คอยยืนอยู่บนยอดของคลื่นความเปลี่ยนแปลงและสถานการณ์อยู่ตลอด(นางสาวพัชรา จูเอี่ยม 12590054)
ทฤษฎีว่าด้วยผู้นำตามสถานการณ์ตั้งอยู่บนพื้นฐานของแนวคิดที่ว่า ผู้นำที่ประสบความสำเร็จได้นั้นต้องมีคุณลักษณะเฉพาะที่ตายตัวและไม่จำเป็นต้องมีการแสดงออกเชิงพฤติกรรมในรูปแบบในรูปแบบหนึ่งเท่านั้น หากแต่ผู้นำจะประสบความสำเร็จในการทำงานได้ก็ต่อเมื่อผู้นำสามารถเลือกใช้วิธีการหรือแสดงออกซึ่งพฤติกรรมการเป็นผู้นำที่เหมาะสมสอดคล้องกับแต่ละสถานการณ์นักวิจัยหลายคนได้ค้นคว้าถึงสถานการณ์ต่างๆที่ส่งผลต่อภาวะผู้นำ และวิธีการที่ผู้นำเลือกใช้ในหลายรูปแบบ ซึ่งพอสรุปสถานการณ์ต่างๆที่มีความสัญได้ 7 ประการ ดังต่อไปนี้1. ความต้องการของพนักงาน : ความต้องการของพนักงานเป็นปัจจัยที่มีส่วนกำหนดวิธีการที่ผู้นำใช้ในการบริหารงาน กล่าวคือ เมื่อความต้องการของพนักงานแตกต่างกันออกไปย่อมส่งผลให้ผู้นำเลือกใช้วิธีการบริหารงานที่แตกต่างกันเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของพนักงานคนนั้นๆ2. ลักาณะการตัดสินใจของกลุ่ม : กลุ่มแต่ละกลุ่มย่อมมีลักษณะการตัดสินใจที่แตกต่างกัน กลุ่มบางกลุ่มอาจเปิดให้สมาชิกอภิปรายประเด็นที่จะตัดสินใจอย่างเสรี แล้วลงคะแนนเสียงเพื่อหาข้อสรุปโดยเสียงข้างมาก ผู้นำที่บริหารจัดการในกลุ่มที่มีการตัดสินใจลักษณะดังกล่าว อาจเข้าร่วมอภิปราย ออกความเห็น และเมื่อประชุมเป็นเวลาสมควรแล้ว ผู้นำอาจสรุปขอให้ที่ประชุมลงคะแนนเสียงได้ทันที แต่บางกลุ่มอาจไม่ต้องการให้มีการลงคะแนนเสียง เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดการแตกแยก จึงเน้นให้สมาชิกพยายามโน้มน้าวความเห้นของกันและกันจนทุกคนเห็นชอบร่วมกันแล้วจึงตัดสินใจ3. ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำกับสมาชิก : ผู้นำที่เป้นเพื่อนหรือสนิทสนมคุ้นเคยกับสมาชิกย่อมต้องใช้วิธีการบริหารจัดการที่แตกต่างจากผู้นำที่ไม่รู้จกสมาชิกเป็นการส่วนตัว4. แหล่งที่มาของอำนาจ : ผู้นำที่มีอำนาจจากความชื่นชมมักพบว่าตนเองแทบไม่ต้องใช้วิธีการบังคับหรือขู่จะลงโทษพนักงานเพื่อให้พนักงานทำงานตามเป้าประสงค์ เนื่องจจากพนักงานมีความรักชื่นชมและยินยอมพร้อมใจในการทำงานอยู่แล้ว ซึ่งแตกต่างจากผู้นำที่มีเพียงอำนาจในการให้โทษ ย่อมต้องอาศัยการบังคับและขู่เข็ญในการลงโทษจึงจะทำให้พนักงานทำงานตามที่ต้องการได้5. ลักาณะงาน : งานที่จำเป็นต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์ เช่น งานสร้างโฆษณา ผู้นำจำเป็นต้องสร้างบรรยากาศทำงานแบบหลวมๆ เป็นกันเอง เน้นความรู้สึกของคนมากกว่างานในโรงงานซึ่งเป็นงานที่มีลักษณะชัดเจนตายตัว ที่ผู้นำจำเป็นต้องบริหารงานโดยอาศัยกฎระเบียบและคำสั่งในการทำงาน6. คุณลักษณะเฉพาะ : การที่แต่ละคนมีลักษณะที่แตกต่างกัน ผู้นำจึงควรเลือกวิธีในการบริหารงานให้สอกดคล้องกับคุณลักษณะเฉพาะของตนเองด้วย7. วุฒิภาวะผู้ตาม : วุฒิภาวะของผู้ตามเป็นอีกปัจจัยหนึ่งซึ่งมีความสำคัญในการกำหนดวิธีการบริหารงานของผู้นำ หากผู้ตามมีวุฒิภาวะสูง ผู้นำอาจมอบหมายความรับผิดชอบในการตัดสินใจและการทำงานให้ผู้ตามได้ทั้งหมด ซึ่งตรงข้ามกับผู้ตามที่มีวุฒิภาวะต่ำ ผู้นำย่อมไม่ควรมุ่งเน้นที่ผู้ตาม แต่ต้องเน้นที่ตัวผู้นำเอง เพื่อหะการทำงานสามารถสำเร็จตามประสงค์ได้ โดยผู้นำจะต้องกำหนดวิธีการทำงานแล้วออกคำสั่งให้ผู้ตามปฏิบัติ แล้วตรวจติดตามผลอย่างใกล้ชิดวัชระ จริยสุขสกุล 071
ทฤษฎีภาวะผู้นำตามสถานการณ์ คือ1.ความต้องการของพนักงาน ความต้องการของพนักงานเป็นปัจจัยที่มีส่วนกำหนดวิธีการที่ผู้นำใช้ในการบริหารงาน กล่าวคือ เมื่อความต้องการของพนักงานแตกต่างกันออกไปย่อมส่งผลให้ผู้นำเลือกใช้วิธีการบริหารงานที่แตกต่างกันเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของพนักงานคนนั้นๆหากพนักงานต้องการชื่อเสียงเกียรติยศ ผู้นำจำเป็นต้องเน้นการให้เกียรติและยกย่องในความสำเร็จของพนักงานมากที่สุด แต่หากพนักงานต้องการความรักและความผูกพันกับสมาชิกในองค์กร ผู้นำต้องเน้นที่ความรู้สึกของพนักงานและการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกองค์กร เป็นต้น2.ลักษณะการตัดสินใจของกลุ่ม กลุ่มแต่ละกลุ่มย่อมมีลักษณะการตัดสินใจที่แตกต่างกัน กลุ่มบางกลุ่มอาจเปิดให้สมาชิกอภิปรายประเด็นที่จะตัดสินใจอย่างเสรี แล้วลงคะแนนเสียงเพื่อหาข้อสรุปโดยเสียงข้างมาก ผู้นำที่บริหารจัดการในกลุ่มที่มีการตัดสินใจลักษณะดังกล่าว อาจเข้าร่วมอภิปราย ออกความเห็น และเมื่อประชุมเป็นเวลาสมควรแล้ว ผู้นำอาจสรุปขอให้ที่ประชุมลงคะแนนเสียงได้ทันที แต่บางกลุ่มอาจไม่ต้องการให้มีการลงคะแนนเสียง เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดการแตกแยก จึงเน้นให้สมาชิกพยายามโน้มน้าวความเห็นของกันและกันจนทุกคนเห็นชอบร่วมกันแล้วจึงตัดสินใจ ผู้นำที่อยู่ในกลุ่มที่มีการตัดสินใจลักษณะนี้อาจต้องระมัดระวังด้านความรู้สึกของสมาชิกกลุ่ม และผู้นำย่อมไม่สามารถตัดบทการอภิปรายเพื่อให้ลงมติหากเห็นว่าสมาชิกกลุ่มยังไม่มีความเห็นเป็นเอกฉันท์ ผู้นำที่ดีจึงจำเป็นต้องศึกษาลักษณะการตัดสินใจของสมาชิกกลุ่มให้ชัดเจนแล้วจึงเลือกวิธีการที่เหมาะสมในการบริหารงานกลุ่ม3.ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำและสมาชิก ผู้นำที่เป็นเพื่อนหรือสนิทสนมคุ้นเคยกับสมาชิกย่อมต้องใช้วิธีการบริหารจัดการที่แตกต่างจากผู้นำที่ไม่รู้จักสมาชิกเป็นการส่วนตัว อาทิ ในการทำรายงานกลุ่มของนิสิตนักศึกษาในมหาวิทยาลัย แม้จะมีกำหนดให้สมาชิกคนหนึ่งเป็นผู้นำกลุ่ม แต่ผู้นำคนดังกล่าวย่อมไม่สามารถใช้เพียงการออกคำสั่ง เพื่อให้สมาชิกปฏิบัติตามได้ แต่ต้องขอร้องเพื่อนให้ทำงานตามแนวทางที่ประสงค์ ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำกับสมาชิกจึงเป็นอีกปัจจัยที่มีผลต่อการชี้นำ อย่างไรก็ตามในองค์กรทั่วไป ผู้นำย่อมสามารถออกคำสั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาปฏิบัติงานในหน้าที่ได้4.แหล่งที่มาของอำนาจ ผู้นำที่มีอำนาจจากความชื่นชม มักพบว่าตนเองแทบไม่ต้องใช้วิธีการบังคับหรือขู่จะลงโทษพนักงานเพื่อให้พนักงานทำงานตามเป้าประสงค์ เนื่องจากพนักงานมีความรักชื่นชมและยินยอมพร้อมใจในการทำงานอยู่แล้ว ซึ่งแตกต่างจากผู้นำที่มีเพียงอำนาจในการให้โทษย่อมต้องอาศัยการบังคับและขู่เข็ญในการลงโทษจึงจะทำให้พนักงานทำงานตามที่ต้องการได้5ลักษณะงาน งานที่จําเป็นต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์เช่นงานโฆษณาผู้นำจำเป็นต้องสร้างบรรยากาศการทำงานแบบหลวมๆเป็นกันเองและความรู้สึกของคนมากกว่างานในโรงงานซึ่งเป็นงานที่มีลักษณะชัดเจนไปตัวที่ผู้นำจำเป็นต้องบริหารงานโดยอาศัยกฎระเบียบและข้อข้อคำสั่งในการทำงาน6คุณลักษณะเฉพาะการที่แต่ละคนมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันผู้นำจึงควรเลือกวิธีในการบริหารงานให้สอดคล้องกับคุณลักษณะเฉพาะของตนเองด้วย7วุฒิภาวะของผู้ตาม วุฒิภาวะของผู้ตามเป็นอีกปัจจัยหนึ่งซึ่งมีความสำคัญในการกำหนดวิธีการบริหารงานของผู้นำหากผู้ตามมีวุฒิภาวะสูงผู้นำอาจมอบความ รบผิดชอบในการตัดสินใจและการทำงานให้พูดตามได้ทั้งหมดซึ่งตรงข้ามกับผู้ตามที่มีวุฒิภาวะต่ำผู้นำย่อมไม่ควรมุ่งเน้นที่พูดตามแต่ต้องเน้นที่ตัวผู้นำเองนางสาววชิราพร คำกอง 12590068
ทฤษฎีว่าด้วยผู้นำตามสถานการณ์ ตั้งอยู่บนพื้นฐานของแนวคิดที่ว่า ผู้นําที่ประสบความสำเร็จได้นั้นไม่จำเป็นต้องมีคุณลักษณะเฉพาะที่ตายตัวและไม่จำเป็นต้องมีการแสดงออกเชิงพฤติกรรมในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งเท่านั้น หากแต่ผู้นำจะประสบความสำเร็จในการทำงานได้ก็ต่อเมื่อผู้นำสามารถเลือกใช้วิธีการหรือแสดงออกซึ่งพฤติกรรมเป็นผู้นำที่เหมาะสมสอดคล้องกับแต่ละสถานการณ์ ผู้นำที่ผสมจะประยุกต์ใช้ทฤษฎีว่าด้วยผู้นำตามสถานการณ์ให้เกิดประโยชน์กับตนเองจึงต้องศึกษาว่าสถานการณ์หรือปัจจัยต่างๆที่มีผลต่อวิธีการและพฤติกรรมของผู้นำเหล่านั้นมีอะไรบ้าง และแต่ละสถานการณ์ผู้นำควรใช้วิธีการใดในการบริหารงานให้ประสบความสำเร็จได้สูงสุด นักวิจัยหลายคนได้ค้นคว้าถึงสถานการณ์ต่างๆที่ส่งผลต่อภาวะผู้นำและวิธีการที่ผู้นำเรื่องใช้ในหลายรูปแบบซึ่งพอสรุปสถานการณ์ต่างๆที่มีความสำคัญได้ 7 ประการดังนี้1 ความต้องการของพนักงาน ความต้องการพนักงานเป็นปัจจัยที่มีส่วนกำหนดวิธีการที่ผู้นำใช้ในการบริหารงานกล่าวคือเมื่อความต้องการของพนักงานแตกต่างกันออกไปจนส่งผลให้ผู้นำเลือกใช้วิธีการบริหารงานที่แตกต่างกันเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของพนักงานคนนั้นๆ2 ลักษณะการตัดสินใจของกลุ่ม กลุ่มแต่ละกลุ่มย่อมมีลักษณะการตัดสินใจที่แตกต่างกัน กลุ่มบางกลุ่มอาจเปิดให้สมาชิกอภิปราย ประเด็นที่จะตัดสินใจอย่างเสรีแล้วลงคะแนนเสียงเพื่อหาข้อสรุปโดยเสียงข้างมากผู้นำที่บริหารจัดการในกลุ่มที่มีการตัดสินใจลักษณะดังกล่าวอาจเข้ามามีส่วนร่วมอภิปราย ออกความเห็น และเมื่อประชุมเป็นเวลาสมควรแล้วผู้นำอ่านสรุปขอให้ที่ประชุมลงคะแนนเสียงได้ทันที แต่บางกลุ่มอาจไม่ต้องการให้มีการลงคะแนนเสียง เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดความแตกแยก จึงเรียนให้สมาชิกพยายามโน้มน้าวความเห็นของกันและกัน จนทุกคนเห็นชอบร่วมกันแล้วจึงตัดสินใจ3 ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำและสมาชิก ผู้นำที่เป็นเพื่อนหรือสนิทคุ้นเคยกับสมาชิกย่อมต้องใช้วิธีการบริหารจัดการที่แตกต่างจากผู้นำที่ไม่รู้จัก สมาชิกเป็นการส่วนตัวเช่นในการทำรายงานกลุ่มของนิสิตนักศึกษาในมหาลัยแม้จะมีกำหนดให้สมาชิกคนหนึ่งเป็นผู้นำกลุ่มแต่ผู้นำคนดังกล่าวย่อมไม่สามารถใช้เพียงการออกคำสั่งเพื่อให้สมาชิกปฏิบัติตามได้แต่ต้องร้องขอเพื่อนให้ทำงานตามแนวทางที่ประสงค์4 แหล่งที่มาของอำนาจ ผู้นำที่มีอำนาจจากความชื่นชมมักพบว่าตัวเองแทบไม่ต้องใช้วิธีการบังคับหรือขู่จะลงโทษพนักงานเพื่อให้พนักงานทำงานตามเป้าหมายเนื่องจากพนักงานมีความรักชื่นชมและยินยอมพร้อมใจในการทำงานอยู่แล้วซึ่งแตกต่างจากผู้นำที่มีเพียงอำนาจในการให้โทษย่อมอาศัยการบังคับและถูกเห็นในการลงโทษ จึงจะทำให้พนักงานทำงานตามที่ต้องการได้5 ลักษณะงาน งานที่จําเป็นต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์เช่นงานโฆษณาผู้นำจำเป็นต้องสร้างบรรยากาศการทำงานแบบหลวมๆเป็นกันเองและความรู้สึกของคนมากกว่างานในโรงงานซึ่งเป็นงานที่มีลักษณะชัดเจนไปตัวที่ผู้นำจำเป็นต้องบริหารงานโดยอาศัยกฎระเบียบและข้อข้อคำสั่งในการทำงาน6 คุณลักษณะเฉพาะการที่แต่ละคนมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันผู้นำจึงควรเลือกวิธีในการบริหารงานให้สอดคล้องกับคุณลักษณะเฉพาะของตนเองด้วย7 วุฒิภาวะของผู้ตาม วุฒิภาวะของผู้ตามเป็นอีกปัจจัยหนึ่งซึ่งมีความสำคัญในการกำหนดวิธีการบริหารงานของผู้นำหากผู้ตามมีวุฒิภาวะสูงผู้นำอาจมอบความ รับผิดชอบในการตัดสินใจและการทำงานให้พูดตามได้ทั้งหมดซึ่งตรงข้ามกับผู้ตามที่มีวุฒิภาวะต่ำผู้นำย่อมไม่ควรมุ่งเน้นที่พูดตามแต่ต้องเน้นที่ตัวผู้นำเองเพื่อให้การทำงานรัญชริดา มะนุ่น 12590067
ทฤษฎีตามสถานการณ์ (Contingency Theory)เป็นทฤษฎีที่นำปัจจัยสิ่งแวดล้อมของผู้นำมาพิจารณาว่ามีความสำคัญต่อความสำเร็จของผู้บริหารขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมหรือสถานการณ์ที่อำนวยให้ ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อภาวะผู้นำ มีดังนี้1. การให้ผู้บริหารตื่นตัวต่อสถานการณ์ต่าง ๆ อยู่เสมอ และตัดสินในปัญหาต่างๆ ตามสถานการณ์อาจทำให้มีคนคิดว่าการที่จะตัดสินใจในปัญหาต่างๆ เล็กๆ น้อยๆ เป็นอย่างดีแล้วจะทำให้การบริหารงานทั้งหมดดีไปเอง ข้อเสนอแนะก็คือ ในกรณีที่การตัดสินใจปัญหาปลีกย่อยจำนวนมากๆ ให้ถูกต้องนั้นก็สำคัญแต่การที่จะต้องตัดสินใจในปัญหาใหญ่ๆ หลักๆก็มีความสำคัญเช่นเดียวกัน ผู้บริหารจำเป็นต้องมีภาพรวมของบทบาทตนเอง องค์การและสภาพแวดล้อม ภาพรวมเหล่านี้จำเป็นและเป็นแนวทางในการตัดสินในปัญหาปลีกย่อยรองลงมาทั้งหลาย2. ทฤษฎีสถานการณ์ทำให้มองดูเหมือนว่าเป็นเรื่องไม่มีคุณค่ามาเกี่ยวข้อง องค์ประกอบอันเกี่ยวกับสภาพแวดล้อม องค์การและตัวอื่นๆนับเป็นเหมือนสิ่งที่เราต้องตระหนักและแสดงปฏิกิริยาตอบ ถ้าเป็นเช่นนั้นผู้บริหารก็จะไม่ต่างอะไรไปจากบาโรมิเตอร์วัดความเปลี่ยนแปลงของบรรยากาศ ผู้บริหารอาจกลายเป็นเพียงผู้บริหารเพื่อการบริหาร คอยยืนอยู่บนยอดของคลื่นความเปลี่ยนแปลงและสถานการณ์อยู่ตลอดนายดนุสรณ์ เลิศเศรษฐี 12590028
นักวิจัยหลายคนได้ค้นคว้าถึงสถานการณ์ต่างๆ ที่ส่งผลต่อภาวะผู้นำ ซึ่งมีความสำคัญได้ 7 ประการ ดังนี้1. ความต้องการของพนักงาน ความต้องการของพนักงานเป็นปัจจัยที่มีส่วนกำหนดวิธีการที่ผู้นำใช้ในการบริหารงาน กล่าวคือ เมื่อความต้องการของพนักงานแตกต่างกันออกไปย่อมส่งผลให้ผู้นำเลือกใช้วิธีการบริหารงานที่แตกต่างกันเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของพนักงานคนนั้นๆ2. ลักาณะการตัดสินใจของกลุ่ม กลุ่มแต่ละกลุ่มย่อมมีลักษณะการตัดสินใจที่แตกต่างกัน กลุ่มบางกลุ่มอาจเปิดให้สมาชิกอภิปรายประเด็นที่จะตัดสินใจอย่างเสรี แล้วลงคะแนนเสียงเพื่อหาข้อสรุปโดยเสียงข้างมาก ผู้นำที่บริหารจัดการในกลุ่มที่มีการตัดสินใจลักษณะดังกล่าว อาจเข้าร่วมอภิปราย ออกความเห็น และเมื่อประชุมเป็นเวลาสมควรแล้ว ผู้นำอาจสรุปขอให้ที่ประชุมลงคะแนนเสียงได้ทันที แต่บางกลุ่มอาจไม่ต้องการให้มีการลงคะแนนเสียง เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดการแตกแยก จึงเน้นให้สมาชิกพยายามโน้มน้าวความเห้นของกันและกันจนทุกคนเห็นชอบร่วมกันแล้วจึงตัดสินใจ3. ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำกับสมาชิก ผู้นำที่เป้นเพื่อนหรือสนิทสนมคุ้นเคยกับสมาชิกย่อมต้องใช้วิธีการบริหารจัดการที่แตกต่างจากผู้นำที่ไม่รู้จกสมาชิกเป็นการส่วนตัว4. แหล่งที่มาของอำนาจ ผู้นำที่มีอำนาจจากความชื่นชมมักพบว่าตนเองแทบไม่ต้องใช้วิธีการบังคับหรือขู่จะลงโทษพนักงานเพื่อให้พนักงานทำงานตามเป้าประสงค์ เนื่องจจากพนักงานมีความรักชื่นชมและยินยอมพร้อมใจในการทำงานอยู่แล้ว ซึ่งแตกต่างจากผู้นำที่มีเพียงอำนาจในการให้โทษ ย่อมต้องอาศัยการบังคับและขู่เข็ญในการลงโทษจึงจะทำให้พนักงานทำงานตามที่ต้องการได้5. ลักาณะงาน งานที่จำเป็นต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์ เช่น งานสร้างโฆษณา ผู้นำจำเป็นต้องสร้างบรรยากาศทำงานแบบหลวมๆ เป็นกันเอง เน้นความรู้สึกของคนมากกว่างานในโรงงานซึ่งเป็นงานที่มีลักษณะชัดเจนตายตัว ที่ผู้นำจำเป็นต้องบริหารงานโดยอาศัยกฎระเบียบและคำสั่งในการทำงาน6. คุณลักษณะเฉพาะ การที่แต่ละคนมีลักษณะที่แตกต่างกัน ผู้นำจึงควรเลือกวิธีในการบริหารงานให้สอกดคล้องกับคุณลักษณะเฉพาะของตนเองด้วย7. วุฒิภาวะผู้ตาม วุฒิภาวะของผู้ตามเป็นอีกปัจจัยหนึ่งซึ่งมีความสำคัญในการกำหนดวิธีการบริหารงานของผู้นำ หากผู้ตามมีวุฒิภาวะสูง ผู้นำอาจมอบหมายความรับผิดชอบในการตัดสินใจและการทำงานให้ผู้ตามได้ทั้งหมด(นายนภนต์ เจียรนัย 12590040)
ทฤษฎีว่าด้วยผู้นำตามสถานการณ์ ตั้งอยู่บนพื้นฐานของแนวคิดที่ว่า ผู้นําที่ประสบความสำเร็จได้นั้นไม่จำเป็นต้องมีคุณลักษณะเฉพาะที่ตายตัวและไม่จำเป็นต้องมีการแสดงออกเชิงพฤติกรรมในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งเท่านั้น หากแต่ผู้นำจะประสบความสำเร็จในการทำงานได้ก็ต่อเมื่อผู้นำสามารถเลือกใช้วิธีการหรือแสดงออกซึ่งพฤติกรรมเป็นผู้นำที่เหมาะสมสอดคล้องกับแต่ละสถานการณ์ ผู้นำที่ผสมจะประยุกต์ใช้ทฤษฎีว่าด้วยผู้นำตามสถานการณ์ให้เกิดประโยชน์กับตนเองจึงต้องศึกษาว่าสถานการณ์หรือปัจจัยต่างๆที่มีผลต่อวิธีการและพฤติกรรมของผู้นำเหล่านั้นมีอะไรบ้าง และแต่ละสถานการณ์ผู้นำควรใช้วิธีการใดในการบริหารงานให้ประสบความสำเร็จได้สูงสุด นักวิจัยหลายคนได้ค้นคว้าถึงสถานการณ์ต่างๆที่ส่งผลต่อภาวะผู้นำและวิธีการที่ผู้นำเรื่องใช้ในหลายรูปแบบซึ่งพอสรุปสถานการณ์ต่างๆที่มีความสำคัญได้ 7 ประการดังนี้1 ความต้องการของพนักงาน ความต้องการพนักงานเป็นปัจจัยที่มีส่วนกำหนดวิธีการที่ผู้นำใช้ในการบริหารงานกล่าวคือเมื่อความต้องการของพนักงานแตกต่างกันออกไปจนส่งผลให้ผู้นำเลือกใช้วิธีการบริหารงานที่แตกต่างกันเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของพนักงานคนนั้นๆ2 ลักษณะการตัดสินใจของกลุ่ม กลุ่มแต่ละกลุ่มย่อมมีลักษณะการตัดสินใจที่แตกต่างกัน กลุ่มบางกลุ่มอาจเปิดให้สมาชิกอภิปราย ประเด็นที่จะตัดสินใจอย่างเสรีแล้วลงคะแนนเสียงเพื่อหาข้อสรุปโดยเสียงข้างมากผู้นำที่บริหารจัดการในกลุ่มที่มีการตัดสินใจลักษณะดังกล่าวอาจเข้ามามีส่วนร่วมอภิปราย ออกความเห็น และเมื่อประชุมเป็นเวลาสมควรแล้วผู้นำอ่านสรุปขอให้ที่ประชุมลงคะแนนเสียงได้ทันที แต่บางกลุ่มอาจไม่ต้องการให้มีการลงคะแนนเสียง เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดความแตกแยก จึงเรียนให้สมาชิกพยายามโน้มน้าวความเห็นของกันและกัน จนทุกคนเห็นชอบร่วมกันแล้วจึงตัดสินใจ3 ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำและสมาชิก ผู้นำที่เป็นเพื่อนหรือสนิทคุ้นเคยกับสมาชิกย่อมต้องใช้วิธีการบริหารจัดการที่แตกต่างจากผู้นำที่ไม่รู้จัก สมาชิกเป็นการส่วนตัวเช่นในการทำรายงานกลุ่มของนิสิตนักศึกษาในมหาลัยแม้จะมีกำหนดให้สมาชิกคนหนึ่งเป็นผู้นำกลุ่มแต่ผู้นำคนดังกล่าวย่อมไม่สามารถใช้เพียงการออกคำสั่งเพื่อให้สมาชิกปฏิบัติตามได้แต่ต้องร้องขอเพื่อนให้ทำงานตามแนวทางที่ประสงค์4 แหล่งที่มาของอำนาจ ผู้นำที่มีอำนาจจากความชื่นชมมักพบว่าตัวเองแทบไม่ต้องใช้วิธีการบังคับหรือขู่จะลงโทษพนักงานเพื่อให้พนักงานทำงานตามเป้าหมายเนื่องจากพนักงานมีความรักชื่นชมและยินยอมพร้อมใจในการทำงานอยู่แล้วซึ่งแตกต่างจากผู้นำที่มีเพียงอำนาจในการให้โทษย่อมอาศัยการบังคับและถูกเห็นในการลงโทษ จึงจะทำให้พนักงานทำงานตามที่ต้องการได้5 ลักษณะงาน งานที่จําเป็นต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์เช่นงานโฆษณาผู้นำจำเป็นต้องสร้างบรรยากาศการทำงานแบบหลวมๆเป็นกันเองและความรู้สึกของคนมากกว่างานในโรงงานซึ่งเป็นงานที่มีลักษณะชัดเจนไปตัวที่ผู้นำจำเป็นต้องบริหารงานโดยอาศัยกฎระเบียบและข้อข้อคำสั่งในการทำงาน6 คุณลักษณะเฉพาะการที่แต่ละคนมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันผู้นำจึงควรเลือกวิธีในการบริหารงานให้สอดคล้องกับคุณลักษณะเฉพาะของตนเองด้วย7 วุฒิภาวะของผู้ตาม วุฒิภาวะของผู้ตามเป็นอีกปัจจัยหนึ่งซึ่งมีความสำคัญในการกำหนดวิธีการบริหารงานของผู้นำหากผู้ตามมีวุฒิภาวะสูงผู้นำอาจมอบความ รับผิดชอบในการตัดสินใจและการทำงานให้พูดตามได้ทั้งหมดซึ่งตรงข้ามกับผู้ตามที่มีวุฒิภาวะต่ำผู้นำย่อมไม่ควรมุ่งเน้นที่พูดตามแต่ต้องเน้นที่ตัวผู้นำเองเพื่อให้การทำงานสามารถประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ได้(ธนพล โชครัตน์ประภา 12590033)
1.ความต้องการของพนักงาน (Employee 's needs) ความต้องการของพนักงานเป็นปัจจัยที่มีส่วนกำหนดวิธีการที่ผู้นำใช้ในการบริหารงานกล่าวคือเมื่อความต้องการของพนักงานแตกต่างกันออกไปย่อมส่งผลให้ผู้นำเลือกใช้วิธีการบริหารงานที่แตกต่างกันเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของพนักงานคนนั้นๆหากพนักงานต้องการชื่อเสียงเกียรติยศผู้นำจำเป็นต้องเน้นการให้เกียรติและยกย่องในความสำเร็จของพนักงานมากที่สุดแต่หากพนักงานต้องการความรักและความผูกพันกับสมาชิกในองค์กรผู้นำต้องเน้นที่ความรู้สึกของพนักงานและการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกองค์กรเป็นต้น 2.ลักษณะการตัดสินใจของกลุ่ม (Group Decision Making) กลุ่มแต่ละกลุ่มย่อมมีลักษณะการตัดสินใจที่แตกต่างกันกลุ่มบางกลุ่มอาจเปิดให้สมาชิกอภิปรายประเด็นที่จะตัดสินใจอย่างเสรีแล้วลงคะแนนเสียงเพื่อหาข้อสรุปโดยเสียงข้างมากผู้นำที่บริหารจัดการในกลุ่มที่มีการตัดสินใจลักษณะดังกล่าวอาจเข้าร่วมอภิปรายออกความเห็นและเมื่อประชุมเป็นเวลาสมควรแล้วผู้นำอาจสรุปขอให้ที่ประชุมลงคะแนนเสียงได้ทันทีแต่บางกลุ่มอาจไม่ต้องการให้มีการลงคะแนนเสียงเนื่องจากเกรงว่าจะเกิดการแตกแยกจึงเน้นให้สมาชิกพยายามโน้มน้าวความเห็นของกันและกันจนทุกคนเห็นชอบร่วมกันแล้วจึงตัดสินใจผู้นำที่อยู่ในกลุ่มที่มีการตัดสินใจลักษณะนี้อาจต้องระมัดระวังด้านความรู้สึกของสมาชิกกลุ่มและผู้นำย่อมไม่สามารถตัดบทการอภิปรายเพื่อให้ลงมติหากเห็นว่าสมาชิกกลุ่มยังไม่มีความเห็นเป็นเอกฉันท์ผู้นำที่ดีจึงจำเป็นต้องศึกษาลักษณะการตัดสินใจของสมาชิกกลุ่มให้ชัดเจนแล้วจึงเลือกวิธีการที่เหมาะสมในการบริหารงานกลุ่ม 3.ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำและสมาชิก (Leader / Member Relations) ผู้นำที่เป็นเพื่อนหรือสนิทสนมคุ้นเคยกับสมาชิกย่อมต้องใช้วิธีการบริหารจัดการที่แตกต่างจากผู้นำที่ไม่รู้จักสมาชิกเป็นการส่วนตัวอาทิในการทำรายงานกลุ่มของนิสิตนักศึกษาในมหาวิทยาลัยแม้จะมีกำหนดให้สมาชิกคนหนึ่งเป็นผู้นำกลุ่มแต่ผู้นำคนดังกล่าวย่อมไม่สามารถใช้เพียงการออกคำสั่งเพื่อให้สมาชิกปฏิบัติตามได้แต่ต้องขอร้องเพื่อนให้ทำงานตามแนวทางที่ประสงค์ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำกับสมาชิกจึงเป็นอีกปัจจัยที่มีผลต่อการชี้นำอย่างไรก็ตามในองค์กรทั่วไปผู้นำย่อมสามารถออกคำสั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาปฏิบัติงานในหน้าที่ได้ 4.แหล่งที่มาของอำนาจ (Power Sources) ผู้นำที่มีอำนาจจากความชื่นชม (Referent Power) มักพบว่าตนเองแทบไม่ต้องใช้วิธีการบังคับหรือขู่จะลงโทษพนักงานเพื่อให้พนักงานทำงานตามเป้าประสงค์เนื่องจากพนักงานมีความรักชื่นชมและยินยอมพร้อมใจในการทำงานอยู่แล้วซึ่งแตกต่างจากผู้นำที่มีเพียงอำนาจในการให้โทษย่อมต้องอาศัยการบังคับและขู่เข็ญในการลงโทษจึงจะทำให้พนักงานทำงานตามที่ต้องการได้5.ลักษณะงาน (Task Structure) งานที่จำเป็นต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์เช่นงานสร้างโฆษณาผู้นำจำเป็นต้องสร้างบรรยากาศการทำงานแบบหลวมๆเป็นกันเองเน้นความรู้สึกของคนมากกว่างานในโรงงานซึ่งเป็นงานที่มีลักษณะชัดเจนตายตัวที่ผู้นำจำเป็นต้องบริหารงานโดยอาศัยกฎระเบียบและคำสั่งในการทำงาน6.คุณลักษณะเฉพาะ (Traits) การที่แต่ละคนมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันผู้นำจึงควรเลือกวิธีในการบริหารงานให้สอดคล้องกับคุณลักษณะเฉพาะของตนเองด้วยเช่นหากตนเองเป็นคนที่อ่อนไหวไม่สามารถรับเรื่องกระเทือนใจหรือความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้ก็ไม่ควรเลือกใช้ภาวะผู้นำแบบอัตนิยมในการบริหารเนื่องจากอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างตนเองกับสมาชิกกลุ่มได้ง่ายเป็นต้น 7.วุฒิภาวะของผู้ตาม (Maturity of Followers) วุฒิภาวะของผู้ตามเป็นอีกปัจจัยหนึ่งซึ่งมีความสำคัญในการกำหนดวิธีการบริหารงานของผู้นำหากผู้ตามมีวุฒิภาวะสูงผู้นำอาจมอบหมายความรับผิดชอบในการตัดสินใจและการทำงานให้ผู้ตามได้ทั้งหมดซึ่งตรงข้ามกับผู้ตามที่มีวุฒิภาวะผู้นำย่อมไม่ควรมุ่งเน้นที่ผู้ตามแต่ต้องเน้นที่ตัวผู้นำเองเพื่อให้การทำงานสามารถสำเร็จตามประสงค์ได้โดยผู้นำจะต้องกำหนดวิธีการทำงานแล้วออกคำสั่งให้ผู้ตามปฏิบัติแล้วตรวจติดตามผลอย่างใกล้ชิด(วิลาสินี เกตุแก้ว 12590073)
ทฤษฎีว่าด้วยผู้นำตามสถานการณ์ตั้งอยู่บนพื้นฐานของแนวคิดที่ว่า ผู้นำที่ประสบความสำเร็จได้นั้นต้องมีคุณลักษณะเฉพาะที่ตายตัวและไม่จำเป็นต้องมีการแสดงออกเชิงพฤติกรรมในรูปแบบในรูปแบบหนึ่งเท่านั้น หากแต่ผู้นำจะประสบความสำเร็จในการทำงานได้ก็ต่อเมื่อผู้นำสามารถเลือกใช้วิธีการหรือแสดงออกซึ่งพฤติกรรมการเป็นผู้นำที่เหมาะสมสอดคล้องกับแต่ละสถานการณ์นักวิจัยหลายคนได้ค้นคว้าถึงสถานการณ์ต่างๆที่ส่งผลต่อภาวะผู้นำ และวิธีการที่ผู้นำเลือกใช้ในหลายรูปแบบ ซึ่งพอสรุปสถานการณ์ต่างๆที่มีความสัญได้ 7 ประการ ดังต่อไปนี้1. ความต้องการของพนักงาน : ความต้องการของพนักงานเป็นปัจจัยที่มีส่วนกำหนดวิธีการที่ผู้นำใช้ในการบริหารงาน กล่าวคือ เมื่อความต้องการของพนักงานแตกต่างกันออกไปย่อมส่งผลให้ผู้นำเลือกใช้วิธีการบริหารงานที่แตกต่างกันเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของพนักงานคนนั้นๆ2. ลักาณะการตัดสินใจของกลุ่ม : กลุ่มแต่ละกลุ่มย่อมมีลักษณะการตัดสินใจที่แตกต่างกัน กลุ่มบางกลุ่มอาจเปิดให้สมาชิกอภิปรายประเด็นที่จะตัดสินใจอย่างเสรี แล้วลงคะแนนเสียงเพื่อหาข้อสรุปโดยเสียงข้างมาก ผู้นำที่บริหารจัดการในกลุ่มที่มีการตัดสินใจลักษณะดังกล่าว อาจเข้าร่วมอภิปราย ออกความเห็น และเมื่อประชุมเป็นเวลาสมควรแล้ว ผู้นำอาจสรุปขอให้ที่ประชุมลงคะแนนเสียงได้ทันที แต่บางกลุ่มอาจไม่ต้องการให้มีการลงคะแนนเสียง เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดการแตกแยก จึงเน้นให้สมาชิกพยายามโน้มน้าวความเห้นของกันและกันจนทุกคนเห็นชอบร่วมกันแล้วจึงตัดสินใจ3. ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำกับสมาชิก : ผู้นำที่เป้นเพื่อนหรือสนิทสนมคุ้นเคยกับสมาชิกย่อมต้องใช้วิธีการบริหารจัดการที่แตกต่างจากผู้นำที่ไม่รู้จกสมาชิกเป็นการส่วนตัว4. แหล่งที่มาของอำนาจ : ผู้นำที่มีอำนาจจากความชื่นชมมักพบว่าตนเองแทบไม่ต้องใช้วิธีการบังคับหรือขู่จะลงโทษพนักงานเพื่อให้พนักงานทำงานตามเป้าประสงค์ เนื่องจจากพนักงานมีความรักชื่นชมและยินยอมพร้อมใจในการทำงานอยู่แล้ว ซึ่งแตกต่างจากผู้นำที่มีเพียงอำนาจในการให้โทษ ย่อมต้องอาศัยการบังคับและขู่เข็ญในการลงโทษจึงจะทำให้พนักงานทำงานตามที่ต้องการได้5. ลักาณะงาน : งานที่จำเป็นต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์ เช่น งานสร้างโฆษณา ผู้นำจำเป็นต้องสร้างบรรยากาศทำงานแบบหลวมๆ เป็นกันเอง เน้นความรู้สึกของคนมากกว่างานในโรงงานซึ่งเป็นงานที่มีลักษณะชัดเจนตายตัว ที่ผู้นำจำเป็นต้องบริหารงานโดยอาศัยกฎระเบียบและคำสั่งในการทำงาน6. คุณลักษณะเฉพาะ : การที่แต่ละคนมีลักษณะที่แตกต่างกัน ผู้นำจึงควรเลือกวิธีในการบริหารงานให้สอกดคล้องกับคุณลักษณะเฉพาะของตนเองด้วย7. วุฒิภาวะผู้ตาม : วุฒิภาวะของผู้ตามเป็นอีกปัจจัยหนึ่งซึ่งมีความสำคัญในการกำหนดวิธีการบริหารงานของผู้นำ หากผู้ตามมีวุฒิภาวะสูง ผู้นำอาจมอบหมายความรับผิดชอบในการตัดสินใจและการทำงานให้ผู้ตามได้ทั้งหมด ซึ่งตรงข้ามกับผู้ตามที่มีวุฒิภาวะต่ำ ผู้นำย่อมไม่ควรมุ่งเน้นที่ผู้ตาม แต่ต้องเน้นที่ตัวผู้นำเอง เพื่อหะการทำงานสามารถสำเร็จตามประสงค์ได้ โดยผู้นำจะต้องกำหนดวิธีการทำงานแล้วออกคำสั่งให้ผู้ตามปฏิบัติ แล้วตรวจติดตามผลอย่างใกล้ชิด(อังคณา พิทักษ์สุข 12590104)
ทฤษฎีตามสถานการณ์ (Contingency Theory)เป็นทฤษฎีที่นำปัจจัยสิ่งแวดล้อมของผู้นำมาพิจารณาว่ามีความสำคัญต่อความสำเร็จของผู้บริหารขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมหรือสถานการณ์ที่อำนวยให้ ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อภาวะผู้นำ มีดังนี้1. การให้ผู้บริหารตื่นตัวต่อสถานการณ์ต่าง ๆ อยู่เสมอ และตัดสินในปัญหาต่างๆ ตามสถานการณ์อาจทำให้มีคนคิดว่าการที่จะตัดสินใจในปัญหาต่างๆ เล็กๆ น้อยๆ เป็นอย่างดีแล้วจะทำให้การบริหารงานทั้งหมดดีไปเอง ข้อเสนอแนะก็คือ ในกรณีที่การตัดสินใจปัญหาปลีกย่อยจำนวนมากๆ ให้ถูกต้องนั้นก็สำคัญแต่การที่จะต้องตัดสินใจในปัญหาใหญ่ๆ หลักๆก็มีความสำคัญเช่นเดียวกัน ผู้บริหารจำเป็นต้องมีภาพรวมของบทบาทตนเอง องค์การและสภาพแวดล้อม ภาพรวมเหล่านี้จำเป็นและเป็นแนวทางในการตัดสินในปัญหาปลีกย่อยรองลงมาทั้งหลาย2. ทฤษฎีสถานการณ์ทำให้มองดูเหมือนว่าเป็นเรื่องไม่มีคุณค่ามาเกี่ยวข้อง องค์ประกอบอันเกี่ยวกับสภาพแวดล้อม องค์การและตัวอื่นๆนับเป็นเหมือนสิ่งที่เราต้องตระหนักและแสดงปฏิกิริยาตอบ ถ้าเป็นเช่นนั้นผู้บริหารก็จะไม่ต่างอะไรไปจากบาโรมิเตอร์วัดความเปลี่ยนแปลงของบรรยากาศ ผู้บริหารอาจกลายเป็นเพียงผู้บริหารเพื่อการบริหาร คอยยืนอยู่บนยอดของคลื่นความเปลี่ยนแปลงและสถานการณ์อยู่ตลอด(ชนาวาส บัววงค์ 12590013)
ทฤษฎีตามสถานการณ์ (Contingency Theory)เป็นทฤษฎีที่นำปัจจัยสิ่งแวดล้อมของผู้นำมาพิจารณาว่ามีความสำคัญต่อความสำเร็จของผู้บริหารขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมหรือสถานการณ์ที่อำนวยให้ ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อภาวะผู้นำ มีดังนี้1. การให้ผู้บริหารตื่นตัวต่อสถานการณ์ต่าง ๆ อยู่เสมอ และตัดสินในปัญหาต่างๆ ตามสถานการณ์อาจทำให้มีคนคิดว่าการที่จะตัดสินใจในปัญหาต่างๆ เล็กๆ น้อยๆ เป็นอย่างดีแล้วจะทำให้การบริหารงานทั้งหมดดีไปเอง ข้อเสนอแนะก็คือ ในกรณีที่การตัดสินใจปัญหาปลีกย่อยจำนวนมากๆ ให้ถูกต้องนั้นก็สำคัญแต่การที่จะต้องตัดสินใจในปัญหาใหญ่ๆ หลักๆก็มีความสำคัญเช่นเดียวกัน ผู้บริหารจำเป็นต้องมีภาพรวมของบทบาทตนเอง องค์การและสภาพแวดล้อม ภาพรวมเหล่านี้จำเป็นและเป็นแนวทางในการตัดสินในปัญหาปลีกย่อยรองลงมาทั้งหลาย2. ทฤษฎีสถานการณ์ทำให้มองดูเหมือนว่าเป็นเรื่องไม่มีคุณค่ามาเกี่ยวข้อง องค์ประกอบอันเกี่ยวกับสภาพแวดล้อม องค์การและตัวอื่นๆนับเป็นเหมือนสิ่งที่เราต้องตระหนักและแสดงปฏิกิริยาตอบ ถ้าเป็นเช่นนั้นผู้บริหารก็จะไม่ต่างอะไรไปจากบาโรมิเตอร์วัดความเปลี่ยนแปลงของบรรยากาศ ผู้บริหารอาจกลายเป็นเพียงผู้บริหารเพื่อการบริหาร คอยยืนอยู่บนยอดของคลื่นความเปลี่ยนแปลงและสถานการณ์อยู่ตลอด(น.ส.ดารารัตน์ ดาสาลี 12590030)
ทฤษฎีว่าด้วยผู้นำตามสถานการณ์ ตั้งอยู่บนพื้นฐานของแนวคิดที่ว่า ผู้นําที่ประสบความสำเร็จได้นั้นไม่จำเป็นต้องมีคุณลักษณะเฉพาะที่ตายตัวและไม่จำเป็นต้องมีการแสดงออกเชิงพฤติกรรมในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งเท่านั้น หากแต่ผู้นำจะประสบความสำเร็จในการทำงานได้ก็ต่อเมื่อผู้นำสามารถเลือกใช้วิธีการหรือแสดงออกซึ่งพฤติกรรมเป็นผู้นำที่เหมาะสมสอดคล้องกับแต่ละสถานการณ์ ผู้นำที่ผสมจะประยุกต์ใช้ทฤษฎีว่าด้วยผู้นำตามสถานการณ์ให้เกิดประโยชน์กับตนเองจึงต้องศึกษาว่าสถานการณ์หรือปัจจัยต่างๆที่มีผลต่อวิธีการและพฤติกรรมของผู้นำเหล่านั้นมีอะไรบ้าง และแต่ละสถานการณ์ผู้นำควรใช้วิธีการใดในการบริหารงานให้ประสบความสำเร็จได้สูงสุด นักวิจัยหลายคนได้ค้นคว้าถึงสถานการณ์ต่างๆที่ส่งผลต่อภาวะผู้นำและวิธีการที่ผู้นำเรื่องใช้ในหลายรูปแบบซึ่งพอสรุปสถานการณ์ต่างๆที่มีความสำคัญได้ 7 ประการดังนี้1 ความต้องการของพนักงาน ความต้องการพนักงานเป็นปัจจัยที่มีส่วนกำหนดวิธีการที่ผู้นำใช้ในการบริหารงานกล่าวคือเมื่อความต้องการของพนักงานแตกต่างกันออกไปจนส่งผลให้ผู้นำเลือกใช้วิธีการบริหารงานที่แตกต่างกันเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของพนักงานคนนั้นๆ2 ลักษณะการตัดสินใจของกลุ่ม กลุ่มแต่ละกลุ่มย่อมมีลักษณะการตัดสินใจที่แตกต่างกัน กลุ่มบางกลุ่มอาจเปิดให้สมาชิกอภิปราย ประเด็นที่จะตัดสินใจอย่างเสรีแล้วลงคะแนนเสียงเพื่อหาข้อสรุปโดยเสียงข้างมากผู้นำที่บริหารจัดการในกลุ่มที่มีการตัดสินใจลักษณะดังกล่าวอาจเข้ามามีส่วนร่วมอภิปราย ออกความเห็น และเมื่อประชุมเป็นเวลาสมควรแล้วผู้นำอ่านสรุปขอให้ที่ประชุมลงคะแนนเสียงได้ทันที แต่บางกลุ่มอาจไม่ต้องการให้มีการลงคะแนนเสียง เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดความแตกแยก จึงเรียนให้สมาชิกพยายามโน้มน้าวความเห็นของกันและกัน จนทุกคนเห็นชอบร่วมกันแล้วจึงตัดสินใจ3 ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำและสมาชิก ผู้นำที่เป็นเพื่อนหรือสนิทคุ้นเคยกับสมาชิกย่อมต้องใช้วิธีการบริหารจัดการที่แตกต่างจากผู้นำที่ไม่รู้จัก สมาชิกเป็นการส่วนตัวเช่นในการทำรายงานกลุ่มของนิสิตนักศึกษาในมหาลัยแม้จะมีกำหนดให้สมาชิกคนหนึ่งเป็นผู้นำกลุ่มแต่ผู้นำคนดังกล่าวย่อมไม่สามารถใช้เพียงการออกคำสั่งเพื่อให้สมาชิกปฏิบัติตามได้แต่ต้องร้องขอเพื่อนให้ทำงานตามแนวทางที่ประสงค์4 แหล่งที่มาของอำนาจ ผู้นำที่มีอำนาจจากความชื่นชมมักพบว่าตัวเองแทบไม่ต้องใช้วิธีการบังคับหรือขู่จะลงโทษพนักงานเพื่อให้พนักงานทำงานตามเป้าหมายเนื่องจากพนักงานมีความรักชื่นชมและยินยอมพร้อมใจในการทำงานอยู่แล้วซึ่งแตกต่างจากผู้นำที่มีเพียงอำนาจในการให้โทษย่อมอาศัยการบังคับและถูกเห็นในการลงโทษ จึงจะทำให้พนักงานทำงานตามที่ต้องการได้5 ลักษณะงาน งานที่จําเป็นต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์เช่นงานโฆษณาผู้นำจำเป็นต้องสร้างบรรยากาศการทำงานแบบหลวมๆเป็นกันเองและความรู้สึกของคนมากกว่างานในโรงงานซึ่งเป็นงานที่มีลักษณะชัดเจนไปตัวที่ผู้นำจำเป็นต้องบริหารงานโดยอาศัยกฎระเบียบและข้อข้อคำสั่งในการทำงาน6 คุณลักษณะเฉพาะการที่แต่ละคนมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันผู้นำจึงควรเลือกวิธีในการบริหารงานให้สอดคล้องกับคุณลักษณะเฉพาะของตนเองด้วย7 วุฒิภาวะของผู้ตาม วุฒิภาวะของผู้ตามเป็นอีกปัจจัยหนึ่งซึ่งมีความสำคัญในการกำหนดวิธีการบริหารงานของผู้นำหากผู้ตามมีวุฒิภาวะสูงผู้นำอาจมอบความ รับผิดชอบในการตัดสินใจและการทำงานให้พูดตามได้ทั้งหมดซึ่งตรงข้ามกับผู้ตามที่มีวุฒิภาวะต่ำผู้นำย่อมไม่ควรมุ่งเน้นที่พูดตามแต่ต้องเน้นที่ตัวผู้นำเองเพื่อให้การทำงานสามารถประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ได้(ณัฐชัญญา ปรินจิตต์ 12590896)
1.ความต้องการของพนักงาน (Employee 's needs) ความต้องการของพนักงานเป็นปัจจัยที่มีส่วนกำหนดวิธีการที่ผู้นำใช้ในการบริหารงานกล่าวคือเมื่อความต้องการของพนักงานแตกต่างกันออกไปย่อมส่งผลให้ผู้นำเลือกใช้วิธีการบริหารงานที่แตกต่างกันเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของพนักงานคนนั้นๆหากพนักงานต้องการชื่อเสียงเกียรติยศผู้นำจำเป็นต้องเน้นการให้เกียรติและยกย่องในความสำเร็จของพนักงานมากที่สุดแต่หากพนักงานต้องการความรักและความผูกพันกับสมาชิกในองค์กรผู้นำต้องเน้นที่ความรู้สึกของพนักงานและการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกองค์กรเป็นต้น 2.ลักษณะการตัดสินใจของกลุ่ม (Group Decision Making) กลุ่มแต่ละกลุ่มย่อมมีลักษณะการตัดสินใจที่แตกต่างกันกลุ่มบางกลุ่มอาจเปิดให้สมาชิกอภิปรายประเด็นที่จะตัดสินใจอย่างเสรีแล้วลงคะแนนเสียงเพื่อหาข้อสรุปโดยเสียงข้างมากผู้นำที่บริหารจัดการในกลุ่มที่มีการตัดสินใจลักษณะดังกล่าวอาจเข้าร่วมอภิปรายออกความเห็นและเมื่อประชุมเป็นเวลาสมควรแล้วผู้นำอาจสรุปขอให้ที่ประชุมลงคะแนนเสียงได้ทันทีแต่บางกลุ่มอาจไม่ต้องการให้มีการลงคะแนนเสียงเนื่องจากเกรงว่าจะเกิดการแตกแยกจึงเน้นให้สมาชิกพยายามโน้มน้าวความเห็นของกันและกันจนทุกคนเห็นชอบร่วมกันแล้วจึงตัดสินใจผู้นำที่อยู่ในกลุ่มที่มีการตัดสินใจลักษณะนี้อาจต้องระมัดระวังด้านความรู้สึกของสมาชิกกลุ่มและผู้นำย่อมไม่สามารถตัดบทการอภิปรายเพื่อให้ลงมติหากเห็นว่าสมาชิกกลุ่มยังไม่มีความเห็นเป็นเอกฉันท์ผู้นำที่ดีจึงจำเป็นต้องศึกษาลักษณะการตัดสินใจของสมาชิกกลุ่มให้ชัดเจนแล้วจึงเลือกวิธีการที่เหมาะสมในการบริหารงานกลุ่ม 3.ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำและสมาชิก (Leader / Member Relations) ผู้นำที่เป็นเพื่อนหรือสนิทสนมคุ้นเคยกับสมาชิกย่อมต้องใช้วิธีการบริหารจัดการที่แตกต่างจากผู้นำที่ไม่รู้จักสมาชิกเป็นการส่วนตัวอาทิในการทำรายงานกลุ่มของนิสิตนักศึกษาในมหาวิทยาลัยแม้จะมีกำหนดให้สมาชิกคนหนึ่งเป็นผู้นำกลุ่มแต่ผู้นำคนดังกล่าวย่อมไม่สามารถใช้เพียงการออกคำสั่งเพื่อให้สมาชิกปฏิบัติตามได้แต่ต้องขอร้องเพื่อนให้ทำงานตามแนวทางที่ประสงค์ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำกับสมาชิกจึงเป็นอีกปัจจัยที่มีผลต่อการชี้นำอย่างไรก็ตามในองค์กรทั่วไปผู้นำย่อมสามารถออกคำสั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาปฏิบัติงานในหน้าที่ได้ 4.แหล่งที่มาของอำนาจ (Power Sources) ผู้นำที่มีอำนาจจากความชื่นชม (Referent Power) มักพบว่าตนเองแทบไม่ต้องใช้วิธีการบังคับหรือขู่จะลงโทษพนักงานเพื่อให้พนักงานทำงานตามเป้าประสงค์เนื่องจากพนักงานมีความรักชื่นชมและยินยอมพร้อมใจในการทำงานอยู่แล้วซึ่งแตกต่างจากผู้นำที่มีเพียงอำนาจในการให้โทษย่อมต้องอาศัยการบังคับและขู่เข็ญในการลงโทษจึงจะทำให้พนักงานทำงานตามที่ต้องการได้5.ลักษณะงาน (Task Structure) งานที่จำเป็นต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์เช่นงานสร้างโฆษณาผู้นำจำเป็นต้องสร้างบรรยากาศการทำงานแบบหลวมๆเป็นกันเองเน้นความรู้สึกของคนมากกว่างานในโรงงานซึ่งเป็นงานที่มีลักษณะชัดเจนตายตัวที่ผู้นำจำเป็นต้องบริหารงานโดยอาศัยกฎระเบียบและคำสั่งในการทำงาน6.คุณลักษณะเฉพาะ (Traits) การที่แต่ละคนมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันผู้นำจึงควรเลือกวิธีในการบริหารงานให้สอดคล้องกับคุณลักษณะเฉพาะของตนเองด้วยเช่นหากตนเองเป็นคนที่อ่อนไหวไม่สามารถรับเรื่องกระเทือนใจหรือความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้ก็ไม่ควรเลือกใช้ภาวะผู้นำแบบอัตนิยมในการบริหารเนื่องจากอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างตนเองกับสมาชิกกลุ่มได้ง่ายเป็นต้น 7.วุฒิภาวะของผู้ตาม (Maturity of Followers) วุฒิภาวะของผู้ตามเป็นอีกปัจจัยหนึ่งซึ่งมีความสำคัญในการกำหนดวิธีการบริหารงานของผู้นำหากผู้ตามมีวุฒิภาวะสูงผู้นำอาจมอบหมายความรับผิดชอบในการตัดสินใจและการทำงานให้ผู้ตามได้ทั้งหมดซึ่งตรงข้ามกับผู้ตามที่มีวุฒิภาวะผู้นำย่อมไม่ควรมุ่งเน้นที่ผู้ตามแต่ต้องเน้นที่ตัวผู้นำเองเพื่อให้การทำงานสามารถสำเร็จตามประสงค์ได้โดยผู้นำจะต้องกำหนดวิธีการทำงานแล้วออกคำสั่งให้ผู้ตามปฏิบัติแล้วตรวจติดตามผลอย่างใกล้ชิด(พงศธร ศิริสมบูรณ์ 12590052)
ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อภาวะผู้นำโดยใช้ทฤษฎีภาวะผู้นำตามสถานการณ์ คือ1.ความต้องการของพนักงาน ความต้องการของพนักงานเป็นปัจจัยที่มีส่วนกำหนดวิธีการที่ผู้นำใช้ในการบริหารงาน กล่าวคือ เมื่อความต้องการของพนักงานแตกต่างกันออกไปย่อมส่งผลให้ผู้นำเลือกใช้วิธีการบริหารงานที่แตกต่างกันเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของพนักงานคนนั้นๆหากพนักงานต้องการชื่อเสียงเกียรติยศ ผู้นำจำเป็นต้องเน้นการให้เกียรติและยกย่องในความสำเร็จของพนักงานมากที่สุด แต่หากพนักงานต้องการความรักและความผูกพันกับสมาชิกในองค์กร ผู้นำต้องเน้นที่ความรู้สึกของพนักงานและการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกองค์กร เป็นต้น2.ลักษณะการตัดสินใจของกลุ่ม กลุ่มแต่ละกลุ่มย่อมมีลักษณะการตัดสินใจที่แตกต่างกัน กลุ่มบางกลุ่มอาจเปิดให้สมาชิกอภิปรายประเด็นที่จะตัดสินใจอย่างเสรี แล้วลงคะแนนเสียงเพื่อหาข้อสรุปโดยเสียงข้างมาก ผู้นำที่บริหารจัดการในกลุ่มที่มีการตัดสินใจลักษณะดังกล่าว อาจเข้าร่วมอภิปราย ออกความเห็น และเมื่อประชุมเป็นเวลาสมควรแล้ว ผู้นำอาจสรุปขอให้ที่ประชุมลงคะแนนเสียงได้ทันที แต่บางกลุ่มอาจไม่ต้องการให้มีการลงคะแนนเสียง เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดการแตกแยก จึงเน้นให้สมาชิกพยายามโน้มน้าวความเห็นของกันและกันจนทุกคนเห็นชอบร่วมกันแล้วจึงตัดสินใจ ผู้นำที่อยู่ในกลุ่มที่มีการตัดสินใจลักษณะนี้อาจต้องระมัดระวังด้านความรู้สึกของสมาชิกกลุ่ม และผู้นำย่อมไม่สามารถตัดบทการอภิปรายเพื่อให้ลงมติหากเห็นว่าสมาชิกกลุ่มยังไม่มีความเห็นเป็นเอกฉันท์ ผู้นำที่ดีจึงจำเป็นต้องศึกษาลักษณะการตัดสินใจของสมาชิกกลุ่มให้ชัดเจนแล้วจึงเลือกวิธีการที่เหมาะสมในการบริหารงานกลุ่ม3.ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำและสมาชิก ผู้นำที่เป็นเพื่อนหรือสนิทสนมคุ้นเคยกับสมาชิกย่อมต้องใช้วิธีการบริหารจัดการที่แตกต่างจากผู้นำที่ไม่รู้จักสมาชิกเป็นการส่วนตัว อาทิ ในการทำรายงานกลุ่มของนิสิตนักศึกษาในมหาวิทยาลัย แม้จะมีกำหนดให้สมาชิกคนหนึ่งเป็นผู้นำกลุ่ม แต่ผู้นำคนดังกล่าวย่อมไม่สามารถใช้เพียงการออกคำสั่ง เพื่อให้สมาชิกปฏิบัติตามได้ แต่ต้องขอร้องเพื่อนให้ทำงานตามแนวทางที่ประสงค์ ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำกับสมาชิกจึงเป็นอีกปัจจัยที่มีผลต่อการชี้นำ อย่างไรก็ตามในองค์กรทั่วไป ผู้นำย่อมสามารถออกคำสั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาปฏิบัติงานในหน้าที่ได้4.แหล่งที่มาของอำนาจ ผู้นำที่มีอำนาจจากความชื่นชม มักพบว่าตนเองแทบไม่ต้องใช้วิธีการบังคับหรือขู่จะลงโทษพนักงานเพื่อให้พนักงานทำงานตามเป้าประสงค์ เนื่องจากพนักงานมีความรักชื่นชมและยินยอมพร้อมใจในการทำงานอยู่แล้ว ซึ่งแตกต่างจากผู้นำที่มีเพียงอำนาจในการให้โทษย่อมต้องอาศัยการบังคับและขู่เข็ญในการลงโทษจึงจะทำให้พนักงานทำงานตามที่ต้องการได้5.ลักษณะงาน งานที่จำเป็นต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์ เช่น งานสร้างโฆษณา ผู้นำจำเป็นต้องสร้างบรรยากาศการทำงานแบบหลวมๆเป็นกันเอง เน้นความรู้สึกของคนมากกว่างานในโรงงานซึ่งเป็นงานที่มีลักษณะชัดเจนตายตัว ที่ผู้นำจำเป็นต้องบริหารงานโดยอาศัยกฎระเบียบและคำสั่งในการทำงาน6.คุณลักษณะเฉพาะ การที่แต่ละคนมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกัน ผู้นำจึงควรเลือกวิธีในการบริหารงานให้สอดคล้องกับคุณลักษณะเฉพาะของตนเองด้วย เช่น หากตนเองเป็นคนที่อ่อนไหว ไม่สามารถรับเรื่องกระเทือนใจหรือความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้ก็ไม่ควรเลือกใช้ภาวะผู้นำแบบอัตนิยมในการบริหารเนื่องจากอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างตนเองกับสมาชิกกลุ่มได้ง่าย เป็นต้น7.วุฒิภาวะของผู้ตาม วุฒิภาวะของผู้ตามเป็นอีกปัจจัยหนึ่งซึ่งมีความสำคัญในการกำหนดวิธีการบริหารงานของผู้นำหากผู้ตามมีวุฒิภาวะสูง ผู้นำอาจมอบหมายความรับผิดชอบในการตัดสินใจและการทำงานให้ผู้ตามได้ทั้งหมด ซึ่งตรงข้ามกับผู้ตามที่มีวุฒิภาวะต่ำ ผู้นำย่อมไม่ควรมุ่งเน้นที่ผู้ตาม แต่ต้องเน้นที่ตัวผู้นำเอง เพื่อให้การทำงานสามารถสำเร็จตามประสงค์ได้ โดยผู้นำจะต้องกำหนดวิธีการทำงานแล้วออกคำสั่งให้ผู้ตามปฏิบัติ แล้วตรวจติดตามผลอย่างใกล้ชิด(ศิฌาวี เรือนปัญจะ 12590078)
ทฤษฎีตามสถานการณ์ (Situational or Contingency Leadership") เป็นทฤษฎีที่นำปัจจัยสิ่งแวดล้อมของผู้นำมาพิจารณาว่า มีความสำคัญต่อความสำเร็จของผู้บริหาร ขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมหรือสถานการณ์ที่อำนวยให้ ได้แก่1. แนวคิดทฤษฎี 3 – D Management Style เรดดิน เพิ่มมิติประสิทธิผลเข้ากับมิติพฤติกรรมด้านงาน และมิติพฤติกรรมด้านมนุษยสัมพันธ์ เรดดินกล่าวว่าแบบภาวะผู้นำต่างๆอาจมีประสิทธิผลหรือไม่ก็ได้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ซึ่งประสิทธิผลจะหมายถึง การที่ผู้บริหารประสบความสำเร็จในผลงาน ตามบทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบ ที่มีอยู่ แบบภาวะผู้นำจะมีประสิทธิผลมากหรือน้อยไม่ได้ ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการบริหารที่มุ่งงานหรือมนุษยสัมพันธ์ ซึ่งแบบภาวะผู้นำกับสถานการณ์ที่เข้ากันได้อย่างเหมาะสม เรียกว่า มีประสิทธิผล แต่ถ้าไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ เรียกว่า ไม่มีประสิทธิผล และ เรดรินยังแบ่งผู้นำออกเป็น 4 แบบ ผู้นำที่ไม่มีประสิทธิภาพ ลักษณะพื้นฐานภาวะผู้นำ ผู้นำที่มีประสิทธิภาพ1. Deserter คือ ผู้นำแบบละทิ้งหน้าที่และหนีงาน Separated Bureaucrat คือ ทำงานแบบเครื่องจักรไม่มีความคิดสร้างสรรให้งานเสร็จไปวันๆ2. Autocrat คือ ผู้นำที่เอาแต่ผลของงานอย่างเดียว Dedicated Benevolent Autocrat คือ มีความเมตตากรุณาผู้ร่วมงานมากขึ้น3. Missionary คือ เห็นแก่สัมพันธภาพเสียสละทำคนเดียวจึงได้คุณภาพงานต่ำ Related Developer คือ ต้องรู้จักพัฒนาผู้ตามให้มีความรับผิดชอบงานมากขึ้น4. Compromiser คือ ผู้ประนีประนอมทุก ๆ เรื่อง Integrated Executive คือ ต้องมีผลงานดีเลิศและสัมพันธภาพก็ดีด้วย(สุรีรัตน์ ศักดิ์ภิรมย์ 12590954)
1.ความต้องการของพนักงาน (Employee 's needs) ความต้องการของพนักงานเป็นปัจจัยที่มีส่วนกำหนดวิธีการที่ผู้นำใช้ในการบริหารงานกล่าวคือเมื่อความต้องการของพนักงานแตกต่างกันออกไปย่อมส่งผลให้ผู้นำเลือกใช้วิธีการบริหารงานที่แตกต่างกันเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของพนักงานคนนั้นๆ2.ลักษณะการตัดสินใจของกลุ่ม (Group Decision Making) กลุ่มแต่ละกลุ่มย่อมมีลักษณะการตัดสินใจที่แตกต่างกันกลุ่มบางกลุ่มอาจเปิดให้สมาชิกอภิปรายประเด็นที่จะตัดสินใจอย่างเสรีแล้วลงคะแนนเสียงเพื่อหาข้อสรุปโดยเสียงข้างมาก3.ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำและสมาชิก (Leader / Member Relations) ผู้นำที่เป็นเพื่อนหรือสนิทสนมคุ้นเคยกับสมาชิกย่อมต้องใช้วิธีการบริหารจัดการที่แตกต่างจากผู้นำที่ไม่รู้จักสมาชิกเป็นการส่วนตัว4.แหล่งที่มาของอำนาจ (Power Sources) ผู้นำที่มีอำนาจจากความชื่นชม (Referent Power) มักพบว่าตนเองแทบไม่ต้องใช้วิธีการบังคับหรือขู่จะลงโทษพนักงานเพื่อให้พนักงานทำงานตามเป้าประสงค์เนื่องจากพนักงานมีความรักชื่นชมและยินยอมพร้อมใจในการทำงานอยู่แล้วซึ่งแตกต่างจากผู้นำที่มีเพียงอำนาจในการให้โทษย่อมต้องอาศัยการบังคับและขู่เข็ญในการลงโทษจึงจะทำให้พนักงานทำงานตามที่ต้องการได้5.ลักษณะงาน (Task Structure) งานที่จำเป็นต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์เช่นงานสร้างโฆษณาผู้นำจำเป็นต้องสร้างบรรยากาศการทำงานแบบหลวมๆเป็นกันเองเน้นความรู้สึกของคนมากกว่างานในโรงงานซึ่งเป็นงานที่มีลักษณะชัดเจนตายตัวที่ผู้นำจำเป็นต้องบริหารงานโดยอาศัยกฎระเบียบและคำสั่งในการทำงาน6.คุณลักษณะเฉพาะ (Traits) การที่แต่ละคนมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันผู้นำจึงควรเลือกวิธีในการบริหารงานให้สอดคล้องกับคุณลักษณะเฉพาะของตนเองด้วย7.วุฒิภาวะของผู้ตาม (Maturity of Followers) วุฒิภาวะของผู้ตามเป็นอีกปัจจัยหนึ่งซึ่งมีความสำคัญในการกำหนดวิธีการบริหารงานของผู้นำหากผู้ตามมีวุฒิภาวะสูงผู้นำอาจมอบหมายความรับผิดชอบในการตัดสินใจและการทำงานให้ผู้ตามได้ทั้งหมดซึ่งตรงข้ามกับผู้ตามที่มีวุฒิภาวะผู้นำย่อมไม่ควรมุ่งเน้นที่ผู้ตามแต่ต้องเน้นที่ตัวผู้นำเองเพื่อให้การทำงานสามารถสำเร็จตามประสงค์ได้โดยผู้นำจะต้องกำหนดวิธีการทำงานแล้วออกคำสั่งให้ผู้ตามปฏิบัติแล้วตรวจติดตามผลอย่างใกล้ชิดกุลปริยา แย้มเกษร 12590005
ทฤษฎีตามสถานการณ์ (Situational or Contingency Leadership") เป็นทฤษฎีที่นำปัจจัยสิ่งแวดล้อมของผู้นำมาพิจารณาว่า มีความสำคัญต่อความสำเร็จของผู้บริหาร ขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมหรือสถานการณ์ที่อำนวยให้ ได้แก่1. แนวคิดทฤษฎี 3 – D Management Style เรดดิน เพิ่มมิติประสิทธิผลเข้ากับมิติพฤติกรรมด้านงาน และมิติพฤติกรรมด้านมนุษยสัมพันธ์ เรดดินกล่าวว่าแบบภาวะผู้นำต่างๆอาจมีประสิทธิผลหรือไม่ก็ได้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ซึ่งประสิทธิผลจะหมายถึง การที่ผู้บริหารประสบความสำเร็จในผลงาน ตามบทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบ ที่มีอยู่ แบบภาวะผู้นำจะมีประสิทธิผลมากหรือน้อยไม่ได้ ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการบริหารที่มุ่งงานหรือมนุษยสัมพันธ์ ซึ่งแบบภาวะผู้นำกับสถานการณ์ที่เข้ากันได้อย่างเหมาะสม เรียกว่า มีประสิทธิผล แต่ถ้าไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ เรียกว่า ไม่มีประสิทธิผล และ เรดรินยังแบ่งผู้นำออกเป็น 4 แบบ ผู้นำที่ไม่มีประสิทธิภาพ ลักษณะพื้นฐานภาวะผู้นำ ผู้นำที่มีประสิทธิภาพ1. Deserter คือ ผู้นำแบบละทิ้งหน้าที่และหนีงาน Separated Bureaucrat คือ ทำงานแบบเครื่องจักรไม่มีความคิดสร้างสรรให้งานเสร็จไปวันๆ2. Autocrat คือ ผู้นำที่เอาแต่ผลของงานอย่างเดียว Dedicated Benevolent Autocrat คือ มีความเมตตากรุณาผู้ร่วมงานมากขึ้น3. Missionary คือ เห็นแก่สัมพันธภาพเสียสละทำคนเดียวจึงได้คุณภาพงานต่ำ Related Developer คือ ต้องรู้จักพัฒนาผู้ตามให้มีความรับผิดชอบงานมากขึ้น4. Compromiser คือ ผู้ประนีประนอมทุก ๆ เรื่อง Integrated Executive คือ ต้องมีผลงานดีเลิศและสัมพันธภาพก็ดีด้วย(นางสาวอรวี ศรีวิโน 12590103)
ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อภาวะผู้นำโดยใช้ทฤษฎีภาวะผู้นำตามสถานการณ์ ได้เเก่1.ความต้องการของพนักงาน (Employee 's needs) เป็นปัจจัยที่มีส่วนกำหนดวิธีการที่ผู้นำใช้ในการบริหารงานกล่าวคือเมื่อความต้องการของพนักงานแตกต่างกันออกไปย่อมส่งผลให้ผู้นำเลือกใช้วิธีการบริหารงานที่แตกต่างกันเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของพนักงานคนนั้นๆหากพนักงานต้องการชื่อเสียงเกียรติยศผู้นำจำเป็นต้องเน้นการให้เกียรติและยกย่องในความสำเร็จของพนักงานมากที่สุดแต่หากพนักงานต้องการความรักและความผูกพันกับสมาชิกในองค์กรผู้นำต้องเน้นที่ความรู้สึกของพนักงานและการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกองค์กรเป็นต้น2.ลักษณะการตัดสินใจของกลุ่ม (Group Decision Making) กลุ่มแต่ละกลุ่มย่อมมีลักษณะการตัดสินใจที่แตกต่างกันกลุ่มบางกลุ่มอาจเปิดให้สมาชิกอภิปรายประเด็นที่จะตัดสินใจอย่างเสรีแล้วลงคะแนนเสียงเพื่อหาข้อสรุปโดยเสียงข้างมากผู้นำที่บริหารจัดการในกลุ่มที่มีการตัดสินใจลักษณะดังกล่าวอาจเข้าร่วมอภิปรายออกความเห็นและเมื่อประชุมเป็นเวลาสมควรแล้วผู้นำอาจสรุปขอให้ที่ประชุมลงคะแนนเสียงได้ทันทีแต่บางกลุ่มอาจไม่ต้องการให้มีการลงคะแนนเสียง และศึกษาลักษณะการตัดสินใจของสมาชิกกลุ่มให้ชัดเจนแล้วจึงเลือกวิธีการที่เหมาะสมในการบริหารงานกลุ่ม3.ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำและสมาชิก (Leader / Member Relations) ผู้นำที่เป็นเพื่อนหรือสนิทสนมคุ้นเคยกับสมาชิกย่อมต้องใช้วิธีการบริหารจัดการที่แตกต่างจากผู้นำที่ไม่รู้จักสมาชิกเป็นการส่วนตัว ผู้นำย่อมสามารถออกคำสั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาปฏิบัติงานในหน้าที่ได้4.แหล่งที่มาของอำนาจ (Power Sources) ผู้นำที่มีอำนาจจากความชื่นชม (Referent Power) มักพบว่าตนเองแทบไม่ต้องใช้วิธีการบังคับหรือขู่จะลงโทษพนักงานเพื่อให้พนักงานทำงานตามเป้าประสงค์เนื่องจากพนักงานมีความรักชื่นชมและยินยอมพร้อมใจในการทำงานอยู่แล้วซึ่งแตกต่างจากผู้นำที่มีเพียงอำนาจในการให้โทษย่อมต้องอาศัยการบังคับและขู่เข็ญในการลงโทษจึงจะทำให้พนักงานทำงานตามที่ต้องการได้5.ลักษณะงาน (Task Structure) งานที่จำเป็นต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์เช่นงานสร้างโฆษณาผู้นำจำเป็นต้องสร้างบรรยากาศการทำงานแบบหลวมๆเป็นกันเองเน้นความรู้สึกของคนมากกว่างานในโรงงานซึ่งเป็นงานที่มีลักษณะชัดเจนตายตัวที่ผู้นำจำเป็นต้องบริหารงานโดยอาศัยกฎระเบียบและคำสั่งในการทำงาน6.คุณลักษณะเฉพาะ (Traits) ผู้นำจึงควรเลือกวิธีในการบริหารงานให้สอดคล้องกับคุณลักษณะเฉพาะของตนเองด้วยเช่นหากตนเองเป็นคนที่อ่อนไหวไม่สามารถรับเรื่องกระเทือนใจหรือความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้ก็ไม่ควรเลือกใช้ภาวะผู้นำแบบอัตนิยมในการบริหารเนื่องจากอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างตนเองกับสมาชิกกลุ่มได้ง่ายเป็นต้น7.วุฒิภาวะของผู้ตาม (Maturity of Followers) มีความสำคัญในการกำหนดวิธีการบริหารงานของผู้นำหากผู้ตามมีวุฒิภาวะสูงผู้นำอาจมอบหมายความรับผิดชอบในการตัดสินใจและการทำงานให้ผู้ตามได้ทั้งหมดซึ่งตรงข้ามกับผู้ตามที่มีวุฒิภาวะผู้นำย่อมไม่ควรมุ่งเน้นที่ผู้ตามแต่ต้องเน้นที่ตัวผู้นำเองเพื่อให้การทำงานสามารถสำเร็จตามประสงค์ได้โดยผู้นำจะต้องกำหนดวิธีการทำงานแล้วออกคำสั่งให้ผู้ตามปฏิบัติแล้วตรวจติดตามผลอย่างใกล้ชิด(ณัฐฌา ปักกัง 12590019)
ทฤษฎีว่าด้วยผู้นำตามสถานการณ์ ระบุว่าผู้นำที่ประสบความสำเร็จได้นั้นไม่จำเป็นต้องมีคุณลักษณะเฉพาะที่ตายตัว หากแต่จะประสบความสำเร็จได้เมื่อเลือกใช้วิธีการหรือแสดงออกที่เหมาะสมสอดคล้องกับแต่ละสถานการณ์ และนักวิจัยหลายคนได้ค้นคว้าถึงสถานการณ์ต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อภาวะผู้นำ ซึ่งมีความสำคัญได้ 7 ประการ ดังนี้ดังนี้1. ความต้องการของพนักงาน (Employee 's needs) เป็นปัจจัยที่มีส่วนกำหนดวิธีการที่ผู้นำใช้ในการบริหารงาน กล่าวคือ เมื่อความต้องการของพนักงานแตกต่างกันออกไปย่อมส่งผลให้ผู้นำเลือกใช้วิธีการบริหารงานที่แตกต่างกันเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของพนักงานคนนั้น ๆ เช่น หากพนักงานต้องการชื่อเสียงเกียรติยศ ผู้นำจำเป็นต้องเน้นการให้เกียรติและยกย่องในความสำเร็จของพนักงานมากที่สุด 2. ลักษณะการตัดสินใจของกลุ่ม (Group Decision Making) กลุ่มแต่ละกลุ่มย่อมมีลักษณะการตัดสินใจที่แตกต่างกัน กลุ่มบางกลุ่มอาจเปิดให้สมาชิกอภิปรายประเด็นที่จะตัดสินใจอย่างเสรี แล้วลงคะแนนเสียงเพื่อหาข้อสรุปโดยเสียงข้างมาก ผู้นำที่ดีจึงจำเป็นต้องศึกษาลักษณะการตัดสินใจของสมาชิกกลุ่มให้ชัดเจนแล้วจึงเลือกวิธีการที่เหมาะสมในการบริหารงานกลุ่ม3. ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำและสมาชิก (Leader / Member Relations) ผู้นำที่เป็นเพื่อนหรือสนิทสนมคุ้นเคยกับสมาชิกย่อมต้องใช้วิธีการบริหารจัดการที่แตกต่างจากผู้นำที่ไม่รู้จักสมาชิกเป็นการส่วนตัว 4. แหล่งที่มาของอำนาจ (Power Sources) ผู้นำที่มีอำนาจจากความชื่นชม (Referent Power) มักพบว่าตนเองแทบไม่ต้องใช้วิธีการบังคับหรือขู่จะลงโทษพนักงานเพื่อให้พนักงานทำงานตามเป้าประสงค์ เนื่องจากพนักงานมีความรักชื่นชมและยินยอมพร้อมใจในการทำงานอยู่แล้วซึ่ง5.ลักษณะงาน (Task Structure) งานที่จำเป็นต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์ เช่น งานสร้างโฆษณาผู้นำจำเป็นต้องสร้างบรรยากาศการทำงานแบบหลวมๆเป็นกันเองเน้นความรู้สึกของคน6.คุณลักษณะเฉพาะ (Traits) การที่แต่ละคนมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกัน ผู้นำจึงควรเลือกวิธีในการบริหารงานให้สอดคล้องกับคุณลักษณะเฉพาะของตนเองด้วย 7. วุฒิภาวะของผู้ตาม (Maturity of Followers) วุฒิภาวะของผู้ตามเป็นอีกปัจจัยหนึ่งซึ่งมีความสำคัญในการกำหนดวิธีการบริหารงานของผู้นำ หากผู้ตามมีวุฒิภาวะสูง ผู้นำอาจมอบหมายความรับผิดชอบในการตัดสินใจและการทำงานให้ผู้ตามได้ทั้งหมด (นางสาวกชกร เดชกำแหง 12590001)
ทฤษฎีว่าด้วยผู้นำตามสถานการณ์ ระบุว่าผู้นำที่ประสบความสำเร็จได้นั้นไม่จำเป็นต้องมีคุณลักษณะเฉพาะที่ตายตัว หากแต่จะประสบความสำเร็จได้เมื่อเลือกใช้วิธีที่เหมาะสมสอดคล้องกับแต่ละสถานการณ์ 1.ความต้องการของพนักงาน เป็นปัจจัยที่มีส่วนกำหนดวิธีการที่ผู้นำใช้ในการบริหารงาน2.ลักษณะการตัดสินใจของกลุ่ม กลุ่มแต่ละกลุ่มย่อมมีลักษณะการตัดสินใจที่แตกต่างกัน กลุ่มบางกลุ่มอาจเปิดให้สมาชิกอภิปรายประเด็นที่จะตัดสินใจอย่างเสรี3.ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำและสมาชิก ผู้นำที่เป็นเพื่อนหรือสนิทสนมคุ้นเคยกับสมาชิก ย่อมต้องใช้วิธีการบริหารจัดการที่แตกต่างจากผู้นำที่ไม่รู้จักสมาชิกเป็นการส่วนตัว4.แหล่งที่มาของอำนาจ ผู้นำที่มีอำนาจจากความชื่นชม มักพบว่าตนเองแทบไม่ต้องใช้วิธีการบังคับหรือขู่จะลงโทษพนักงานเพื่อให้พนักงานทำงานตามเป้าหมาย5.ลักษณะงาน งานที่จำเป็นต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์ เช่น งานสร้างโฆษณา ผู้นำจำเป็นต้องสร้างบรรยากาศการทำงานแบบหลวมๆ เป็นกันเอง6.คุณลักษณะเฉพาะ การที่แต่ละคนมีคุณลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกัน ผู้นำจึงควรมีวิธีในการบริหารงานให้สอดคล้องกับคุณลักษณะของตนเองด้วย7.วุฒิภาวะของผู้ตาม เป็นอีกปัจจัยที่มีความสำคัญในการกำหนดวิธีการบริหารงานของผู้นำ หากผู้ตามมีวุฒิภาวะสูง ผู้นำอาจมอบหมายความรับผิดชอบในการตัดสินใจ(นางสาวศศิประภา ผาดศรี 12590075)
ทฤษฎีตามสถานการณ์ (Situational or Contingency Leadership") เป็นทฤษฎีที่นำปัจจัยสิ่งแวดล้อมของผู้นำมาพิจารณาว่า มีความสำคัญต่อความสำเร็จของผู้บริหาร ขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมหรือสถานการณ์ที่อำนวยให้ ได้แก่1. แนวคิดทฤษฎี 3 – D Management Style เรดดิน เพิ่มมิติประสิทธิผลเข้ากับมิติพฤติกรรมด้านงาน และมิติพฤติกรรมด้านมนุษยสัมพันธ์ เรดดินกล่าวว่าแบบภาวะผู้นำต่างๆอาจมีประสิทธิผลหรือไม่ก็ได้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ซึ่งประสิทธิผลจะหมายถึง การที่ผู้บริหารประสบความสำเร็จในผลงาน ตามบทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบ ที่มีอยู่ แบบภาวะผู้นำจะมีประสิทธิผลมากหรือน้อยไม่ได้ ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการบริหารที่มุ่งงานหรือมนุษยสัมพันธ์ ซึ่งแบบภาวะผู้นำกับสถานการณ์ที่เข้ากันได้อย่างเหมาะสม เรียกว่า มีประสิทธิผล แต่ถ้าไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ เรียกว่า ไม่มีประสิทธิผล และ เรดรินยังแบ่งผู้นำออกเป็น 4 แบบ ผู้นำที่ไม่มีประสิทธิภาพ ลักษณะพื้นฐานภาวะผู้นำ ผู้นำที่มีประสิทธิภาพ1. Deserter คือ ผู้นำแบบละทิ้งหน้าที่และหนีงาน Separated Bureaucrat คือ ทำงานแบบเครื่องจักรไม่มีความคิดสร้างสรรให้งานเสร็จไปวันๆ2. Autocrat คือ ผู้นำที่เอาแต่ผลของงานอย่างเดียว Dedicated Benevolent Autocrat คือ มีความเมตตากรุณาผู้ร่วมงานมากขึ้น3. Missionary คือ เห็นแก่สัมพันธภาพเสียสละทำคนเดียวจึงได้คุณภาพงานต่ำ Related Developer คือ ต้องรู้จักพัฒนาผู้ตามให้มีความรับผิดชอบงานมากขึ้น4. Compromiser คือ ผู้ประนีประนอมทุก ๆ เรื่อง Integrated Executive คือ ต้องมีผลงานดีเลิศและสัมพันธภาพก็ดีด้วย(นางสาวคณภัทร์ ศิริโยธิน 12590108)
1.ความต้องการของพนักงาน (Employee 's needs) ความต้องการของพนักงานเป็นปัจจัยที่มีส่วนกำหนดวิธีการที่ผู้นำใช้ในการบริหารงานกล่าวคือเมื่อความต้องการของพนักงานแตกต่างกันออกไปย่อมส่งผลให้ผู้นำเลือกใช้วิธีการบริหารงานที่แตกต่างกันเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของพนักงานคนนั้นๆหากพนักงานต้องการชื่อเสียงเกียรติยศผู้นำจำเป็นต้องเน้นการให้เกียรติและยกย่องในความสำเร็จของพนักงานมากที่สุดแต่หากพนักงานต้องการความรักและความผูกพันกับสมาชิกในองค์กรผู้นำต้องเน้นที่ความรู้สึกของพนักงานและการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกองค์กรเป็นต้น 2.ลักษณะการตัดสินใจของกลุ่ม (Group Decision Making) กลุ่มแต่ละกลุ่มย่อมมีลักษณะการตัดสินใจที่แตกต่างกันกลุ่มบางกลุ่มอาจเปิดให้สมาชิกอภิปรายประเด็นที่จะตัดสินใจอย่างเสรีแล้วลงคะแนนเสียงเพื่อหาข้อสรุปโดยเสียงข้างมากผู้นำที่บริหารจัดการในกลุ่มที่มีการตัดสินใจลักษณะดังกล่าวอาจเข้าร่วมอภิปรายออกความเห็นและเมื่อประชุมเป็นเวลาสมควรแล้วผู้นำอาจสรุปขอให้ที่ประชุมลงคะแนนเสียงได้ทันทีแต่บางกลุ่มอาจไม่ต้องการให้มีการลงคะแนนเสียงเนื่องจากเกรงว่าจะเกิดการแตกแยกจึงเน้นให้สมาชิกพยายามโน้มน้าวความเห็นของกันและกันจนทุกคนเห็นชอบร่วมกันแล้วจึงตัดสินใจผู้นำที่อยู่ในกลุ่มที่มีการตัดสินใจลักษณะนี้อาจต้องระมัดระวังด้านความรู้สึกของสมาชิกกลุ่มและผู้นำย่อมไม่สามารถตัดบทการอภิปรายเพื่อให้ลงมติหากเห็นว่าสมาชิกกลุ่มยังไม่มีความเห็นเป็นเอกฉันท์ผู้นำที่ดีจึงจำเป็นต้องศึกษาลักษณะการตัดสินใจของสมาชิกกลุ่มให้ชัดเจนแล้วจึงเลือกวิธีการที่เหมาะสมในการบริหารงานกลุ่ม 3.ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำและสมาชิก (Leader / Member Relations) ผู้นำที่เป็นเพื่อนหรือสนิทสนมคุ้นเคยกับสมาชิกย่อมต้องใช้วิธีการบริหารจัดการที่แตกต่างจากผู้นำที่ไม่รู้จักสมาชิกเป็นการส่วนตัวอาทิในการทำรายงานกลุ่มของนิสิตนักศึกษาในมหาวิทยาลัยแม้จะมีกำหนดให้สมาชิกคนหนึ่งเป็นผู้นำกลุ่มแต่ผู้นำคนดังกล่าวย่อมไม่สามารถใช้เพียงการออกคำสั่งเพื่อให้สมาชิกปฏิบัติตามได้แต่ต้องขอร้องเพื่อนให้ทำงานตามแนวทางที่ประสงค์ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำกับสมาชิกจึงเป็นอีกปัจจัยที่มีผลต่อการชี้นำอย่างไรก็ตามในองค์กรทั่วไปผู้นำย่อมสามารถออกคำสั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาปฏิบัติงานในหน้าที่ได้ 4.แหล่งที่มาของอำนาจ (Power Sources) ผู้นำที่มีอำนาจจากความชื่นชม (Referent Power) มักพบว่าตนเองแทบไม่ต้องใช้วิธีการบังคับหรือขู่จะลงโทษพนักงานเพื่อให้พนักงานทำงานตามเป้าประสงค์เนื่องจากพนักงานมีความรักชื่นชมและยินยอมพร้อมใจในการทำงานอยู่แล้วซึ่งแตกต่างจากผู้นำที่มีเพียงอำนาจในการให้โทษย่อมต้องอาศัยการบังคับและขู่เข็ญในการลงโทษจึงจะทำให้พนักงานทำงานตามที่ต้องการได้5.ลักษณะงาน (Task Structure) งานที่จำเป็นต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์เช่นงานสร้างโฆษณาผู้นำจำเป็นต้องสร้างบรรยากาศการทำงานแบบหลวมๆเป็นกันเองเน้นความรู้สึกของคนมากกว่างานในโรงงานซึ่งเป็นงานที่มีลักษณะชัดเจนตายตัวที่ผู้นำจำเป็นต้องบริหารงานโดยอาศัยกฎระเบียบและคำสั่งในการทำงาน6.คุณลักษณะเฉพาะ (Traits) การที่แต่ละคนมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันผู้นำจึงควรเลือกวิธีในการบริหารงานให้สอดคล้องกับคุณลักษณะเฉพาะของตนเองด้วยเช่นหากตนเองเป็นคนที่อ่อนไหวไม่สามารถรับเรื่องกระเทือนใจหรือความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้ก็ไม่ควรเลือกใช้ภาวะผู้นำแบบอัตนิยมในการบริหารเนื่องจากอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างตนเองกับสมาชิกกลุ่มได้ง่ายเป็นต้น 7.วุฒิภาวะของผู้ตาม (Maturity of Followers) วุฒิภาวะของผู้ตามเป็นอีกปัจจัยหนึ่งซึ่งมีความสำคัญในการกำหนดวิธีการบริหารงานของผู้นำหากผู้ตามมีวุฒิภาวะสูงผู้นำอาจมอบหมายความรับผิดชอบในการตัดสินใจและการทำงานให้ผู้ตามได้ทั้งหมดซึ่งตรงข้ามกับผู้ตามที่มีวุฒิภาวะผู้นำย่อมไม่ควรมุ่งเน้นที่ผู้ตามแต่ต้องเน้นที่ตัวผู้นำเองเพื่อให้การทำงานสามารถสำเร็จตามประสงค์ได้โดยผู้นำจะต้องกำหนดวิธีการทำงานแล้วออกคำสั่งให้ผู้ตามปฏิบัติแล้วตรวจติดตามผลอย่างใกล้ชิด(นางสาวสิตานัน หรุ่นทอง 12590082)
ทฤษฎีว่าด้วยผู้นำตามสถานการณ์ ระบุว่าผู้นำที่ประสบความสำเร็จได้นั้นหรือไม่จำเป็นต้องมีคุณลักษณะเฉพาะที่ตายตัว หากแต่จะประสบความสำเร็จได้นั้นหรือไม่จำเป็นต้องมีคุณลักษณะเฉพาะที่ตายตัว หากแต่จะประสบความสำเร็จได้เมื่อเลือกใช้วิธีการหรือแสดงออกที่เหมาะสมสอดคล้องกับแต่ละสถานการณ์ โดยมีปัจจัย 7 ประการที่มีผลต่อรูปแบบภาวะผู้นำ ดังนี้ 1.ความต้องการของพนักงาน เป็นปัจจัยที่มีส่วนกำหนดวิธีการที่ผู้นำใช้ในการบริหารงาน2.ลักษณะการตัดสินใจของกลุ่ม กลุ่มแต่ละกลุ่มย่อมมีลักษณะการตัดสินใจที่แตกต่างกัน กลุ่มบางกลุ่มอาจเปิดให้สมาชิกอภิปรายประเด็นที่จะตัดสินใจอย่างเสรี3.ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำและสมาชิก ผู้นำที่เป็นเพื่อนหรือสนิทสนมคุ้นเคยกับสมาชิก ย่อมต้องใช้วิธีการบริหารจัดการที่แตกต่างจากผู้นำที่ไม่รู้จักสมาชิกเป็นการส่วนตัว4.แหล่งที่มาของอำนาจ ผู้นำที่มีอำนาจจากความชื่นชม มักพบว่าตนเองแทบไม่ต้องใช้วิธีการบังคับหรือขู่จะลงโทษพนักงานเพื่อให้พนักงานทำงานตามเป้าหมาย5.ลักษณะงาน งานที่จำเป็นต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์ เช่น งานสร้างโฆษณา ผู้นำจำเป็นต้องสร้างบรรยากาศการทำงานแบบหลวมๆ เป็นกันเอง6.คุณลักษณะเฉพาะ การที่แต่ละคนมีคุณลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกัน ผู้นำจึงควรมีวิธีในการบริหารงานให้สอดคล้องกับคุณลักษณะของตนเองด้วย7.วุฒิภาวะของผู้ตาม เป็นอีกปัจจัยที่มีความสำคัญในการกำหนดวิธีการบริหารงานของผู้นำ หากผู้ตามมีวุฒิภาวะสูง ผู้นำอาจมอบหมายความรับผิดชอบในการตัดสินใจ (ศุภิสรา นรินยา 12590717)
ทฤษฎีตามสถานการณ์ (Contingency Theory)เป็นทฤษฎีที่นำปัจจัยสิ่งแวดล้อมของผู้นำมาพิจารณาว่ามีความสำคัญต่อความสำเร็จของผู้บริหารขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมหรือสถานการณ์ที่อำนวยให้ ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อภาวะผู้นำ มีดังนี้1. การให้ผู้บริหารตื่นตัวต่อสถานการณ์ต่าง ๆ อยู่เสมอ และตัดสินในปัญหาต่างๆ ตามสถานการณ์อาจทำให้มีคนคิดว่าการที่จะตัดสินใจในปัญหาต่างๆ เล็กๆ น้อยๆ เป็นอย่างดีแล้วจะทำให้การบริหารงานทั้งหมดดีไปเอง ข้อเสนอแนะก็คือ ในกรณีที่การตัดสินใจปัญหาปลีกย่อยจำนวนมากๆ ให้ถูกต้องนั้นก็สำคัญแต่การที่จะต้องตัดสินใจในปัญหาใหญ่ๆ หลักๆก็มีความสำคัญเช่นเดียวกัน ผู้บริหารจำเป็นต้องมีภาพรวมของบทบาทตนเอง องค์การและสภาพแวดล้อม ภาพรวมเหล่านี้จำเป็นและเป็นแนวทางในการตัดสินในปัญหาปลีกย่อยรองลงมาทั้งหลาย 2. ทฤษฎีสถานการณ์ทำให้มองดูเหมือนว่าเป็นเรื่องไม่มีคุณค่ามาเกี่ยวข้อง องค์ประกอบอันเกี่ยวกับสภาพแวดล้อม องค์การและตัวอื่นๆนับเป็นเหมือนสิ่งที่เราต้องตระหนักและแสดงปฏิกิริยาตอบ ถ้าเป็นเช่นนั้นผู้บริหารก็จะไม่ต่างอะไรไปจากบาโรมิเตอร์วัดความเปลี่ยนแปลงของบรรยากาศ ผู้บริหารอาจกลายเป็นเพียงผู้บริหารเพื่อการบริหาร คอยยืนอยู่บนยอดของคลื่นความเปลี่ยนแปลงและสถานการณ์อยู่ตลอดเวลา(จุฬาบักษณ์ สกุลวงวาร 12590010)
ทฤษฎีว่าด้วยผู้นำตามสถานการณ์ตั้งอยู่บนพื้นฐานของแนวคิดที่ว่า ผู้นำที่ประสบความสำเร็จได้นั้นต้องมีคุณลักษณะเฉพาะที่ตายตัวและไม่จำเป็นต้องมีการแสดงออกเชิงพฤติกรรมในรูปแบบในรูปแบบหนึ่งเท่านั้น หากแต่ผู้นำจะประสบความสำเร็จในการทำงานได้ก็ต่อเมื่อผู้นำสามารถเลือกใช้วิธีการหรือแสดงออกซึ่งพฤติกรรมการเป็นผู้นำที่เหมาะสมสอดคล้องกับแต่ละสถานการณ์นักวิจัยหลายคนได้ค้นคว้าถึงสถานการณ์ต่างๆที่ส่งผลต่อภาวะผู้นำ และวิธีการที่ผู้นำเลือกใช้ในหลายรูปแบบ ซึ่งพอสรุปสถานการณ์ต่างๆที่มีความสัญได้ 7 ประการ ดังต่อไปนี้1. ความต้องการของพนักงาน : ความต้องการของพนักงานเป็นปัจจัยที่มีส่วนกำหนดวิธีการที่ผู้นำใช้ในการบริหารงาน กล่าวคือ เมื่อความต้องการของพนักงานแตกต่างกันออกไปย่อมส่งผลให้ผู้นำเลือกใช้วิธีการบริหารงานที่แตกต่างกันเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของพนักงานคนนั้นๆ2. ลักาณะการตัดสินใจของกลุ่ม : กลุ่มแต่ละกลุ่มย่อมมีลักษณะการตัดสินใจที่แตกต่างกัน กลุ่มบางกลุ่มอาจเปิดให้สมาชิกอภิปรายประเด็นที่จะตัดสินใจอย่างเสรี แล้วลงคะแนนเสียงเพื่อหาข้อสรุปโดยเสียงข้างมาก ผู้นำที่บริหารจัดการในกลุ่มที่มีการตัดสินใจลักษณะดังกล่าว อาจเข้าร่วมอภิปราย ออกความเห็น และเมื่อประชุมเป็นเวลาสมควรแล้ว ผู้นำอาจสรุปขอให้ที่ประชุมลงคะแนนเสียงได้ทันที แต่บางกลุ่มอาจไม่ต้องการให้มีการลงคะแนนเสียง เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดการแตกแยก จึงเน้นให้สมาชิกพยายามโน้มน้าวความเห้นของกันและกันจนทุกคนเห็นชอบร่วมกันแล้วจึงตัดสินใจ3. ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำกับสมาชิก : ผู้นำที่เป้นเพื่อนหรือสนิทสนมคุ้นเคยกับสมาชิกย่อมต้องใช้วิธีการบริหารจัดการที่แตกต่างจากผู้นำที่ไม่รู้จกสมาชิกเป็นการส่วนตัว4. แหล่งที่มาของอำนาจ : ผู้นำที่มีอำนาจจากความชื่นชมมักพบว่าตนเองแทบไม่ต้องใช้วิธีการบังคับหรือขู่จะลงโทษพนักงานเพื่อให้พนักงานทำงานตามเป้าประสงค์ เนื่องจจากพนักงานมีความรักชื่นชมและยินยอมพร้อมใจในการทำงานอยู่แล้ว ซึ่งแตกต่างจากผู้นำที่มีเพียงอำนาจในการให้โทษ ย่อมต้องอาศัยการบังคับและขู่เข็ญในการลงโทษจึงจะทำให้พนักงานทำงานตามที่ต้องการได้5. ลักาณะงาน : งานที่จำเป็นต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์ เช่น งานสร้างโฆษณา ผู้นำจำเป็นต้องสร้างบรรยากาศทำงานแบบหลวมๆ เป็นกันเอง เน้นความรู้สึกของคนมากกว่างานในโรงงานซึ่งเป็นงานที่มีลักษณะชัดเจนตายตัว ที่ผู้นำจำเป็นต้องบริหารงานโดยอาศัยกฎระเบียบและคำสั่งในการทำงาน6. คุณลักษณะเฉพาะ : การที่แต่ละคนมีลักษณะที่แตกต่างกัน ผู้นำจึงควรเลือกวิธีในการบริหารงานให้สอกดคล้องกับคุณลักษณะเฉพาะของตนเองด้วย7. วุฒิภาวะผู้ตาม : วุฒิภาวะของผู้ตามเป็นอีกปัจจัยหนึ่งซึ่งมีความสำคัญในการกำหนดวิธีการบริหารงานของผู้นำ หากผู้ตามมีวุฒิภาวะสูง ผู้นำอาจมอบหมายความรับผิดชอบในการตัดสินใจและการทำงานให้ผู้ตามได้ทั้งหมด ซึ่งตรงข้ามกับผู้ตามที่มีวุฒิภาวะต่ำ ผู้นำย่อมไม่ควรมุ่งเน้นที่ผู้ตาม แต่ต้องเน้นที่ตัวผู้นำเอง เพื่อหะการทำงานสามารถสำเร็จตามประสงค์ได้ โดยผู้นำจะต้องกำหนดวิธีการทำงานแล้วออกคำสั่งให้ผู้ตามปฏิบัติ แล้วตรวจติดตามผลอย่างใกล้ชิด(ภัทรานิษฐ์ กุญแจทอง 12590059)
ทฤษฎีว่าด้วยผู้นำตามสถานการณ์ ตั้งอยู่บนพื้นฐานของแนวคิดที่ว่า ผู้นําที่ประสบความสำเร็จได้นั้นไม่จำเป็นต้องมีคุณลักษณะเฉพาะที่ตายตัวและไม่จำเป็นต้องมีการแสดงออกเชิงพฤติกรรมในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งเท่านั้น หากแต่ผู้นำจะประสบความสำเร็จในการทำงานได้ก็ต่อเมื่อผู้นำสามารถเลือกใช้วิธีการหรือแสดงออกซึ่งพฤติกรรมเป็นผู้นำที่เหมาะสมสอดคล้องกับแต่ละสถานการณ์ ผู้นำที่ผสมจะประยุกต์ใช้ทฤษฎีว่าด้วยผู้นำตามสถานการณ์ให้เกิดประโยชน์กับตนเองจึงต้องศึกษาว่าสถานการณ์หรือปัจจัยต่างๆที่มีผลต่อวิธีการและพฤติกรรมของผู้นำเหล่านั้นมีอะไรบ้าง และแต่ละสถานการณ์ผู้นำควรใช้วิธีการใดในการบริหารงานให้ประสบความสำเร็จได้สูงสุด นักวิจัยหลายคนได้ค้นคว้าถึงสถานการณ์ต่างๆที่ส่งผลต่อภาวะผู้นำและวิธีการที่ผู้นำเรื่องใช้ในหลายรูปแบบซึ่งพอสรุปสถานการณ์ต่างๆที่มีความสำคัญได้ 7 ประการดังนี้1 ความต้องการของพนักงาน ความต้องการพนักงานเป็นปัจจัยที่มีส่วนกำหนดวิธีการที่ผู้นำใช้ในการบริหารงานกล่าวคือเมื่อความต้องการของพนักงานแตกต่างกันออกไปจนส่งผลให้ผู้นำเลือกใช้วิธีการบริหารงานที่แตกต่างกันเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของพนักงานคนนั้นๆ2 ลักษณะการตัดสินใจของกลุ่ม กลุ่มแต่ละกลุ่มย่อมมีลักษณะการตัดสินใจที่แตกต่างกัน กลุ่มบางกลุ่มอาจเปิดให้สมาชิกอภิปราย ประเด็นที่จะตัดสินใจอย่างเสรีแล้วลงคะแนนเสียงเพื่อหาข้อสรุปโดยเสียงข้างมากผู้นำที่บริหารจัดการในกลุ่มที่มีการตัดสินใจลักษณะดังกล่าวอาจเข้ามามีส่วนร่วมอภิปราย ออกความเห็น และเมื่อประชุมเป็นเวลาสมควรแล้วผู้นำอ่านสรุปขอให้ที่ประชุมลงคะแนนเสียงได้ทันที แต่บางกลุ่มอาจไม่ต้องการให้มีการลงคะแนนเสียง เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดความแตกแยก จึงเรียนให้สมาชิกพยายามโน้มน้าวความเห็นของกันและกัน จนทุกคนเห็นชอบร่วมกันแล้วจึงตัดสินใจ3 ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำและสมาชิก ผู้นำที่เป็นเพื่อนหรือสนิทคุ้นเคยกับสมาชิกย่อมต้องใช้วิธีการบริหารจัดการที่แตกต่างจากผู้นำที่ไม่รู้จัก สมาชิกเป็นการส่วนตัวเช่นในการทำรายงานกลุ่มของนิสิตนักศึกษาในมหาลัยแม้จะมีกำหนดให้สมาชิกคนหนึ่งเป็นผู้นำกลุ่มแต่ผู้นำคนดังกล่าวย่อมไม่สามารถใช้เพียงการออกคำสั่งเพื่อให้สมาชิกปฏิบัติตามได้แต่ต้องร้องขอเพื่อนให้ทำงานตามแนวทางที่ประสงค์4 แหล่งที่มาของอำนาจ ผู้นำที่มีอำนาจจากความชื่นชมมักพบว่าตัวเองแทบไม่ต้องใช้วิธีการบังคับหรือขู่จะลงโทษพนักงานเพื่อให้พนักงานทำงานตามเป้าหมายเนื่องจากพนักงานมีความรักชื่นชมและยินยอมพร้อมใจในการทำงานอยู่แล้วซึ่งแตกต่างจากผู้นำที่มีเพียงอำนาจในการให้โทษย่อมอาศัยการบังคับและถูกเห็นในการลงโทษ จึงจะทำให้พนักงานทำงานตามที่ต้องการได้5 ลักษณะงาน งานที่จําเป็นต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์เช่นงานโฆษณาผู้นำจำเป็นต้องสร้างบรรยากาศการทำงานแบบหลวมๆเป็นกันเองและความรู้สึกของคนมากกว่างานในโรงงานซึ่งเป็นงานที่มีลักษณะชัดเจนไปตัวที่ผู้นำจำเป็นต้องบริหารงานโดยอาศัยกฎระเบียบและข้อข้อคำสั่งในการทำงาน6 คุณลักษณะเฉพาะการที่แต่ละคนมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันผู้นำจึงควรเลือกวิธีในการบริหารงานให้สอดคล้องกับคุณลักษณะเฉพาะของตนเองด้วย7 วุฒิภาวะของผู้ตาม วุฒิภาวะของผู้ตามเป็นอีกปัจจัยหนึ่งซึ่งมีความสำคัญในการกำหนดวิธีการบริหารงานของผู้นำหากผู้ตามมีวุฒิภาวะสูงผู้นำอาจมอบความ รับผิดชอบในการตัดสินใจและการทำงานให้พูดตามได้ทั้งหมดซึ่งตรงข้ามกับผู้ตามที่มีวุฒิภาวะต่ำผู้นำย่อมไม่ควรมุ่งเน้นที่พูดตามแต่ต้องเน้นที่ตัวผู้นำเองเพื่อให้การทำงานสามารถประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ได้(สุรีรัตน์ สระเกตุ 12590098)
ทฤษฎีว่าด้วยผู้นำตามสถานการณ์ ระบุว่าผู้นำที่ประสบความสำเร็จได้นั้นหรือไม่จำเป็นต้องมีคุณลักษณะเฉพาะที่ตายตัว หากแต่จะประสบความสำเร็จได้นั้นหรือไม่จำเป็นต้องมีคุณลักษณะเฉพาะที่ตายตัว หากแต่จะประสบความสำเร็จได้เมื่อเลือกใช้วิธีการหรือแสดงออกที่เหมาะสมสอดคล้องกับแต่ละสถานการณ์ โดยมีปัจจัย 7 ประการที่มีผลต่อรูปแบบภาวะผู้นำ ดังนี้ 1.ความต้องการของพนักงาน เป็นปัจจัยที่มีส่วนกำหนดวิธีการที่ผู้นำใช้ในการบริหารงาน2.ลักษณะการตัดสินใจของกลุ่ม กลุ่มแต่ละกลุ่มย่อมมีลักษณะการตัดสินใจที่แตกต่างกัน กลุ่มบางกลุ่มอาจเปิดให้สมาชิกอภิปรายประเด็นที่จะตัดสินใจอย่างเสรี3.ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำและสมาชิก ผู้นำที่เป็นเพื่อนหรือสนิทสนมคุ้นเคยกับสมาชิก ย่อมต้องใช้วิธีการบริหารจัดการที่แตกต่างจากผู้นำที่ไม่รู้จักสมาชิกเป็นการส่วนตัว4.แหล่งที่มาของอำนาจ ผู้นำที่มีอำนาจจากความชื่นชม มักพบว่าตนเองแทบไม่ต้องใช้วิธีการบังคับหรือขู่จะลงโทษพนักงานเพื่อให้พนักงานทำงานตามเป้าหมาย5.ลักษณะงาน งานที่จำเป็นต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์ เช่น งานสร้างโฆษณา ผู้นำจำเป็นต้องสร้างบรรยากาศการทำงานแบบหลวมๆ เป็นกันเอง6.คุณลักษณะเฉพาะ การที่แต่ละคนมีคุณลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกัน ผู้นำจึงควรมีวิธีในการบริหารงานให้สอดคล้องกับคุณลักษณะของตนเองด้วย7.วุฒิภาวะของผู้ตาม เป็นอีกปัจจัยที่มีความสำคัญในการกำหนดวิธีการบริหารงานของผู้นำ หากผู้ตามมีวุฒิภาวะสูง ผู้นำอาจมอบหมายความรับผิดชอบในการตัดสินใจ(นางสาวสุชานรี เวียนมานะ 12590089)
ทฤษฎีว่าด้วยผู้นำตามสถานการณ์ ระบุว่าผู้นำที่ประสบความสำเร็จได้นั้นหรือไม่จำเป็นต้องมีคุณลักษณะเฉพาะที่ตายตัว หากแต่จะประสบความสำเร็จได้นั้นหรือไม่จำเป็นต้องมีคุณลักษณะเฉพาะที่ตายตัว หากแต่จะประสบความสำเร็จได้เมื่อเลือกใช้วิธีการหรือแสดงออกที่เหมาะสมสอดคล้องกับแต่ละสถานการณ์ โดยมีปัจจัย 7 ประการที่มีผลต่อรูปแบบภาวะผู้นำ ดังนี้1.ความต้องการของพนักงาน เป็นปัจจัยที่มีส่วนกำหนดวิธีการที่ผู้นำใช้ในการบริหารงาน2.ลักษณะการตัดสินใจของกลุ่ม กลุ่มแต่ละกลุ่มย่อมมีลักษณะการตัดสินใจที่แตกต่างกัน กลุ่มบางกลุ่มอาจเปิดให้สมาชิกอภิปรายประเด็นที่จะตัดสินใจอย่างเสรี3.ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำและสมาชิก ผู้นำที่เป็นเพื่อนหรือสนิทสนมคุ้นเคยกับสมาชิก ย่อมต้องใช้วิธีการบริหารจัดการที่แตกต่างจากผู้นำที่ไม่รู้จักสมาชิกเป็นการส่วนตัว4.แหล่งที่มาของอำนาจ ผู้นำที่มีอำนาจจากความชื่นชม มักพบว่าตนเองแทบไม่ต้องใช้วิธีการบังคับหรือขู่จะลงโทษพนักงานเพื่อให้พนักงานทำงานตามเป้าหมาย5.ลักษณะงาน งานที่จำเป็นต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์ เช่น งานสร้างโฆษณา ผู้นำจำเป็นต้องสร้างบรรยากาศการทำงานแบบหลวมๆ เป็นกันเอง6.คุณลักษณะเฉพาะ การที่แต่ละคนมีคุณลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกัน ผู้นำจึงควรมีวิธีในการบริหารงานให้สอดคล้องกับคุณลักษณะของตนเองด้วย7.วุฒิภาวะของผู้ตาม เป็นอีกปัจจัยที่มีความสำคัญในการกำหนดวิธีการบริหารงานของผู้นำ หากผู้ตามมีวุฒิภาวะสูง ผู้นำอาจมอบหมายความรับผิดชอบในการตัดสินใจ(ณัฐนพิน ชินัฒนา 12590021)
ทฤษฎีว่าด้วยผู้นำตามสถานการณ์ ตั้งอยู่บนพื้นฐานของแนวคิดที่ว่า ผู้นําที่ประสบความสำเร็จได้นั้นไม่จำเป็นต้องมีคุณลักษณะเฉพาะที่ตายตัวและไม่จำเป็นต้องมีการแสดงออกเชิงพฤติกรรมในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งเท่านั้น หากแต่ผู้นำจะประสบความสำเร็จในการทำงานได้ก็ต่อเมื่อผู้นำสามารถเลือกใช้วิธีการหรือแสดงออกซึ่งพฤติกรรมเป็นผู้นำที่เหมาะสมสอดคล้องกับแต่ละสถานการณ์ เพื่อให้ผู้นำเลือกใช้วิธีการใดในการบริหารงานให้ประสบความสำเร็จได้สูงสุด ซึ่งพอสรุปสถานการณ์ต่างๆที่มีความสำคัญได้ 7 ประการดังนี้1ความต้องการของพนักงาน คือเมื่อความต้องการของพนักงานแตกต่างกันออกไปจนส่งผลให้ผู้นำเลือกใช้วิธีการบริหารงานที่แตกต่างกันเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของพนักงานคนนั้นๆ2ลักษณะการตัดสินใจของกลุ่ม กลุ่มแต่ละกลุ่มย่อมมีลักษณะการตัดสินใจที่แตกต่างกัน กลุ่มบางกลุ่มอาจเปิดให้สมาชิกอภิปราย ประเด็นที่จะตัดสินใจอย่างเสรีแล้วลงคะแนนเสียงเพื่อหาข้อสรุปโดยเสียงข้างมากผู้นำที่บริหารจัดการในกลุ่มที่มีการตัดสินใจลักษณะดังกล่าวอาจเข้ามามีส่วนร่วมอภิปราย ออกความเห็น และเมื่อประชุมเป็นเวลาสมควรแล้วผู้นำอ่านสรุปขอให้ที่ประชุมลงคะแนนเสียงได้ทันที แต่บางกลุ่มอาจไม่ต้องการให้มีการลงคะแนนเสียง เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดความแตกแยก จึงเรียนให้สมาชิกพยายามโน้มน้าวความเห็นของกันและกัน จนทุกคนเห็นชอบร่วมกันแล้วจึงตัดสินใจ3ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำและสมาชิก ผู้นำที่เป็นเพื่อนหรือสนิทคุ้นเคยกับสมาชิกย่อมต้องใช้วิธีการบริหารจัดการที่แตกต่างจากผู้นำที่ไม่รู้จักสมาชิกเป็นการส่วนตัวเช่นในการทำรายงานกลุ่มของนิสิตนักศึกษาในมหาลัยแม้จะมีกำหนดให้สมาชิกคนหนึ่งเป็นผู้นำกลุ่มแต่ผู้นำคนดังกล่าวย่อมไม่สามารถใช้เพียงการออกคำสั่งเพื่อให้สมาชิกปฏิบัติตามได้แต่ต้องร้องขอเพื่อนให้ทำงานตามแนวทางที่ประสงค์4แหล่งที่มาของอำนาจ ผู้นำที่มีอำนาจจากความชื่นชมมักพบว่าตัวเองแทบไม่ต้องใช้วิธีการบังคับหรือขู่จะลงโทษพนักงานเพื่อให้พนักงานทำงานตามเป้าหมาย5ลักษณะงาน งานที่จําเป็นต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์เช่นงานโฆษณาผู้นำจำเป็นต้องสร้างบรรยากาศการทำงานแบบหลวมๆเป็นกันเองและความรู้สึกของคนมากกว่างานในโรงงานซึ่งเป็นงานที่มีลักษณะชัดเจนไปตัวที่ผู้นำจำเป็นต้องบริหารงานโดยอาศัยกฎระเบียบและข้อข้อคำสั่งในการทำงาน6คุณลักษณะเฉพาะการที่แต่ละคนมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันผู้นำจึงควรเลือกวิธีในการบริหารงานให้สอดคล้องกับคุณลักษณะเฉพาะของตนเองด้วย7วุฒิภาวะของผู้ตาม วุฒิภาวะของผู้ตามเป็นอีกปัจจัยหนึ่งซึ่งมีความสำคัญในการกำหนดวิธีการบริหารงานของผู้นำหากผู้ตามมีวุฒิภาวะสูงผู้นำอาจมอบความ รบผิดชอบในการตัดสินใจและการทำงานให้พูดตามได้ทั้งหมดซึ่งตรงข้ามกับผู้ตามที่มีวุฒิภาวะต่ำผู้นำย่อมไม่ควรมุ่งเน้นที่พูดตามแต่ต้องเน้นที่ตัวผู้นำเอง(นางสาวชุติกาญจน์ ปานดารา 12590016)
ทฤษฎีว่าด้วยผู้นำตามสถานการณ์ ระบุว่าผู้นำที่ประสบความสำเร็จได้นั้นหรือไม่จำเป็นต้องมีคุณลักษณะเฉพาะที่ตายตัว หากแต่จะประสบความสำเร็จได้นั้นหรือไม่จำเป็นต้องมีคุณลักษณะเฉพาะที่ตายตัว หากแต่จะประสบความสำเร็จได้เมื่อเลือกใช้วิธีการหรือแสดงออกที่เหมาะสมสอดคล้องกับแต่ละสถานการณ์ โดยมีปัจจัย 7 ประการที่มีผลต่อรูปแบบภาวะผู้นำ ดังนี้ 1.ความต้องการของพนักงาน เป็นปัจจัยที่มีส่วนกำหนดวิธีการที่ผู้นำใช้ในการบริหารงาน2.ลักษณะการตัดสินใจของกลุ่ม กลุ่มแต่ละกลุ่มย่อมมีลักษณะการตัดสินใจที่แตกต่างกัน กลุ่มบางกลุ่มอาจเปิดให้สมาชิกอภิปรายประเด็นที่จะตัดสินใจอย่างเสรี3.ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำและสมาชิก ผู้นำที่เป็นเพื่อนหรือสนิทสนมคุ้นเคยกับสมาชิก ย่อมต้องใช้วิธีการบริหารจัดการที่แตกต่างจากผู้นำที่ไม่รู้จักสมาชิกเป็นการส่วนตัว4.แหล่งที่มาของอำนาจ ผู้นำที่มีอำนาจจากความชื่นชม มักพบว่าตนเองแทบไม่ต้องใช้วิธีการบังคับหรือขู่จะลงโทษพนักงานเพื่อให้พนักงานทำงานตามเป้าหมาย5.ลักษณะงาน งานที่จำเป็นต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์ เช่น งานสร้างโฆษณา ผู้นำจำเป็นต้องสร้างบรรยากาศการทำงานแบบหลวมๆ เป็นกันเอง6.คุณลักษณะเฉพาะ การที่แต่ละคนมีคุณลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกัน ผู้นำจึงควรมีวิธีในการบริหารงานให้สอดคล้องกับคุณลักษณะของตนเองด้วย7.วุฒิภาวะของผู้ตาม เป็นอีกปัจจัยที่มีความสำคัญในการกำหนดวิธีการบริหารงานของผู้นำ หากผู้ตามมีวุฒิภาวะสูง ผู้นำอาจมอบหมายความรับผิดชอบในการตัดสินใจ(วริศ เอี๊ยวชัยพร 070)
ทฤษฎีตามสถานการณ์ (Contingency Theory)เป็นทฤษฎีที่นำปัจจัยสิ่งแวดล้อมของผู้นำมาพิจารณาว่ามีความสำคัญต่อความสำเร็จของผู้บริหารขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมหรือสถานการณ์ที่อำนวยให้ ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อภาวะผู้นำ มีดังนี้1. การให้ผู้บริหารตื่นตัวต่อสถานการณ์ต่าง ๆ อยู่เสมอ และตัดสินในปัญหาต่างๆ ตามสถานการณ์อาจทำให้มีคนคิดว่าการที่จะตัดสินใจในปัญหาต่างๆ เล็กๆ น้อยๆ เป็นอย่างดีแล้วจะทำให้การบริหารงานทั้งหมดดีไปเอง ข้อเสนอแนะก็คือ ในกรณีที่การตัดสินใจปัญหาปลีกย่อยจำนวนมากๆ ให้ถูกต้องนั้นก็สำคัญแต่การที่จะต้องตัดสินใจในปัญหาใหญ่ๆ หลักๆก็มีความสำคัญเช่นเดียวกัน ผู้บริหารจำเป็นต้องมีภาพรวมของบทบาทตนเอง องค์การและสภาพแวดล้อม ภาพรวมเหล่านี้จำเป็นและเป็นแนวทางในการตัดสินในปัญหาปลีกย่อยรองลงมาทั้งหลาย 2. ทฤษฎีสถานการณ์ทำให้มองดูเหมือนว่าเป็นเรื่องไม่มีคุณค่ามาเกี่ยวข้อง องค์ประกอบอันเกี่ยวกับสภาพแวดล้อม องค์การและตัวอื่นๆนับเป็นเหมือนสิ่งที่เราต้องตระหนักและแสดงปฏิกิริยาตอบ ถ้าเป็นเช่นนั้นผู้บริหารก็จะไม่ต่างอะไรไปจากบาโรมิเตอร์วัดความเปลี่ยนแปลงของบรรยากาศ ผู้บริหารอาจกลายเป็นเพียงผู้บริหารเพื่อการบริหาร คอยยืนอยู่บนยอดของคลื่นความเปลี่ยนแปลงและสถานการณ์อยู่ตลอดเวลา(ปาลิตา มนัสปัญญากุล 12590049)
นักวิจัยหลายคนได้ค้นคว้าถึงสถานการณ์ต่างๆ ที่ส่งผลต่อภาวะผู้นำ ซึ่งมีความสำคัญได้ 7 ประการ ดังนี้1. ความต้องการของพนักงาน ความต้องการของพนักงานเป็นปัจจัยที่มีส่วนกำหนดวิธีการที่ผู้นำใช้ในการบริหารงาน กล่าวคือ เมื่อความต้องการของพนักงานแตกต่างกันออกไปย่อมส่งผลให้ผู้นำเลือกใช้วิธีการบริหารงานที่แตกต่างกันเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของพนักงานคนนั้นๆ2. ลักาณะการตัดสินใจของกลุ่ม กลุ่มแต่ละกลุ่มย่อมมีลักษณะการตัดสินใจที่แตกต่างกัน กลุ่มบางกลุ่มอาจเปิดให้สมาชิกอภิปรายประเด็นที่จะตัดสินใจอย่างเสรี แล้วลงคะแนนเสียงเพื่อหาข้อสรุปโดยเสียงข้างมาก ผู้นำที่บริหารจัดการในกลุ่มที่มีการตัดสินใจลักษณะดังกล่าว อาจเข้าร่วมอภิปราย ออกความเห็น และเมื่อประชุมเป็นเวลาสมควรแล้ว ผู้นำอาจสรุปขอให้ที่ประชุมลงคะแนนเสียงได้ทันที แต่บางกลุ่มอาจไม่ต้องการให้มีการลงคะแนนเสียง เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดการแตกแยก จึงเน้นให้สมาชิกพยายามโน้มน้าวความเห้นของกันและกันจนทุกคนเห็นชอบร่วมกันแล้วจึงตัดสินใจ3. ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำกับสมาชิก ผู้นำที่เป้นเพื่อนหรือสนิทสนมคุ้นเคยกับสมาชิกย่อมต้องใช้วิธีการบริหารจัดการที่แตกต่างจากผู้นำที่ไม่รู้จกสมาชิกเป็นการส่วนตัว4. แหล่งที่มาของอำนาจ ผู้นำที่มีอำนาจจากความชื่นชมมักพบว่าตนเองแทบไม่ต้องใช้วิธีการบังคับหรือขู่จะลงโทษพนักงานเพื่อให้พนักงานทำงานตามเป้าประสงค์ เนื่องจจากพนักงานมีความรักชื่นชมและยินยอมพร้อมใจในการทำงานอยู่แล้ว ซึ่งแตกต่างจากผู้นำที่มีเพียงอำนาจในการให้โทษ ย่อมต้องอาศัยการบังคับและขู่เข็ญในการลงโทษจึงจะทำให้พนักงานทำงานตามที่ต้องการได้5. ลักาณะงาน งานที่จำเป็นต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์ เช่น งานสร้างโฆษณา ผู้นำจำเป็นต้องสร้างบรรยากาศทำงานแบบหลวมๆ เป็นกันเอง เน้นความรู้สึกของคนมากกว่างานในโรงงานซึ่งเป็นงานที่มีลักษณะชัดเจนตายตัว ที่ผู้นำจำเป็นต้องบริหารงานโดยอาศัยกฎระเบียบและคำสั่งในการทำงาน6. คุณลักษณะเฉพาะ การที่แต่ละคนมีลักษณะที่แตกต่างกัน ผู้นำจึงควรเลือกวิธีในการบริหารงานให้สอกดคล้องกับคุณลักษณะเฉพาะของตนเองด้วย7. วุฒิภาวะผู้ตาม วุฒิภาวะของผู้ตามเป็นอีกปัจจัยหนึ่งซึ่งมีความสำคัญในการกำหนดวิธีการบริหารงานของผู้นำ หากผู้ตามมีวุฒิภาวะสูง ผู้นำอาจมอบหมายความรับผิดชอบในการตัดสินใจและการทำงานให้ผู้ตามได้ทั้งหมด(สมภพ ขุนทรง 12590079)
ทฤษฎีตามสถานการณ์ (Contingency Theory)เป็นทฤษฎีที่นำปัจจัยสิ่งแวดล้อมของผู้นำมาพิจารณาว่ามีความสำคัญต่อความสำเร็จของผู้บริหารขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมหรือสถานการณ์ที่อำนวยให้ ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อภาวะผู้นำ มีดังนี้1. การให้ผู้บริหารตื่นตัวต่อสถานการณ์ต่าง ๆ อยู่เสมอ และตัดสินในปัญหาต่างๆ ตามสถานการณ์อาจทำให้มีคนคิดว่าการที่จะตัดสินใจในปัญหาต่างๆ เล็กๆ น้อยๆ เป็นอย่างดีแล้วจะทำให้การบริหารงานทั้งหมดดีไปเอง ข้อเสนอแนะก็คือ ในกรณีที่การตัดสินใจปัญหาปลีกย่อยจำนวนมากๆ ให้ถูกต้องนั้นก็สำคัญแต่การที่จะต้องตัดสินใจในปัญหาใหญ่ๆ หลักๆก็มีความสำคัญเช่นเดียวกัน ผู้บริหารจำเป็นต้องมีภาพรวมของบทบาทตนเอง องค์การและสภาพแวดล้อม ภาพรวมเหล่านี้จำเป็นและเป็นแนวทางในการตัดสินในปัญหาปลีกย่อยรองลงมาทั้งหลาย2. ทฤษฎีสถานการณ์ทำให้มองดูเหมือนว่าเป็นเรื่องไม่มีคุณค่ามาเกี่ยวข้อง องค์ประกอบอันเกี่ยวกับสภาพแวดล้อม องค์การและตัวอื่นๆนับเป็นเหมือนสิ่งที่เราต้องตระหนักและแสดงปฏิกิริยาตอบ ถ้าเป็นเช่นนั้นผู้บริหารก็จะไม่ต่างอะไรไปจากบาโรมิเตอร์วัดความเปลี่ยนแปลงของบรรยากาศ ผู้บริหารอาจกลายเป็นเพียงผู้บริหารเพื่อการบริหาร คอยยืนอยู่บนยอดของคลื่นความเปลี่ยนแปลงและสถานการณ์อยู่ตลอดเวลา(ธนสิทธิ์ อาจอ่อนศรี 12590036)
ทฤษฎีว่าด้วยผู้นำตามสถานการณ์ ระบุว่าผู้นำที่ประสบความสำเร็จได้นั้นไม่จำเป็นต้องมีคุณลักษณะเฉพาะที่ตายตัว หากแต่จะประสบความสำเร็จได้เมื่อเลือกใช้วิธีที่เหมาะสมสอดคล้องกับแต่ละสถานการณ์ 1.ความต้องการของพนักงาน เป็นปัจจัยที่มีส่วนกำหนดวิธีการที่ผู้นำใช้ในการบริหารงาน2.ลักษณะการตัดสินใจของกลุ่ม กลุ่มแต่ละกลุ่มย่อมมีลักษณะการตัดสินใจที่แตกต่างกัน กลุ่มบางกลุ่มอาจเปิดให้สมาชิกอภิปรายประเด็นที่จะตัดสินใจอย่างเสรี3.ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำและสมาชิก ผู้นำที่เป็นเพื่อนหรือสนิทสนมคุ้นเคยกับสมาชิก ย่อมต้องใช้วิธีการบริหารจัดการที่แตกต่างจากผู้นำที่ไม่รู้จักสมาชิกเป็นการส่วนตัว4.แหล่งที่มาของอำนาจ ผู้นำที่มีอำนาจจากความชื่นชม มักพบว่าตนเองแทบไม่ต้องใช้วิธีการบังคับหรือขู่จะลงโทษพนักงานเพื่อให้พนักงานทำงานตามเป้าหมาย5.ลักษณะงานงานที่จำเป็นต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์ เช่น งานสร้างโฆษณา ผู้นำจำเป็นต้องสร้างบรรยากาศการทำงานแบบหลวมๆ เป็นกันเอง6.คุณลักษณะเฉพาะ การที่แต่ละคนมีคุณลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกัน ผู้นำจึงควรมีวิธีในการบริหารงานให้สอดคล้องกับคุณลักษณะของตนเองด้วย7.วุฒิภาวะของผู้ตาม เป็นอีกปัจจัยที่มีความสำคัญในการกำหนดวิธีการบริหารงานของผู้นำ หากผู้ตามมีวุฒิภาวะสูง ผู้นำอาจมอบหมายความรับผิดชอบในการตัดสินใจ(นางสาวเอเซีย พิทยาพละ 12590112)
1.ความต้องการของพนักงาน (Employee 's needs) ความต้องการของพนักงานเป็นปัจจัยที่มีส่วนกำหนดวิธีการที่ผู้นำใช้ในการบริหารงานกล่าวคือเมื่อความต้องการของพนักงานแตกต่างกันออกไปย่อมส่งผลให้ผู้นำเลือกใช้วิธีการบริหารงานที่แตกต่างกันเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของพนักงานคนนั้นๆหากพนักงานต้องการชื่อเสียงเกียรติยศผู้นำจำเป็นต้องเน้นการให้เกียรติและยกย่องในความสำเร็จของพนักงานมากที่สุดแต่หากพนักงานต้องการความรักและความผูกพันกับสมาชิกในองค์กรผู้นำต้องเน้นที่ความรู้สึกของพนักงานและการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกองค์กรเป็นต้น
ตอบลบ2.ลักษณะการตัดสินใจของกลุ่ม (Group Decision Making) กลุ่มแต่ละกลุ่มย่อมมีลักษณะการตัดสินใจที่แตกต่างกันกลุ่มบางกลุ่มอาจเปิดให้สมาชิกอภิปรายประเด็นที่จะตัดสินใจอย่างเสรีแล้วลงคะแนนเสียงเพื่อหาข้อสรุปโดยเสียงข้างมากผู้นำที่บริหารจัดการในกลุ่มที่มีการตัดสินใจลักษณะดังกล่าวอาจเข้าร่วมอภิปรายออกความเห็นและเมื่อประชุมเป็นเวลาสมควรแล้วผู้นำอาจสรุปขอให้ที่ประชุมลงคะแนนเสียงได้ทันทีแต่บางกลุ่มอาจไม่ต้องการให้มีการลงคะแนนเสียงเนื่องจากเกรงว่าจะเกิดการแตกแยกจึงเน้นให้สมาชิกพยายามโน้มน้าวความเห็นของกันและกันจนทุกคนเห็นชอบร่วมกันแล้วจึงตัดสินใจผู้นำที่อยู่ในกลุ่มที่มีการตัดสินใจลักษณะนี้อาจต้องระมัดระวังด้านความรู้สึกของสมาชิกกลุ่มและผู้นำย่อมไม่สามารถตัดบทการอภิปรายเพื่อให้ลงมติหากเห็นว่าสมาชิกกลุ่มยังไม่มีความเห็นเป็นเอกฉันท์ผู้นำที่ดีจึงจำเป็นต้องศึกษาลักษณะการตัดสินใจของสมาชิกกลุ่มให้ชัดเจนแล้วจึงเลือกวิธีการที่เหมาะสมในการบริหารงานกลุ่ม
3.ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำและสมาชิก (Leader / Member Relations) ผู้นำที่เป็นเพื่อนหรือสนิทสนมคุ้นเคยกับสมาชิกย่อมต้องใช้วิธีการบริหารจัดการที่แตกต่างจากผู้นำที่ไม่รู้จักสมาชิกเป็นการส่วนตัวอาทิในการทำรายงานกลุ่มของนิสิตนักศึกษาในมหาวิทยาลัยแม้จะมีกำหนดให้สมาชิกคนหนึ่งเป็นผู้นำกลุ่มแต่ผู้นำคนดังกล่าวย่อมไม่สามารถใช้เพียงการออกคำสั่งเพื่อให้สมาชิกปฏิบัติตามได้แต่ต้องขอร้องเพื่อนให้ทำงานตามแนวทางที่ประสงค์ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำกับสมาชิกจึงเป็นอีกปัจจัยที่มีผลต่อการชี้นำอย่างไรก็ตามในองค์กรทั่วไปผู้นำย่อมสามารถออกคำสั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาปฏิบัติงานในหน้าที่ได้
4.แหล่งที่มาของอำนาจ (Power Sources) ผู้นำที่มีอำนาจจากความชื่นชม (Referent Power) มักพบว่าตนเองแทบไม่ต้องใช้วิธีการบังคับหรือขู่จะลงโทษพนักงานเพื่อให้พนักงานทำงานตามเป้าประสงค์เนื่องจากพนักงานมีความรักชื่นชมและยินยอมพร้อมใจในการทำงานอยู่แล้วซึ่งแตกต่างจากผู้นำที่มีเพียงอำนาจในการให้โทษย่อมต้องอาศัยการบังคับและขู่เข็ญในการลงโทษจึงจะทำให้พนักงานทำงานตามที่ต้องการได้
5.ลักษณะงาน (Task Structure) งานที่จำเป็นต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์เช่นงานสร้างโฆษณาผู้นำจำเป็นต้องสร้างบรรยากาศการทำงานแบบหลวมๆเป็นกันเองเน้นความรู้สึกของคนมากกว่างานในโรงงานซึ่งเป็นงานที่มีลักษณะชัดเจนตายตัวที่ผู้นำจำเป็นต้องบริหารงานโดยอาศัยกฎระเบียบและคำสั่งในการทำงาน
6.คุณลักษณะเฉพาะ (Traits) การที่แต่ละคนมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันผู้นำจึงควรเลือกวิธีในการบริหารงานให้สอดคล้องกับคุณลักษณะเฉพาะของตนเองด้วยเช่นหากตนเองเป็นคนที่อ่อนไหวไม่สามารถรับเรื่องกระเทือนใจหรือความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้ก็ไม่ควรเลือกใช้ภาวะผู้นำแบบอัตนิยมในการบริหารเนื่องจากอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างตนเองกับสมาชิกกลุ่มได้ง่ายเป็นต้น
7.วุฒิภาวะของผู้ตาม (Maturity of Followers) วุฒิภาวะของผู้ตามเป็นอีกปัจจัยหนึ่งซึ่งมีความสำคัญในการกำหนดวิธีการบริหารงานของผู้นำหากผู้ตามมีวุฒิภาวะสูงผู้นำอาจมอบหมายความรับผิดชอบในการตัดสินใจและการทำงานให้ผู้ตามได้ทั้งหมดซึ่งตรงข้ามกับผู้ตามที่มีวุฒิภาวะผู้นำย่อมไม่ควรมุ่งเน้นที่ผู้ตามแต่ต้องเน้นที่ตัวผู้นำเองเพื่อให้การทำงานสามารถสำเร็จตามประสงค์ได้โดยผู้นำจะต้องกำหนดวิธีการทำงานแล้วออกคำสั่งให้ผู้ตามปฏิบัติแล้วตรวจติดตามผลอย่างใกล้ชิด
(นางสาวอัมรินทร์ เกมอ 12590105)
ทฤษฎีตามสถานการณ์ (Contingency Theory)เป็นทฤษฎีที่นำปัจจัยสิ่งแวดล้อมของผู้นำมาพิจารณาว่ามีความสำคัญต่อความสำเร็จของผู้บริหารขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมหรือสถานการณ์ที่อำนวยให้ ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อภาวะผู้นำ มีดังนี้
ตอบลบ1. การให้ผู้บริหารตื่นตัวต่อสถานการณ์ต่าง ๆ อยู่เสมอ และตัดสินในปัญหาต่างๆ ตามสถานการณ์อาจทำให้มีคนคิดว่าการที่จะตัดสินใจในปัญหาต่างๆ เล็กๆ น้อยๆ เป็นอย่างดีแล้วจะทำให้การบริหารงานทั้งหมดดีไปเอง ข้อเสนอแนะก็คือ ในกรณีที่การตัดสินใจปัญหาปลีกย่อยจำนวนมากๆ ให้ถูกต้องนั้นก็สำคัญแต่การที่จะต้องตัดสินใจในปัญหาใหญ่ๆ หลักๆก็มีความสำคัญเช่นเดียวกัน ผู้บริหารจำเป็นต้องมีภาพรวมของบทบาทตนเอง องค์การและสภาพแวดล้อม ภาพรวมเหล่านี้จำเป็นและเป็นแนวทางในการตัดสินในปัญหาปลีกย่อยรองลงมาทั้งหลาย
2. ทฤษฎีสถานการณ์ทำให้มองดูเหมือนว่าเป็นเรื่องไม่มีคุณค่ามาเกี่ยวข้อง องค์ประกอบอันเกี่ยวกับสภาพแวดล้อม องค์การและตัวอื่นๆนับเป็นเหมือนสิ่งที่เราต้องตระหนักและแสดงปฏิกิริยาตอบ ถ้าเป็นเช่นนั้นผู้บริหารก็จะไม่ต่างอะไรไปจากบาโรมิเตอร์วัดความเปลี่ยนแปลงของบรรยากาศ ผู้บริหารอาจกลายเป็นเพียงผู้บริหารเพื่อการบริหาร คอยยืนอยู่บนยอดของคลื่นความเปลี่ยนแปลงและสถานการณ์อยู่ตลอดเวลา
(ปิยาภรณ์ ชินวงค์พรหม 12590051)
ทฤษฎีว่าด้วยผู้นำตามสถานการณ์ ตั้งอยู่บนพื้นฐานของแนวคิดที่ว่า ผู้นําที่ประสบความสำเร็จได้นั้นไม่จำเป็นต้องมีคุณลักษณะเฉพาะที่ตายตัวและไม่จำเป็นต้องมีการแสดงออกเชิงพฤติกรรมในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งเท่านั้น หากแต่ผู้นำจะประสบความสำเร็จในการทำงานได้ก็ต่อเมื่อผู้นำสามารถเลือกใช้วิธีการหรือแสดงออกซึ่งพฤติกรรมเป็นผู้นำที่เหมาะสมสอดคล้องกับแต่ละสถานการณ์ ผู้นำที่ผสมจะประยุกต์ใช้ทฤษฎีว่าด้วยผู้นำตามสถานการณ์ให้เกิดประโยชน์กับตนเองจึงต้องศึกษาว่าสถานการณ์หรือปัจจัยต่างๆที่มีผลต่อวิธีการและพฤติกรรมของผู้นำเหล่านั้นมีอะไรบ้าง และแต่ละสถานการณ์ผู้นำควรใช้วิธีการใดในการบริหารงานให้ประสบความสำเร็จได้สูงสุด นักวิจัยหลายคนได้ค้นคว้าถึงสถานการณ์ต่างๆที่ส่งผลต่อภาวะผู้นำและวิธีการที่ผู้นำเรื่องใช้ในหลายรูปแบบซึ่งพอสรุปสถานการณ์ต่างๆที่มีความสำคัญได้ 7 ประการดังนี้
ตอบลบ1 ความต้องการของพนักงาน ความต้องการพนักงานเป็นปัจจัยที่มีส่วนกำหนดวิธีการที่ผู้นำใช้ในการบริหารงานกล่าวคือเมื่อความต้องการของพนักงานแตกต่างกันออกไปจนส่งผลให้ผู้นำเลือกใช้วิธีการบริหารงานที่แตกต่างกันเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของพนักงานคนนั้นๆ
2 ลักษณะการตัดสินใจของกลุ่ม กลุ่มแต่ละกลุ่มย่อมมีลักษณะการตัดสินใจที่แตกต่างกัน กลุ่มบางกลุ่มอาจเปิดให้สมาชิกอภิปราย ประเด็นที่จะตัดสินใจอย่างเสรีแล้วลงคะแนนเสียงเพื่อหาข้อสรุปโดยเสียงข้างมากผู้นำที่บริหารจัดการในกลุ่มที่มีการตัดสินใจลักษณะดังกล่าวอาจเข้ามามีส่วนร่วมอภิปราย ออกความเห็น และเมื่อประชุมเป็นเวลาสมควรแล้วผู้นำอ่านสรุปขอให้ที่ประชุมลงคะแนนเสียงได้ทันที แต่บางกลุ่มอาจไม่ต้องการให้มีการลงคะแนนเสียง เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดความแตกแยก จึงเรียนให้สมาชิกพยายามโน้มน้าวความเห็นของกันและกัน จนทุกคนเห็นชอบร่วมกันแล้วจึงตัดสินใจ
3 ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำและสมาชิก ผู้นำที่เป็นเพื่อนหรือสนิทคุ้นเคยกับสมาชิกย่อมต้องใช้วิธีการบริหารจัดการที่แตกต่างจากผู้นำที่ไม่รู้จัก สมาชิกเป็นการส่วนตัวเช่นในการทำรายงานกลุ่มของนิสิตนักศึกษาในมหาลัยแม้จะมีกำหนดให้สมาชิกคนหนึ่งเป็นผู้นำกลุ่มแต่ผู้นำคนดังกล่าวย่อมไม่สามารถใช้เพียงการออกคำสั่งเพื่อให้สมาชิกปฏิบัติตามได้แต่ต้องร้องขอเพื่อนให้ทำงานตามแนวทางที่ประสงค์
4 แหล่งที่มาของอำนาจ ผู้นำที่มีอำนาจจากความชื่นชมมักพบว่าตัวเองแทบไม่ต้องใช้วิธีการบังคับหรือขู่จะลงโทษพนักงานเพื่อให้พนักงานทำงานตามเป้าหมายเนื่องจากพนักงานมีความรักชื่นชมและยินยอมพร้อมใจในการทำงานอยู่แล้วซึ่งแตกต่างจากผู้นำที่มีเพียงอำนาจในการให้โทษย่อมอาศัยการบังคับและถูกเห็นในการลงโทษ จึงจะทำให้พนักงานทำงานตามที่ต้องการได้
5 ลักษณะงาน งานที่จําเป็นต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์เช่นงานโฆษณาผู้นำจำเป็นต้องสร้างบรรยากาศการทำงานแบบหลวมๆเป็นกันเองและความรู้สึกของคนมากกว่างานในโรงงานซึ่งเป็นงานที่มีลักษณะชัดเจนไปตัวที่ผู้นำจำเป็นต้องบริหารงานโดยอาศัยกฎระเบียบและข้อข้อคำสั่งในการทำงาน
6 คุณลักษณะเฉพาะการที่แต่ละคนมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันผู้นำจึงควรเลือกวิธีในการบริหารงานให้สอดคล้องกับคุณลักษณะเฉพาะของตนเองด้วย
7 วุฒิภาวะของผู้ตาม วุฒิภาวะของผู้ตามเป็นอีกปัจจัยหนึ่งซึ่งมีความสำคัญในการกำหนดวิธีการบริหารงานของผู้นำหากผู้ตามมีวุฒิภาวะสูงผู้นำอาจมอบความ รับผิดชอบในการตัดสินใจและการทำงานให้พูดตามได้ทั้งหมดซึ่งตรงข้ามกับผู้ตามที่มีวุฒิภาวะต่ำผู้นำย่อมไม่ควรมุ่งเน้นที่พูดตามแต่ต้องเน้นที่ตัวผู้นำเองเพื่อให้การทำงานสามารถประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ได้
น.ส. วราภรณ์ ขันสมบัติ 12590069
7. จงอธิบายปัจจัยที่มีผลกระทบต่อภาวะผู้นำ โดยใช้ทฤษฎีภาวะผู้นำตามสถานการณ์
ตอบลบตอบ : ทฤษฎีว่าด้วยผู้นำตามสถานการณ์ตั้งอยู่บนพื้นฐานของแนวคิดที่ว่า ผู้นำที่ประสบความสำเร็จได้นั้นต้องมีคุณลักษณะเฉพาะที่ตายตัวและไม่จำเป็นต้องมีการแสดงออกเชิงพฤติกรรมในรูปแบบในรูปแบบหนึ่งเท่านั้น หากแต่ผู้นำจะประสบความสำเร็จในการทำงานได้ก็ต่อเมื่อผู้นำสามารถเลือกใช้วิธีการหรือแสดงออกซึ่งพฤติกรรมการเป็นผู้นำที่เหมาะสมสอดคล้องกับแต่ละสถานการณ์
นักวิจัยหลายคนได้ค้นคว้าถึงสถานการณ์ต่างๆที่ส่งผลต่อภาวะผู้นำ และวิธีการที่ผู้นำเลือกใช้ในหลายรูปแบบ ซึ่งพอสรุปสถานการณ์ต่างๆที่มีความสัญได้ 7 ประการ ดังต่อไปนี้
1. ความต้องการของพนักงาน : ความต้องการของพนักงานเป็นปัจจัยที่มีส่วนกำหนดวิธีการที่ผู้นำใช้ในการบริหารงาน กล่าวคือ เมื่อความต้องการของพนักงานแตกต่างกันออกไปย่อมส่งผลให้ผู้นำเลือกใช้วิธีการบริหารงานที่แตกต่างกันเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของพนักงานคนนั้นๆ
2. ลักาณะการตัดสินใจของกลุ่ม : กลุ่มแต่ละกลุ่มย่อมมีลักษณะการตัดสินใจที่แตกต่างกัน กลุ่มบางกลุ่มอาจเปิดให้สมาชิกอภิปรายประเด็นที่จะตัดสินใจอย่างเสรี แล้วลงคะแนนเสียงเพื่อหาข้อสรุปโดยเสียงข้างมาก ผู้นำที่บริหารจัดการในกลุ่มที่มีการตัดสินใจลักษณะดังกล่าว อาจเข้าร่วมอภิปราย ออกความเห็น และเมื่อประชุมเป็นเวลาสมควรแล้ว ผู้นำอาจสรุปขอให้ที่ประชุมลงคะแนนเสียงได้ทันที แต่บางกลุ่มอาจไม่ต้องการให้มีการลงคะแนนเสียง เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดการแตกแยก จึงเน้นให้สมาชิกพยายามโน้มน้าวความเห้นของกันและกันจนทุกคนเห็นชอบร่วมกันแล้วจึงตัดสินใจ
3. ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำกับสมาชิก : ผู้นำที่เป้นเพื่อนหรือสนิทสนมคุ้นเคยกับสมาชิกย่อมต้องใช้วิธีการบริหารจัดการที่แตกต่างจากผู้นำที่ไม่รู้จกสมาชิกเป็นการส่วนตัว
4. แหล่งที่มาของอำนาจ : ผู้นำที่มีอำนาจจากความชื่นชมมักพบว่าตนเองแทบไม่ต้องใช้วิธีการบังคับหรือขู่จะลงโทษพนักงานเพื่อให้พนักงานทำงานตามเป้าประสงค์ เนื่องจจากพนักงานมีความรักชื่นชมและยินยอมพร้อมใจในการทำงานอยู่แล้ว ซึ่งแตกต่างจากผู้นำที่มีเพียงอำนาจในการให้โทษ ย่อมต้องอาศัยการบังคับและขู่เข็ญในการลงโทษจึงจะทำให้พนักงานทำงานตามที่ต้องการได้
5. ลักาณะงาน : งานที่จำเป็นต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์ เช่น งานสร้างโฆษณา ผู้นำจำเป็นต้องสร้างบรรยากาศทำงานแบบหลวมๆ เป็นกันเอง เน้นความรู้สึกของคนมากกว่างานในโรงงานซึ่งเป็นงานที่มีลักษณะชัดเจนตายตัว ที่ผู้นำจำเป็นต้องบริหารงานโดยอาศัยกฎระเบียบและคำสั่งในการทำงาน
6. คุณลักษณะเฉพาะ : การที่แต่ละคนมีลักษณะที่แตกต่างกัน ผู้นำจึงควรเลือกวิธีในการบริหารงานให้สอกดคล้องกับคุณลักษณะเฉพาะของตนเองด้วย
7. วุฒิภาวะผู้ตาม : วุฒิภาวะของผู้ตามเป็นอีกปัจจัยหนึ่งซึ่งมีความสำคัญในการกำหนดวิธีการบริหารงานของผู้นำ หากผู้ตามมีวุฒิภาวะสูง ผู้นำอาจมอบหมายความรับผิดชอบในการตัดสินใจและการทำงานให้ผู้ตามได้ทั้งหมด ซึ่งตรงข้ามกับผู้ตามที่มีวุฒิภาวะต่ำ ผู้นำย่อมไม่ควรมุ่งเน้นที่ผู้ตาม แต่ต้องเน้นที่ตัวผู้นำเอง เพื่อหะการทำงานสามารถสำเร็จตามประสงค์ได้ โดยผู้นำจะต้องกำหนดวิธีการทำงานแล้วออกคำสั่งให้ผู้ตามปฏิบัติ แล้วตรวจติดตามผลอย่างใกล้ชิด
นางสาวสุดารัตน์ สุขสาม (รหัส 12590090)
นักวิจัยหลายคนได้ค้นคว้าถึงสถานการณ์ต่างๆ ที่ส่งผลต่อภาวะผู้นำ ซึ่งมีความสำคัญได้ 7 ประการ ดังนี้
ตอบลบ1. ความต้องการของพนักงาน ความต้องการของพนักงานเป็นปัจจัยที่มีส่วนกำหนดวิธีการที่ผู้นำใช้ในการบริหารงาน กล่าวคือ เมื่อความต้องการของพนักงานแตกต่างกันออกไปย่อมส่งผลให้ผู้นำเลือกใช้วิธีการบริหารงานที่แตกต่างกันเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของพนักงานคนนั้นๆ
2. ลักาณะการตัดสินใจของกลุ่ม กลุ่มแต่ละกลุ่มย่อมมีลักษณะการตัดสินใจที่แตกต่างกัน กลุ่มบางกลุ่มอาจเปิดให้สมาชิกอภิปรายประเด็นที่จะตัดสินใจอย่างเสรี แล้วลงคะแนนเสียงเพื่อหาข้อสรุปโดยเสียงข้างมาก ผู้นำที่บริหารจัดการในกลุ่มที่มีการตัดสินใจลักษณะดังกล่าว อาจเข้าร่วมอภิปราย ออกความเห็น และเมื่อประชุมเป็นเวลาสมควรแล้ว ผู้นำอาจสรุปขอให้ที่ประชุมลงคะแนนเสียงได้ทันที แต่บางกลุ่มอาจไม่ต้องการให้มีการลงคะแนนเสียง เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดการแตกแยก จึงเน้นให้สมาชิกพยายามโน้มน้าวความเห้นของกันและกันจนทุกคนเห็นชอบร่วมกันแล้วจึงตัดสินใจ
3. ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำกับสมาชิก ผู้นำที่เป้นเพื่อนหรือสนิทสนมคุ้นเคยกับสมาชิกย่อมต้องใช้วิธีการบริหารจัดการที่แตกต่างจากผู้นำที่ไม่รู้จกสมาชิกเป็นการส่วนตัว
4. แหล่งที่มาของอำนาจ ผู้นำที่มีอำนาจจากความชื่นชมมักพบว่าตนเองแทบไม่ต้องใช้วิธีการบังคับหรือขู่จะลงโทษพนักงานเพื่อให้พนักงานทำงานตามเป้าประสงค์ เนื่องจจากพนักงานมีความรักชื่นชมและยินยอมพร้อมใจในการทำงานอยู่แล้ว ซึ่งแตกต่างจากผู้นำที่มีเพียงอำนาจในการให้โทษ ย่อมต้องอาศัยการบังคับและขู่เข็ญในการลงโทษจึงจะทำให้พนักงานทำงานตามที่ต้องการได้
5. ลักาณะงาน งานที่จำเป็นต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์ เช่น งานสร้างโฆษณา ผู้นำจำเป็นต้องสร้างบรรยากาศทำงานแบบหลวมๆ เป็นกันเอง เน้นความรู้สึกของคนมากกว่างานในโรงงานซึ่งเป็นงานที่มีลักษณะชัดเจนตายตัว ที่ผู้นำจำเป็นต้องบริหารงานโดยอาศัยกฎระเบียบและคำสั่งในการทำงาน
6. คุณลักษณะเฉพาะ การที่แต่ละคนมีลักษณะที่แตกต่างกัน ผู้นำจึงควรเลือกวิธีในการบริหารงานให้สอกดคล้องกับคุณลักษณะเฉพาะของตนเองด้วย
7. วุฒิภาวะผู้ตาม วุฒิภาวะของผู้ตามเป็นอีกปัจจัยหนึ่งซึ่งมีความสำคัญในการกำหนดวิธีการบริหารงานของผู้นำ หากผู้ตามมีวุฒิภาวะสูง ผู้นำอาจมอบหมายความรับผิดชอบในการตัดสินใจและการทำงานให้ผู้ตามได้ทั้งหมด
(ชนกนาฎ สหทรัพย์เจริญ 12590012)
ทฤษฎีว่าด้วยผู้นำตามสถานการณ์ ระบุว่าผู้นำที่ประสบความสำเร็จได้นั้นหรือไม่จำเป็นต้องมีคุณลักษณะเฉพาะที่ตายตัว หากแต่จะประสบความสำเร็จได้นั้นหรือไม่จำเป็นต้องมีคุณลักษณะเฉพาะที่ตายตัว หากแต่จะประสบความสำเร็จได้เมื่อเลือกใช้วิธีการหรือแสดงออกที่เหมาะสมสอดคล้องกับแต่ละสถานการณ์ โดยมีปัจจัย 7 ประการที่มีผลต่อรูปแบบภาวะผู้นำ ดังนี้
ตอบลบ1.ความต้องการของพนักงาน เป็นปัจจัยที่มีส่วนกำหนดวิธีการที่ผู้นำใช้ในการบริหารงาน
2.ลักษณะการตัดสินใจของกลุ่ม กลุ่มแต่ละกลุ่มย่อมมีลักษณะการตัดสินใจที่แตกต่างกัน กลุ่มบางกลุ่มอาจเปิดให้สมาชิกอภิปรายประเด็นที่จะตัดสินใจอย่างเสรี
3.ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำและสมาชิก ผู้นำที่เป็นเพื่อนหรือสนิทสนมคุ้นเคยกับสมาชิก ย่อมต้องใช้วิธีการบริหารจัดการที่แตกต่างจากผู้นำที่ไม่รู้จักสมาชิกเป็นการส่วนตัว
4.แหล่งที่มาของอำนาจ ผู้นำที่มีอำนาจจากความชื่นชม มักพบว่าตนเองแทบไม่ต้องใช้วิธีการบังคับหรือขู่จะลงโทษพนักงานเพื่อให้พนักงานทำงานตามเป้าหมาย
5.ลักษณะงาน งานที่จำเป็นต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์ เช่น งานสร้างโฆษณา ผู้นำจำเป็นต้องสร้างบรรยากาศการทำงานแบบหลวมๆ เป็นกันเอง
6.คุณลักษณะเฉพาะ การที่แต่ละคนมีคุณลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกัน ผู้นำจึงควรมีวิธีในการบริหารงานให้สอดคล้องกับคุณลักษณะของตนเองด้วย
7.วุฒิภาวะของผู้ตาม เป็นอีกปัจจัยที่มีความสำคัญในการกำหนดวิธีการบริหารงานของผู้นำ หากผู้ตามมีวุฒิภาวะสูง ผู้นำอาจมอบหมายความรับผิดชอบในการตัดสินใจ
(อารียา ปานทอง 12590109)
ข้อที่ 7
ตอบลบทฤษฎีตามสถานการณ์ (Situational or Contingency Leadership") เป็นทฤษฎีที่นำปัจจัยสิ่งแวดล้อมของผู้นำมาพิจารณาว่า มีความสำคัญต่อความสำเร็จของผู้บริหาร ขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมหรือสถานการณ์ที่อำนวยให้ ได้แก่
1. แนวคิดทฤษฎี 3 – D Management Style เรดดิน เพิ่มมิติประสิทธิผลเข้ากับมิติพฤติกรรมด้านงาน และมิติพฤติกรรมด้านมนุษยสัมพันธ์ เรดดินกล่าวว่าแบบภาวะผู้นำต่างๆอาจมีประสิทธิผลหรือไม่ก็ได้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ซึ่งประสิทธิผลจะหมายถึง การที่ผู้บริหารประสบความสำเร็จในผลงาน ตามบทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบ ที่มีอยู่ แบบภาวะผู้นำจะมีประสิทธิผลมากหรือน้อยไม่ได้ ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการบริหารที่มุ่งงานหรือมนุษยสัมพันธ์ ซึ่งแบบภาวะผู้นำกับสถานการณ์ที่เข้ากันได้อย่างเหมาะสม เรียกว่า มีประสิทธิผล แต่ถ้าไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ เรียกว่า ไม่มีประสิทธิผล และ เรดรินยังแบ่ง
ผู้นำออกเป็น 4 แบบ ผู้นำที่ไม่มีประสิทธิภาพ ลักษณะพื้นฐานภาวะผู้นำ ผู้นำที่มีประสิทธิภาพ
1. Deserter คือ ผู้นำแบบละทิ้งหน้าที่และหนีงาน Separated Bureaucrat คือ ทำงานแบบเครื่องจักรไม่มีความคิดสร้างสรรให้งานเสร็จไปวันๆ
2. Autocrat คือ ผู้นำที่เอาแต่ผลของงานอย่างเดียว Dedicated Benevolent Autocrat คือ มีความเมตตากรุณาผู้ร่วมงานมากขึ้น
3. Missionary คือ เห็นแก่สัมพันธภาพเสียสละทำคนเดียวจึงได้คุณภาพงานต่ำ Related Developer คือ ต้องรู้จักพัฒนาผู้ตามให้มีความรับผิดชอบงานมากขึ้น
4. Compromiser คือ ผู้ประนีประนอมทุก ๆ เรื่อง Integrated Executive คือ ต้องมีผลงานดีเลิศและสัมพันธภาพก็ดีด้วย
(อรณิชา ศรีสมัย 12590102)
ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อภาวะผู้นำโดยใช้ทฤษฎีภาวะผู้นำตามสถานการณ์ ได้เเก่
ตอบลบ1.ความต้องการของพนักงาน (Employee 's needs) ความต้องการของพนักงานเป็นปัจจัยที่มีส่วนกำหนดวิธีการที่ผู้นำใช้ในการบริหารงานกล่าวคือเมื่อความต้องการของพนักงานแตกต่างกันออกไปย่อมส่งผลให้ผู้นำเลือกใช้วิธีการบริหารงานที่แตกต่างกันเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของพนักงานคนนั้นๆหากพนักงานต้องการชื่อเสียงเกียรติยศผู้นำจำเป็นต้องเน้นการให้เกียรติและยกย่องในความสำเร็จของพนักงานมากที่สุดแต่หากพนักงานต้องการความรักและความผูกพันกับสมาชิกในองค์กรผู้นำต้องเน้นที่ความรู้สึกของพนักงานและการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกองค์กรเป็นต้น
2.ลักษณะการตัดสินใจของกลุ่ม (Group Decision Making) กลุ่มแต่ละกลุ่มย่อมมีลักษณะการตัดสินใจที่แตกต่างกันกลุ่มบางกลุ่มอาจเปิดให้สมาชิกอภิปรายประเด็นที่จะตัดสินใจอย่างเสรีแล้วลงคะแนนเสียงเพื่อหาข้อสรุปโดยเสียงข้างมากผู้นำที่บริหารจัดการในกลุ่มที่มีการตัดสินใจลักษณะดังกล่าวอาจเข้าร่วมอภิปรายออกความเห็นและเมื่อประชุมเป็นเวลาสมควรแล้วผู้นำอาจสรุปขอให้ที่ประชุมลงคะแนนเสียงได้ทันทีแต่บางกลุ่มอาจไม่ต้องการให้มีการลงคะแนนเสียงเนื่องจากเกรงว่าจะเกิดการแตกแยกจึงเน้นให้สมาชิกพยายามโน้มน้าวความเห็นของกันและกันจนทุกคนเห็นชอบร่วมกันแล้วจึงตัดสินใจผู้นำที่อยู่ในกลุ่มที่มีการตัดสินใจลักษณะนี้อาจต้องระมัดระวังด้านความรู้สึกของสมาชิกกลุ่มและผู้นำย่อมไม่สามารถตัดบทการอภิปรายเพื่อให้ลงมติหากเห็นว่าสมาชิกกลุ่มยังไม่มีความเห็นเป็นเอกฉันท์ผู้นำที่ดีจึงจำเป็นต้องศึกษาลักษณะการตัดสินใจของสมาชิกกลุ่มให้ชัดเจนแล้วจึงเลือกวิธีการที่เหมาะสมในการบริหารงานกลุ่ม
3.ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำและสมาชิก (Leader / Member Relations) ผู้นำที่เป็นเพื่อนหรือสนิทสนมคุ้นเคยกับสมาชิกย่อมต้องใช้วิธีการบริหารจัดการที่แตกต่างจากผู้นำที่ไม่รู้จักสมาชิกเป็นการส่วนตัวอาทิในการทำรายงานกลุ่มของนิสิตนักศึกษาในมหาวิทยาลัยแม้จะมีกำหนดให้สมาชิกคนหนึ่งเป็นผู้นำกลุ่มแต่ผู้นำคนดังกล่าวย่อมไม่สามารถใช้เพียงการออกคำสั่งเพื่อให้สมาชิกปฏิบัติตามได้แต่ต้องขอร้องเพื่อนให้ทำงานตามแนวทางที่ประสงค์ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำกับสมาชิกจึงเป็นอีกปัจจัยที่มีผลต่อการชี้นำอย่างไรก็ตามในองค์กรทั่วไปผู้นำย่อมสามารถออกคำสั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาปฏิบัติงานในหน้าที่ได้
4.แหล่งที่มาของอำนาจ (Power Sources) ผู้นำที่มีอำนาจจากความชื่นชม (Referent Power) มักพบว่าตนเองแทบไม่ต้องใช้วิธีการบังคับหรือขู่จะลงโทษพนักงานเพื่อให้พนักงานทำงานตามเป้าประสงค์เนื่องจากพนักงานมีความรักชื่นชมและยินยอมพร้อมใจในการทำงานอยู่แล้วซึ่งแตกต่างจากผู้นำที่มีเพียงอำนาจในการให้โทษย่อมต้องอาศัยการบังคับและขู่เข็ญในการลงโทษจึงจะทำให้พนักงานทำงานตามที่ต้องการได้
5.ลักษณะงาน (Task Structure) งานที่จำเป็นต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์เช่นงานสร้างโฆษณาผู้นำจำเป็นต้องสร้างบรรยากาศการทำงานแบบหลวมๆเป็นกันเองเน้นความรู้สึกของคนมากกว่างานในโรงงานซึ่งเป็นงานที่มีลักษณะชัดเจนตายตัวที่ผู้นำจำเป็นต้องบริหารงานโดยอาศัยกฎระเบียบและคำสั่งในการทำงาน
6.คุณลักษณะเฉพาะ (Traits) การที่แต่ละคนมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันผู้นำจึงควรเลือกวิธีในการบริหารงานให้สอดคล้องกับคุณลักษณะเฉพาะของตนเองด้วยเช่นหากตนเองเป็นคนที่อ่อนไหวไม่สามารถรับเรื่องกระเทือนใจหรือความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้ก็ไม่ควรเลือกใช้ภาวะผู้นำแบบอัตนิยมในการบริหารเนื่องจากอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างตนเองกับสมาชิกกลุ่มได้ง่ายเป็นต้น
7.วุฒิภาวะของผู้ตาม (Maturity of Followers) วุฒิภาวะของผู้ตามเป็นอีกปัจจัยหนึ่งซึ่งมีความสำคัญในการกำหนดวิธีการบริหารงานของผู้นำหากผู้ตามมีวุฒิภาวะสูงผู้นำอาจมอบหมายความรับผิดชอบในการตัดสินใจและการทำงานให้ผู้ตามได้ทั้งหมดซึ่งตรงข้ามกับผู้ตามที่มีวุฒิภาวะผู้นำย่อมไม่ควรมุ่งเน้นที่ผู้ตามแต่ต้องเน้นที่ตัวผู้นำเองเพื่อให้การทำงานสามารถสำเร็จตามประสงค์ได้โดยผู้นำจะต้องกำหนดวิธีการทำงานแล้วออกคำสั่งให้ผู้ตามปฏิบัติแล้วตรวจติดตามผลอย่างใกล้ชิด
(นางสาวสิริรัตน์ ศิริพรทุม 12590086)
1.ความต้องการของพนักงาน (Employee 's needs) ความต้องการของพนักงานเป็นปัจจัยที่มีส่วนกำหนดวิธีการที่ผู้นำใช้ในการบริหารงานกล่าวคือเมื่อความต้องการของพนักงานแตกต่างกันออกไปย่อมส่งผลให้ผู้นำเลือกใช้วิธีการบริหารงานที่แตกต่างกันเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของพนักงานคนนั้นๆหากพนักงานต้องการชื่อเสียงเกียรติยศผู้นำจำเป็นต้องเน้นการให้เกียรติและยกย่องในความสำเร็จของพนักงานมากที่สุดแต่หากพนักงานต้องการความรักและความผูกพันกับสมาชิกในองค์กรผู้นำต้องเน้นที่ความรู้สึกของพนักงานและการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกองค์กรเป็นต้น
ตอบลบ2.ลักษณะการตัดสินใจของกลุ่ม (Group Decision Making) กลุ่มแต่ละกลุ่มย่อมมีลักษณะการตัดสินใจที่แตกต่างกันกลุ่มบางกลุ่มอาจเปิดให้สมาชิกอภิปรายประเด็นที่จะตัดสินใจอย่างเสรีแล้วลงคะแนนเสียงเพื่อหาข้อสรุปโดยเสียงข้างมากผู้นำที่บริหารจัดการในกลุ่มที่มีการตัดสินใจลักษณะดังกล่าวอาจเข้าร่วมอภิปรายออกความเห็นและเมื่อประชุมเป็นเวลาสมควรแล้วผู้นำอาจสรุปขอให้ที่ประชุมลงคะแนนเสียงได้ทันทีแต่บางกลุ่มอาจไม่ต้องการให้มีการลงคะแนนเสียงเนื่องจากเกรงว่าจะเกิดการแตกแยกจึงเน้นให้สมาชิกพยายามโน้มน้าวความเห็นของกันและกันจนทุกคนเห็นชอบร่วมกันแล้วจึงตัดสินใจผู้นำที่อยู่ในกลุ่มที่มีการตัดสินใจลักษณะนี้อาจต้องระมัดระวังด้านความรู้สึกของสมาชิกกลุ่มและผู้นำย่อมไม่สามารถตัดบทการอภิปรายเพื่อให้ลงมติหากเห็นว่าสมาชิกกลุ่มยังไม่มีความเห็นเป็นเอกฉันท์ผู้นำที่ดีจึงจำเป็นต้องศึกษาลักษณะการตัดสินใจของสมาชิกกลุ่มให้ชัดเจนแล้วจึงเลือกวิธีการที่เหมาะสมในการบริหารงานกลุ่ม
3.ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำและสมาชิก (Leader / Member Relations) ผู้นำที่เป็นเพื่อนหรือสนิทสนมคุ้นเคยกับสมาชิกย่อมต้องใช้วิธีการบริหารจัดการที่แตกต่างจากผู้นำที่ไม่รู้จักสมาชิกเป็นการส่วนตัวอาทิในการทำรายงานกลุ่มของนิสิตนักศึกษาในมหาวิทยาลัยแม้จะมีกำหนดให้สมาชิกคนหนึ่งเป็นผู้นำกลุ่มแต่ผู้นำคนดังกล่าวย่อมไม่สามารถใช้เพียงการออกคำสั่งเพื่อให้สมาชิกปฏิบัติตามได้แต่ต้องขอร้องเพื่อนให้ทำงานตามแนวทางที่ประสงค์ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำกับสมาชิกจึงเป็นอีกปัจจัยที่มีผลต่อการชี้นำอย่างไรก็ตามในองค์กรทั่วไปผู้นำย่อมสามารถออกคำสั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาปฏิบัติงานในหน้าที่ได้
4.แหล่งที่มาของอำนาจ (Power Sources) ผู้นำที่มีอำนาจจากความชื่นชม (Referent Power) มักพบว่าตนเองแทบไม่ต้องใช้วิธีการบังคับหรือขู่จะลงโทษพนักงานเพื่อให้พนักงานทำงานตามเป้าประสงค์เนื่องจากพนักงานมีความรักชื่นชมและยินยอมพร้อมใจในการทำงานอยู่แล้วซึ่งแตกต่างจากผู้นำที่มีเพียงอำนาจในการให้โทษย่อมต้องอาศัยการบังคับและขู่เข็ญในการลงโทษจึงจะทำให้พนักงานทำงานตามที่ต้องการได้
5.ลักษณะงาน (Task Structure) งานที่จำเป็นต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์เช่นงานสร้างโฆษณาผู้นำจำเป็นต้องสร้างบรรยากาศการทำงานแบบหลวมๆเป็นกันเองเน้นความรู้สึกของคนมากกว่างานในโรงงานซึ่งเป็นงานที่มีลักษณะชัดเจนตายตัวที่ผู้นำจำเป็นต้องบริหารงานโดยอาศัยกฎระเบียบและคำสั่งในการทำงาน
6.คุณลักษณะเฉพาะ (Traits) การที่แต่ละคนมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันผู้นำจึงควรเลือกวิธีในการบริหารงานให้สอดคล้องกับคุณลักษณะเฉพาะของตนเองด้วยเช่นหากตนเองเป็นคนที่อ่อนไหวไม่สามารถรับเรื่องกระเทือนใจหรือความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้ก็ไม่ควรเลือกใช้ภาวะผู้นำแบบอัตนิยมในการบริหารเนื่องจากอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างตนเองกับสมาชิกกลุ่มได้ง่ายเป็นต้น
7.วุฒิภาวะของผู้ตาม (Maturity of Followers) วุฒิภาวะของผู้ตามเป็นอีกปัจจัยหนึ่งซึ่งมีความสำคัญในการกำหนดวิธีการบริหารงานของผู้นำหากผู้ตามมีวุฒิภาวะสูงผู้นำอาจมอบหมายความรับผิดชอบในการตัดสินใจและการทำงานให้ผู้ตามได้ทั้งหมดซึ่งตรงข้ามกับผู้ตามที่มีวุฒิภาวะผู้นำย่อมไม่ควรมุ่งเน้นที่ผู้ตามแต่ต้องเน้นที่ตัวผู้นำเองเพื่อให้การทำงานสามารถสำเร็จตามประสงค์ได้โดยผู้นำจะต้องกำหนดวิธีการทำงานแล้วออกคำสั่งให้ผู้ตามปฏิบัติแล้วตรวจติดตามผลอย่างใกล้ชิด
(นางสาวณัฐฐา จินตกวีพันธุ์ 12590020)
ตอบลบทฤษฎีตามสถานการณ์ (Contingency Theory)เป็นทฤษฎีที่นำปัจจัยสิ่งแวดล้อมของผู้นำมาพิจารณาว่ามีความสำคัญต่อความสำเร็จของผู้บริหารขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมหรือสถานการณ์ที่อำนวยให้ ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อภาวะผู้นำ มีดังนี้
1. การให้ผู้บริหารตื่นตัวต่อสถานการณ์ต่าง ๆ อยู่เสมอ และตัดสินในปัญหาต่างๆ ตามสถานการณ์อาจทำให้มีคนคิดว่าการที่จะตัดสินใจในปัญหาต่างๆ เล็กๆ น้อยๆ เป็นอย่างดีแล้วจะทำให้การบริหารงานทั้งหมดดีไปเอง ข้อเสนอแนะก็คือ ในกรณีที่การตัดสินใจปัญหาปลีกย่อยจำนวนมากๆ ให้ถูกต้องนั้นก็สำคัญแต่การที่จะต้องตัดสินใจในปัญหาใหญ่ๆ หลักๆก็มีความสำคัญเช่นเดียวกัน ผู้บริหารจำเป็นต้องมีภาพรวมของบทบาทตนเอง องค์การและสภาพแวดล้อม ภาพรวมเหล่านี้จำเป็นและเป็นแนวทางในการตัดสินในปัญหาปลีกย่อยรองลงมาทั้งหลาย
2. ทฤษฎีสถานการณ์ทำให้มองดูเหมือนว่าเป็นเรื่องไม่มีคุณค่ามาเกี่ยวข้อง องค์ประกอบอันเกี่ยวกับสภาพแวดล้อม องค์การและตัวอื่นๆนับเป็นเหมือนสิ่งที่เราต้องตระหนักและแสดงปฏิกิริยาตอบ ถ้าเป็นเช่นนั้นผู้บริหารก็จะไม่ต่างอะไรไปจากบาโรมิเตอร์วัดความเปลี่ยนแปลงของบรรยากาศ ผู้บริหารอาจกลายเป็นเพียงผู้บริหารเพื่อการบริหาร คอยยืนอยู่บนยอดของคลื่นความเปลี่ยนแปลงและสถานการณ์อยู่ตลอด
(นางสาวสิริกร ราชมณี12590084)
ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อภาวะผู้นำโดยใช้ทฤษฎีภาวะผู้นำตามสถานการณ์ คือ
ตอบลบ1.ความต้องการของพนักงาน ความต้องการของพนักงานเป็นปัจจัยที่มีส่วนกำหนดวิธีการที่ผู้นำใช้ในการบริหารงาน กล่าวคือ เมื่อความต้องการของพนักงานแตกต่างกันออกไปย่อมส่งผลให้ผู้นำเลือกใช้วิธีการบริหารงานที่แตกต่างกันเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของพนักงานคนนั้นๆ
หากพนักงานต้องการชื่อเสียงเกียรติยศ ผู้นำจำเป็นต้องเน้นการให้เกียรติและยกย่องในความสำเร็จของพนักงานมากที่สุด แต่หากพนักงานต้องการความรักและความผูกพันกับสมาชิกในองค์กร ผู้นำต้องเน้นที่ความรู้สึกของพนักงานและการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกองค์กร เป็นต้น
2.ลักษณะการตัดสินใจของกลุ่ม กลุ่มแต่ละกลุ่มย่อมมีลักษณะการตัดสินใจที่แตกต่างกัน กลุ่มบางกลุ่มอาจเปิดให้สมาชิกอภิปรายประเด็นที่จะตัดสินใจอย่างเสรี แล้วลงคะแนนเสียงเพื่อหาข้อสรุปโดยเสียงข้างมาก ผู้นำที่บริหารจัดการในกลุ่มที่มีการตัดสินใจลักษณะดังกล่าว อาจเข้าร่วมอภิปราย ออกความเห็น และเมื่อประชุมเป็นเวลาสมควรแล้ว ผู้นำอาจสรุปขอให้ที่ประชุมลงคะแนนเสียงได้ทันที แต่บางกลุ่มอาจไม่ต้องการให้มีการลงคะแนนเสียง เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดการแตกแยก จึงเน้นให้สมาชิกพยายามโน้มน้าวความเห็นของกันและกันจนทุกคนเห็นชอบร่วมกันแล้วจึงตัดสินใจ ผู้นำที่อยู่ในกลุ่มที่มีการตัดสินใจลักษณะนี้อาจต้องระมัดระวังด้านความรู้สึกของสมาชิกกลุ่ม และผู้นำย่อมไม่สามารถตัดบทการอภิปรายเพื่อให้ลงมติหากเห็นว่าสมาชิกกลุ่มยังไม่มีความเห็นเป็นเอกฉันท์ ผู้นำที่ดีจึงจำเป็นต้องศึกษาลักษณะการตัดสินใจของสมาชิกกลุ่มให้ชัดเจนแล้วจึงเลือกวิธีการที่เหมาะสมในการบริหารงานกลุ่ม
3.ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำและสมาชิก ผู้นำที่เป็นเพื่อนหรือสนิทสนมคุ้นเคยกับสมาชิกย่อมต้องใช้วิธีการบริหารจัดการที่แตกต่างจากผู้นำที่ไม่รู้จักสมาชิกเป็นการส่วนตัว อาทิ ในการทำรายงานกลุ่มของนิสิตนักศึกษาในมหาวิทยาลัย แม้จะมีกำหนดให้สมาชิกคนหนึ่งเป็นผู้นำกลุ่ม แต่ผู้นำคนดังกล่าวย่อมไม่สามารถใช้เพียงการออกคำสั่ง เพื่อให้สมาชิกปฏิบัติตามได้ แต่ต้องขอร้องเพื่อนให้ทำงานตามแนวทางที่ประสงค์ ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำกับสมาชิกจึงเป็นอีกปัจจัยที่มีผลต่อการชี้นำ อย่างไรก็ตามในองค์กรทั่วไป ผู้นำย่อมสามารถออกคำสั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาปฏิบัติงานในหน้าที่ได้
4.แหล่งที่มาของอำนาจ ผู้นำที่มีอำนาจจากความชื่นชม มักพบว่าตนเองแทบไม่ต้องใช้วิธีการบังคับหรือขู่จะลงโทษพนักงานเพื่อให้พนักงานทำงานตามเป้าประสงค์ เนื่องจากพนักงานมีความรักชื่นชมและยินยอมพร้อมใจในการทำงานอยู่แล้ว ซึ่งแตกต่างจากผู้นำที่มีเพียงอำนาจในการให้โทษย่อมต้องอาศัยการบังคับและขู่เข็ญในการลงโทษจึงจะทำให้พนักงานทำงานตามที่ต้องการได้
5.ลักษณะงาน งานที่จำเป็นต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์ เช่น งานสร้างโฆษณา ผู้นำจำเป็นต้องสร้างบรรยากาศการทำงานแบบหลวมๆเป็นกันเอง เน้นความรู้สึกของคนมากกว่างานในโรงงานซึ่งเป็นงานที่มีลักษณะชัดเจนตายตัว ที่ผู้นำจำเป็นต้องบริหารงานโดยอาศัยกฎระเบียบและคำสั่งในการทำงาน
6.คุณลักษณะเฉพาะ การที่แต่ละคนมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกัน ผู้นำจึงควรเลือกวิธีในการบริหารงานให้สอดคล้องกับคุณลักษณะเฉพาะของตนเองด้วย เช่น หากตนเองเป็นคนที่อ่อนไหว ไม่สามารถรับเรื่องกระเทือนใจหรือความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้ก็ไม่ควรเลือกใช้ภาวะผู้นำแบบอัตนิยมในการบริหารเนื่องจากอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างตนเองกับสมาชิกกลุ่มได้ง่าย เป็นต้น
7.วุฒิภาวะของผู้ตาม วุฒิภาวะของผู้ตามเป็นอีกปัจจัยหนึ่งซึ่งมีความสำคัญในการกำหนดวิธีการบริหารงานของผู้นำหากผู้ตามมีวุฒิภาวะสูง ผู้นำอาจมอบหมายความรับผิดชอบในการตัดสินใจและการทำงานให้ผู้ตามได้ทั้งหมด ซึ่งตรงข้ามกับผู้ตามที่มีวุฒิภาวะต่ำ ผู้นำย่อมไม่ควรมุ่งเน้นที่ผู้ตาม แต่ต้องเน้นที่ตัวผู้นำเอง เพื่อให้การทำงานสามารถสำเร็จตามประสงค์ได้ โดยผู้นำจะต้องกำหนดวิธีการทำงานแล้วออกคำสั่งให้ผู้ตามปฏิบัติ แล้วตรวจติดตามผลอย่างใกล้ชิด
(นางสาวกรกนก จันทร์พันธุ์ 12590003)
ความคิดเห็นนี้ถูกผู้เขียนลบ
ตอบลบทฤษฎีว่าด้วยผู้นำตามสถานการณ์ ตั้งอยู่บนพื้นฐานของแนวคิดที่ว่า ผู้นําที่ประสบความสำเร็จได้นั้นไม่จำเป็นต้องมีคุณลักษณะเฉพาะที่ตายตัวและไม่จำเป็นต้องมีการแสดงออกเชิงพฤติกรรมในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งเท่านั้น หากแต่ผู้นำจะประสบความสำเร็จในการทำงานได้ก็ต่อเมื่อผู้นำสามารถเลือกใช้วิธีการหรือแสดงออกซึ่งพฤติกรรมเป็นผู้นำที่เหมาะสมสอดคล้องกับแต่ละสถานการณ์ เพื่อให้ผู้นำเลือกใช้วิธีการใดในการบริหารงานให้ประสบความสำเร็จได้สูงสุด ซึ่งพอสรุปสถานการณ์ต่างๆที่มีความสำคัญได้ 7 ประการดังนี้
ตอบลบ1ความต้องการของพนักงาน คือเมื่อความต้องการของพนักงานแตกต่างกันออกไปจนส่งผลให้ผู้นำเลือกใช้วิธีการบริหารงานที่แตกต่างกันเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของพนักงานคนนั้นๆ
2ลักษณะการตัดสินใจของกลุ่ม กลุ่มแต่ละกลุ่มย่อมมีลักษณะการตัดสินใจที่แตกต่างกัน กลุ่มบางกลุ่มอาจเปิดให้สมาชิกอภิปราย ประเด็นที่จะตัดสินใจอย่างเสรีแล้วลงคะแนนเสียงเพื่อหาข้อสรุปโดยเสียงข้างมากผู้นำที่บริหารจัดการในกลุ่มที่มีการตัดสินใจลักษณะดังกล่าวอาจเข้ามามีส่วนร่วมอภิปราย ออกความเห็น และเมื่อประชุมเป็นเวลาสมควรแล้วผู้นำอ่านสรุปขอให้ที่ประชุมลงคะแนนเสียงได้ทันที แต่บางกลุ่มอาจไม่ต้องการให้มีการลงคะแนนเสียง เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดความแตกแยก จึงเรียนให้สมาชิกพยายามโน้มน้าวความเห็นของกันและกัน จนทุกคนเห็นชอบร่วมกันแล้วจึงตัดสินใจ
3ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำและสมาชิก ผู้นำที่เป็นเพื่อนหรือสนิทคุ้นเคยกับสมาชิกย่อมต้องใช้วิธีการบริหารจัดการที่แตกต่างจากผู้นำที่ไม่รู้จักสมาชิกเป็นการส่วนตัวเช่นในการทำรายงานกลุ่มของนิสิตนักศึกษาในมหาลัยแม้จะมีกำหนดให้สมาชิกคนหนึ่งเป็นผู้นำกลุ่มแต่ผู้นำคนดังกล่าวย่อมไม่สามารถใช้เพียงการออกคำสั่งเพื่อให้สมาชิกปฏิบัติตามได้แต่ต้องร้องขอเพื่อนให้ทำงานตามแนวทางที่ประสงค์
4แหล่งที่มาของอำนาจ ผู้นำที่มีอำนาจจากความชื่นชมมักพบว่าตัวเองแทบไม่ต้องใช้วิธีการบังคับหรือขู่จะลงโทษพนักงานเพื่อให้พนักงานทำงานตามเป้าหมาย
5ลักษณะงาน งานที่จําเป็นต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์เช่นงานโฆษณาผู้นำจำเป็นต้องสร้างบรรยากาศการทำงานแบบหลวมๆเป็นกันเองและความรู้สึกของคนมากกว่างานในโรงงานซึ่งเป็นงานที่มีลักษณะชัดเจนไปตัวที่ผู้นำจำเป็นต้องบริหารงานโดยอาศัยกฎระเบียบและข้อข้อคำสั่งในการทำงาน
6คุณลักษณะเฉพาะการที่แต่ละคนมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันผู้นำจึงควรเลือกวิธีในการบริหารงานให้สอดคล้องกับคุณลักษณะเฉพาะของตนเองด้วย
7วุฒิภาวะของผู้ตาม วุฒิภาวะของผู้ตามเป็นอีกปัจจัยหนึ่งซึ่งมีความสำคัญในการกำหนดวิธีการบริหารงานของผู้นำหากผู้ตามมีวุฒิภาวะสูงผู้นำอาจมอบความ รบผิดชอบในการตัดสินใจและการทำงานให้พูดตามได้ทั้งหมดซึ่งตรงข้ามกับผู้ตามที่มีวุฒิภาวะต่ำผู้นำย่อมไม่ควรมุ่งเน้นที่พูดตามแต่ต้องเน้นที่ตัวผู้นำเอง
(ปวีณา เกตุแย้ม 12590047)
ทฤษฎีตามสถานการณ์ (Contingency Theory)เป็นทฤษฎีที่นำปัจจัยสิ่งแวดล้อมของผู้นำมาพิจารณาว่ามีความสำคัญต่อความสำเร็จของผู้บริหารขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมหรือสถานการณ์ที่อำนวยให้ ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อภาวะผู้นำ มีดังนี้
ตอบลบ1. การให้ผู้บริหารตื่นตัวต่อสถานการณ์ต่าง ๆ อยู่เสมอ และตัดสินในปัญหาต่างๆ ตามสถานการณ์อาจทำให้มีคนคิดว่าการที่จะตัดสินใจในปัญหาต่างๆ เล็กๆ น้อยๆ เป็นอย่างดีแล้วจะทำให้การบริหารงานทั้งหมดดีไปเอง ข้อเสนอแนะก็คือ ในกรณีที่การตัดสินใจปัญหาปลีกย่อยจำนวนมากๆ ให้ถูกต้องนั้นก็สำคัญแต่การที่จะต้องตัดสินใจในปัญหาใหญ่ๆ หลักๆก็มีความสำคัญเช่นเดียวกัน ผู้บริหารจำเป็นต้องมีภาพรวมของบทบาทตนเอง องค์การและสภาพแวดล้อม ภาพรวมเหล่านี้จำเป็นและเป็นแนวทางในการตัดสินในปัญหาปลีกย่อยรองลงมาทั้งหลาย
2. ทฤษฎีสถานการณ์ทำให้มองดูเหมือนว่าเป็นเรื่องไม่มีคุณค่ามาเกี่ยวข้อง องค์ประกอบอันเกี่ยวกับสภาพแวดล้อม องค์การและตัวอื่นๆนับเป็นเหมือนสิ่งที่เราต้องตระหนักและแสดงปฏิกิริยาตอบ ถ้าเป็นเช่นนั้นผู้บริหารก็จะไม่ต่างอะไรไปจากบาโรมิเตอร์วัดความเปลี่ยนแปลงของบรรยากาศ ผู้บริหารอาจกลายเป็นเพียงผู้บริหารเพื่อการบริหาร คอยยืนอยู่บนยอดของคลื่นความเปลี่ยนแปลงและสถานการณ์อยู่ตลอดเวลา
(นางสาว สรัสนันท์ บุญมี 12590080)
ทฤษฎีว่าด้วยผู้นำตามสถานการณ์ ระบุว่าผู้นำที่ประสบความสำเร็จได้นั้นไม่จำเป็นต้องมีคุณลักษณะเฉพาะที่ตายตัว หากแต่จะประสบความสำเร็จได้เมื่อเลือกใช้วิธีที่เหมาะสมสอดคล้องกับแต่ละสถานการณ์
ตอบลบ1.ความต้องการของพนักงาน
เป็นปัจจัยที่มีส่วนกำหนดวิธีการที่ผู้นำใช้ในการบริหารงาน
2.ลักษณะการตัดสินใจของกลุ่ม
กลุ่มแต่ละกลุ่มย่อมมีลักษณะการตัดสินใจที่แตกต่างกัน กลุ่มบางกลุ่มอาจเปิดให้สมาชิกอภิปรายประเด็นที่จะตัดสินใจอย่างเสรี
3.ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำและสมาชิก
ผู้นำที่เป็นเพื่อนหรือสนิทสนมคุ้นเคยกับสมาชิก ย่อมต้องใช้วิธีการบริหารจัดการที่แตกต่างจากผู้นำที่ไม่รู้จักสมาชิกเป็นการส่วนตัว
4.แหล่งที่มาของอำนาจ
ผู้นำที่มีอำนาจจากความชื่นชม มักพบว่าตนเองแทบไม่ต้องใช้วิธีการบังคับหรือขู่จะลงโทษพนักงานเพื่อให้พนักงานทำงานตามเป้าหมาย
5.ลักษณะงาน
งานที่จำเป็นต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์ เช่น งานสร้างโฆษณา ผู้นำจำเป็นต้องสร้างบรรยากาศการทำงานแบบหลวมๆ เป็นกันเอง
6.คุณลักษณะเฉพาะ
การที่แต่ละคนมีคุณลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกัน ผู้นำจึงควรมีวิธีในการบริหารงานให้สอดคล้องกับคุณลักษณะของตนเองด้วย
7.วุฒิภาวะของผู้ตาม
เป็นอีกปัจจัยที่มีความสำคัญในการกำหนดวิธีการบริหารงานของผู้นำ หากผู้ตามมีวุฒิภาวะสูง ผู้นำอาจมอบหมายความรับผิดชอบในการตัดสินใจ
(อภิษฐา เนียมศิริ 12590101)
ทฤษฎีว่าด้วยผู้นำตามสถานการณ์ ตั้งอยู่บนพื้นฐานของแนวคิดที่ว่า ผู้นําที่ประสบความสำเร็จได้นั้นไม่จำเป็นต้องมีคุณลักษณะเฉพาะที่ตายตัวและไม่จำเป็นต้องมีการแสดงออกเชิงพฤติกรรมในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งเท่านั้น หากแต่ผู้นำจะประสบความสำเร็จในการทำงานได้ก็ต่อเมื่อผู้นำสามารถเลือกใช้วิธีการหรือแสดงออกซึ่งพฤติกรรมเป็นผู้นำที่เหมาะสมสอดคล้องกับแต่ละสถานการณ์ ผู้นำที่ผสมจะประยุกต์ใช้ทฤษฎีว่าด้วยผู้นำตามสถานการณ์ให้เกิดประโยชน์กับตนเองจึงต้องศึกษาว่าสถานการณ์หรือปัจจัยต่างๆที่มีผลต่อวิธีการและพฤติกรรมของผู้นำเหล่านั้นมีอะไรบ้าง และแต่ละสถานการณ์ผู้นำควรใช้วิธีการใดในการบริหารงานให้ประสบความสำเร็จได้สูงสุด นักวิจัยหลายคนได้ค้นคว้าถึงสถานการณ์ต่างๆที่ส่งผลต่อภาวะผู้นำและวิธีการที่ผู้นำเรื่องใช้ในหลายรูปแบบซึ่งพอสรุปสถานการณ์ต่างๆที่มีความสำคัญได้ 7 ประการดังนี้
ตอบลบ1 ความต้องการของพนักงาน ความต้องการพนักงานเป็นปัจจัยที่มีส่วนกำหนดวิธีการที่ผู้นำใช้ในการบริหารงานกล่าวคือเมื่อความต้องการของพนักงานแตกต่างกันออกไปจนส่งผลให้ผู้นำเลือกใช้วิธีการบริหารงานที่แตกต่างกันเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของพนักงานคนนั้นๆ
2 ลักษณะการตัดสินใจของกลุ่ม กลุ่มแต่ละกลุ่มย่อมมีลักษณะการตัดสินใจที่แตกต่างกัน กลุ่มบางกลุ่มอาจเปิดให้สมาชิกอภิปราย ประเด็นที่จะตัดสินใจอย่างเสรีแล้วลงคะแนนเสียงเพื่อหาข้อสรุปโดยเสียงข้างมากผู้นำที่บริหารจัดการในกลุ่มที่มีการตัดสินใจลักษณะดังกล่าวอาจเข้ามามีส่วนร่วมอภิปราย ออกความเห็น และเมื่อประชุมเป็นเวลาสมควรแล้วผู้นำอ่านสรุปขอให้ที่ประชุมลงคะแนนเสียงได้ทันที แต่บางกลุ่มอาจไม่ต้องการให้มีการลงคะแนนเสียง เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดความแตกแยก จึงเรียนให้สมาชิกพยายามโน้มน้าวความเห็นของกันและกัน จนทุกคนเห็นชอบร่วมกันแล้วจึงตัดสินใจ
3 ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำและสมาชิก ผู้นำที่เป็นเพื่อนหรือสนิทคุ้นเคยกับสมาชิกย่อมต้องใช้วิธีการบริหารจัดการที่แตกต่างจากผู้นำที่ไม่รู้จัก สมาชิกเป็นการส่วนตัวเช่นในการทำรายงานกลุ่มของนิสิตนักศึกษาในมหาลัยแม้จะมีกำหนดให้สมาชิกคนหนึ่งเป็นผู้นำกลุ่มแต่ผู้นำคนดังกล่าวย่อมไม่สามารถใช้เพียงการออกคำสั่งเพื่อให้สมาชิกปฏิบัติตามได้แต่ต้องร้องขอเพื่อนให้ทำงานตามแนวทางที่ประสงค์
4 แหล่งที่มาของอำนาจ ผู้นำที่มีอำนาจจากความชื่นชมมักพบว่าตัวเองแทบไม่ต้องใช้วิธีการบังคับหรือขู่จะลงโทษพนักงานเพื่อให้พนักงานทำงานตามเป้าหมายเนื่องจากพนักงานมีความรักชื่นชมและยินยอมพร้อมใจในการทำงานอยู่แล้วซึ่งแตกต่างจากผู้นำที่มีเพียงอำนาจในการให้โทษย่อมอาศัยการบังคับและถูกเห็นในการลงโทษ จึงจะทำให้พนักงานทำงานตามที่ต้องการได้
5 ลักษณะงาน งานที่จําเป็นต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์เช่นงานโฆษณาผู้นำจำเป็นต้องสร้างบรรยากาศการทำงานแบบหลวมๆเป็นกันเองและความรู้สึกของคนมากกว่างานในโรงงานซึ่งเป็นงานที่มีลักษณะชัดเจนไปตัวที่ผู้นำจำเป็นต้องบริหารงานโดยอาศัยกฎระเบียบและข้อข้อคำสั่งในการทำงาน
6 คุณลักษณะเฉพาะการที่แต่ละคนมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันผู้นำจึงควรเลือกวิธีในการบริหารงานให้สอดคล้องกับคุณลักษณะเฉพาะของตนเองด้วย
7 วุฒิภาวะของผู้ตาม วุฒิภาวะของผู้ตามเป็นอีกปัจจัยหนึ่งซึ่งมีความสำคัญในการกำหนดวิธีการบริหารงานของผู้นำหากผู้ตามมีวุฒิภาวะสูงผู้นำอาจมอบความ รับผิดชอบในการตัดสินใจและการทำงานให้พูดตามได้ทั้งหมดซึ่งตรงข้ามกับผู้ตามที่มีวุฒิภาวะต่ำผู้นำย่อมไม่ควรมุ่งเน้นที่พูดตามแต่ต้องเน้นที่ตัวผู้นำเองเพื่อให้การทำงานสามารถประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ได้
สุภัทษา สนธิช่วย 12590096
มีปัจจัย 7 ประการที่มีผลต่อรูปแบบภาวะผู้นำ ดังนี้
ตอบลบ1.ความต้องการของพนักงาน เป็นปัจจัยที่มีส่วนกำหนดวิธีการที่ผู้นำใช้ในการบริหารงาน
2.ลักษณะการตัดสินใจของกลุ่ม กลุ่มแต่ละกลุ่มย่อมมีลักษณะการตัดสินใจที่แตกต่างกัน กลุ่มบางกลุ่มอาจเปิดให้สมาชิกอภิปรายประเด็นที่จะตัดสินใจอย่างเสรี
3.ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำและสมาชิก ผู้นำที่เป็นเพื่อนหรือสนิทสนมคุ้นเคยกับสมาชิก ย่อมต้องใช้วิธีการบริหารจัดการที่แตกต่างจากผู้นำที่ไม่รู้จักสมาชิกเป็นการส่วนตัว
4.แหล่งที่มาของอำนาจ ผู้นำที่มีอำนาจจากความชื่นชม มักพบว่าตนเองแทบไม่ต้องใช้วิธีการบังคับหรือขู่จะลงโทษพนักงานเพื่อให้พนักงานทำงานตามเป้าหมาย
5.ลักษณะงาน งานที่จำเป็นต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์ เช่น งานสร้างโฆษณา ผู้นำจำเป็นต้องสร้างบรรยากาศการทำงานแบบหลวมๆ เป็นกันเอง
6.คุณลักษณะเฉพาะ การที่แต่ละคนมีคุณลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกัน ผู้นำจึงควรมีวิธีในการบริหารงานให้สอดคล้องกับคุณลักษณะของตนเองด้วย
7.วุฒิภาวะของผู้ตาม เป็นอีกปัจจัยที่มีความสำคัญในการกำหนดวิธีการบริหารงานของผู้นำ หากผู้ตามมีวุฒิภาวะสูง
(นางสาวภิตตมาตุ์ เอื้ออรุณชัย 12590062)
นักวิจัยหลายคนได้ค้นคว้าถึงสถานการณ์ต่างๆ ที่ส่งผลต่อภาวะผู้นำ ซึ่งมีความสำคัญได้ 7 ประการ ดังนี้
ตอบลบ1. ความต้องการของพนักงาน ความต้องการของพนักงานเป็นปัจจัยที่มีส่วนกำหนดวิธีการที่ผู้นำใช้ในการบริหารงาน กล่าวคือ เมื่อความต้องการของพนักงานแตกต่างกันออกไปย่อมส่งผลให้ผู้นำเลือกใช้วิธีการบริหารงานที่แตกต่างกันเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของพนักงานคนนั้นๆ
2. ลักาณะการตัดสินใจของกลุ่ม กลุ่มแต่ละกลุ่มย่อมมีลักษณะการตัดสินใจที่แตกต่างกัน กลุ่มบางกลุ่มอาจเปิดให้สมาชิกอภิปรายประเด็นที่จะตัดสินใจอย่างเสรี แล้วลงคะแนนเสียงเพื่อหาข้อสรุปโดยเสียงข้างมาก ผู้นำที่บริหารจัดการในกลุ่มที่มีการตัดสินใจลักษณะดังกล่าว อาจเข้าร่วมอภิปราย ออกความเห็น และเมื่อประชุมเป็นเวลาสมควรแล้ว ผู้นำอาจสรุปขอให้ที่ประชุมลงคะแนนเสียงได้ทันที แต่บางกลุ่มอาจไม่ต้องการให้มีการลงคะแนนเสียง เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดการแตกแยก จึงเน้นให้สมาชิกพยายามโน้มน้าวความเห้นของกันและกันจนทุกคนเห็นชอบร่วมกันแล้วจึงตัดสินใจ
3. ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำกับสมาชิก ผู้นำที่เป้นเพื่อนหรือสนิทสนมคุ้นเคยกับสมาชิกย่อมต้องใช้วิธีการบริหารจัดการที่แตกต่างจากผู้นำที่ไม่รู้จกสมาชิกเป็นการส่วนตัว
4. แหล่งที่มาของอำนาจ ผู้นำที่มีอำนาจจากความชื่นชมมักพบว่าตนเองแทบไม่ต้องใช้วิธีการบังคับหรือขู่จะลงโทษพนักงานเพื่อให้พนักงานทำงานตามเป้าประสงค์ เนื่องจจากพนักงานมีความรักชื่นชมและยินยอมพร้อมใจในการทำงานอยู่แล้ว ซึ่งแตกต่างจากผู้นำที่มีเพียงอำนาจในการให้โทษ ย่อมต้องอาศัยการบังคับและขู่เข็ญในการลงโทษจึงจะทำให้พนักงานทำงานตามที่ต้องการได้
5. ลักาณะงาน งานที่จำเป็นต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์ เช่น งานสร้างโฆษณา ผู้นำจำเป็นต้องสร้างบรรยากาศทำงานแบบหลวมๆ เป็นกันเอง เน้นความรู้สึกของคนมากกว่างานในโรงงานซึ่งเป็นงานที่มีลักษณะชัดเจนตายตัว ที่ผู้นำจำเป็นต้องบริหารงานโดยอาศัยกฎระเบียบและคำสั่งในการทำงาน
6. คุณลักษณะเฉพาะ การที่แต่ละคนมีลักษณะที่แตกต่างกัน ผู้นำจึงควรเลือกวิธีในการบริหารงานให้สอกดคล้องกับคุณลักษณะเฉพาะของตนเองด้วย
7. วุฒิภาวะผู้ตาม วุฒิภาวะของผู้ตามเป็นอีกปัจจัยหนึ่งซึ่งมีความสำคัญในการกำหนดวิธีการบริหารงานของผู้นำ หากผู้ตามมีวุฒิภาวะสูง ผู้นำอาจมอบหมายความรับผิดชอบในการตัดสินใจและการทำงานให้ผู้ตามได้ทั้งหมด
(ศศิพิมพ์ ชัยกุลพัฒนา 12590076)
ทฤษฎีตามสถานการณ์ (Contingency Theory)เป็นทฤษฎีที่นำปัจจัยสิ่งแวดล้อมของผู้นำมาพิจารณาว่ามีความสำคัญต่อความสำเร็จของผู้บริหารขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมหรือสถานการณ์ที่อำนวยให้ ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อภาวะผู้นำ มีดังนี้
ตอบลบ1. การให้ผู้บริหารตื่นตัวต่อสถานการณ์ต่าง ๆ อยู่เสมอ และตัดสินในปัญหาต่างๆ ตามสถานการณ์อาจทำให้มีคนคิดว่าการที่จะตัดสินใจในปัญหาต่างๆ เล็กๆ น้อยๆ เป็นอย่างดีแล้วจะทำให้การบริหารงานทั้งหมดดีไปเอง ข้อเสนอแนะก็คือ ในกรณีที่การตัดสินใจปัญหาปลีกย่อยจำนวนมากๆ ให้ถูกต้องนั้นก็สำคัญแต่การที่จะต้องตัดสินใจในปัญหาใหญ่ๆ หลักๆก็มีความสำคัญเช่นเดียวกัน ผู้บริหารจำเป็นต้องมีภาพรวมของบทบาทตนเอง องค์การและสภาพแวดล้อม ภาพรวมเหล่านี้จำเป็นและเป็นแนวทางในการตัดสินในปัญหาปลีกย่อยรองลงมาทั้งหลาย
2. ทฤษฎีสถานการณ์ทำให้มองดูเหมือนว่าเป็นเรื่องไม่มีคุณค่ามาเกี่ยวข้อง องค์ประกอบอันเกี่ยวกับสภาพแวดล้อม องค์การและตัวอื่นๆนับเป็นเหมือนสิ่งที่เราต้องตระหนักและแสดงปฏิกิริยาตอบ ถ้าเป็นเช่นนั้นผู้บริหารก็จะไม่ต่างอะไรไปจากบาโรมิเตอร์วัดความเปลี่ยนแปลงของบรรยากาศ ผู้บริหารอาจกลายเป็นเพียงผู้บริหารเพื่อการบริหาร คอยยืนอยู่บนยอดของคลื่นความเปลี่ยนแปลงและสถานการณ์อยู่ตลอดเวลา
ดวงหทัย โฉมมา 12590029
ทฤษฎีว่าด้วยผู้นำตามสถานการณ์ ระบุว่าผู้นำที่ประสบความสำเร็จได้นั้นหรือไม่จำเป็นต้องมีคุณลักษณะเฉพาะที่ตายตัว หากแต่จะประสบความสำเร็จได้นั้นหรือไม่จำเป็นต้องมีคุณลักษณะเฉพาะที่ตายตัว หากแต่จะประสบความสำเร็จได้เมื่อเลือกใช้วิธีการหรือแสดงออกที่เหมาะสมสอดคล้องกับแต่ละสถานการณ์ โดยมีปัจจัย 7 ประการที่มีผลต่อรูปแบบภาวะผู้นำ ดังนี้
ตอบลบ1.ความต้องการของพนักงาน เป็นปัจจัยที่มีส่วนกำหนดวิธีการที่ผู้นำใช้ในการบริหารงาน
2.ลักษณะการตัดสินใจของกลุ่ม กลุ่มแต่ละกลุ่มย่อมมีลักษณะการตัดสินใจที่แตกต่างกัน กลุ่มบางกลุ่มอาจเปิดให้สมาชิกอภิปรายประเด็นที่จะตัดสินใจอย่างเสรี
3.ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำและสมาชิก ผู้นำที่เป็นเพื่อนหรือสนิทสนมคุ้นเคยกับสมาชิก ย่อมต้องใช้วิธีการบริหารจัดการที่แตกต่างจากผู้นำที่ไม่รู้จักสมาชิกเป็นการส่วนตัว
4.แหล่งที่มาของอำนาจ ผู้นำที่มีอำนาจจากความชื่นชม มักพบว่าตนเองแทบไม่ต้องใช้วิธีการบังคับหรือขู่จะลงโทษพนักงานเพื่อให้พนักงานทำงานตามเป้าหมาย
5.ลักษณะงาน งานที่จำเป็นต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์ เช่น งานสร้างโฆษณา ผู้นำจำเป็นต้องสร้างบรรยากาศการทำงานแบบหลวมๆ เป็นกันเอง
6.คุณลักษณะเฉพาะ การที่แต่ละคนมีคุณลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกัน ผู้นำจึงควรมีวิธีในการบริหารงานให้สอดคล้องกับคุณลักษณะของตนเองด้วย
7.วุฒิภาวะของผู้ตาม เป็นอีกปัจจัยที่มีความสำคัญในการกำหนดวิธีการบริหารงานของผู้นำ หากผู้ตามมีวุฒิภาวะสูง ผู้นำอาจมอบหมายความรับผิดชอบในการตัดสินใจ
(นางสาวปรมาพร สิงขรรัตน์ 12590046)
ทฤษฎีว่าด้วยผู้นำตามสถานการณ์ ระบุว่าผู้นำที่ประสบความสำเร็จได้นั้นหรือไม่จำเป็นต้องมีคุณลักษณะเฉพาะที่ตายตัว หากแต่จะประสบความสำเร็จได้นั้นหรือไม่จำเป็นต้องมีคุณลักษณะเฉพาะที่ตายตัว หากแต่จะประสบความสำเร็จได้เมื่อเลือกใช้วิธีการหรือแสดงออกที่เหมาะสมสอดคล้องกับแต่ละสถานการณ์ โดยมีปัจจัย 7 ประการที่มีผลต่อรูปแบบภาวะผู้นำ ดังนี้
ตอบลบ1.ความต้องการของพนักงาน เป็นปัจจัยที่มีส่วนกำหนดวิธีการที่ผู้นำใช้ในการบริหารงาน
2.ลักษณะการตัดสินใจของกลุ่ม กลุ่มแต่ละกลุ่มย่อมมีลักษณะการตัดสินใจที่แตกต่างกัน กลุ่มบางกลุ่มอาจเปิดให้สมาชิกอภิปรายประเด็นที่จะตัดสินใจอย่างเสรี
3.ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำและสมาชิก ผู้นำที่เป็นเพื่อนหรือสนิทสนมคุ้นเคยกับสมาชิก ย่อมต้องใช้วิธีการบริหารจัดการที่แตกต่างจากผู้นำที่ไม่รู้จักสมาชิกเป็นการส่วนตัว
4.แหล่งที่มาของอำนาจ ผู้นำที่มีอำนาจจากความชื่นชม มักพบว่าตนเองแทบไม่ต้องใช้วิธีการบังคับหรือขู่จะลงโทษพนักงานเพื่อให้พนักงานทำงานตามเป้าหมาย
5.ลักษณะงาน งานที่จำเป็นต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์ เช่น งานสร้างโฆษณา ผู้นำจำเป็นต้องสร้างบรรยากาศการทำงานแบบหลวมๆ เป็นกันเอง
6.คุณลักษณะเฉพาะ การที่แต่ละคนมีคุณลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกัน ผู้นำจึงควรมีวิธีในการบริหารงานให้สอดคล้องกับคุณลักษณะของตนเองด้วย
7.วุฒิภาวะของผู้ตาม เป็นอีกปัจจัยที่มีความสำคัญในการกำหนดวิธีการบริหารงานของผู้นำ หากผู้ตามมีวุฒิภาวะสูง ผู้นำอาจมอบหมายความรับผิดชอบในการตัดสินใจ
นางสาวภัทราพร ผังรักษ์ 12590061
ทฤษฎีว่าด้วยผู้นำตามสถานการณ์ตั้งอยู่บนพื้นฐานของแนวคิดที่ว่า ผู้นำที่ประสบความสำเร็จได้นั้นต้องมีคุณลักษณะเฉพาะที่ตายตัวและไม่จำเป็นต้องมีการแสดงออกเชิงพฤติกรรมในรูปแบบในรูปแบบหนึ่งเท่านั้น หากแต่ผู้นำจะประสบความสำเร็จในการทำงานได้ก็ต่อเมื่อผู้นำสามารถเลือกใช้วิธีการหรือแสดงออกซึ่งพฤติกรรมการเป็นผู้นำที่เหมาะสมสอดคล้องกับแต่ละสถานการณ์
ตอบลบนักวิจัยหลายคนได้ค้นคว้าถึงสถานการณ์ต่างๆที่ส่งผลต่อภาวะผู้นำ และวิธีการที่ผู้นำเลือกใช้ในหลายรูปแบบ ซึ่งพอสรุปสถานการณ์ต่างๆที่มีความสัญได้ 7 ประการ ดังต่อไปนี้
1. ความต้องการของพนักงาน : ความต้องการของพนักงานเป็นปัจจัยที่มีส่วนกำหนดวิธีการที่ผู้นำใช้ในการบริหารงาน กล่าวคือ เมื่อความต้องการของพนักงานแตกต่างกันออกไปย่อมส่งผลให้ผู้นำเลือกใช้วิธีการบริหารงานที่แตกต่างกันเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของพนักงานคนนั้นๆ
2. ลักาณะการตัดสินใจของกลุ่ม : กลุ่มแต่ละกลุ่มย่อมมีลักษณะการตัดสินใจที่แตกต่างกัน กลุ่มบางกลุ่มอาจเปิดให้สมาชิกอภิปรายประเด็นที่จะตัดสินใจอย่างเสรี แล้วลงคะแนนเสียงเพื่อหาข้อสรุปโดยเสียงข้างมาก ผู้นำที่บริหารจัดการในกลุ่มที่มีการตัดสินใจลักษณะดังกล่าว อาจเข้าร่วมอภิปราย ออกความเห็น และเมื่อประชุมเป็นเวลาสมควรแล้ว ผู้นำอาจสรุปขอให้ที่ประชุมลงคะแนนเสียงได้ทันที แต่บางกลุ่มอาจไม่ต้องการให้มีการลงคะแนนเสียง เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดการแตกแยก จึงเน้นให้สมาชิกพยายามโน้มน้าวความเห้นของกันและกันจนทุกคนเห็นชอบร่วมกันแล้วจึงตัดสินใจ
3. ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำกับสมาชิก : ผู้นำที่เป้นเพื่อนหรือสนิทสนมคุ้นเคยกับสมาชิกย่อมต้องใช้วิธีการบริหารจัดการที่แตกต่างจากผู้นำที่ไม่รู้จกสมาชิกเป็นการส่วนตัว
4. แหล่งที่มาของอำนาจ : ผู้นำที่มีอำนาจจากความชื่นชมมักพบว่าตนเองแทบไม่ต้องใช้วิธีการบังคับหรือขู่จะลงโทษพนักงานเพื่อให้พนักงานทำงานตามเป้าประสงค์ เนื่องจจากพนักงานมีความรักชื่นชมและยินยอมพร้อมใจในการทำงานอยู่แล้ว ซึ่งแตกต่างจากผู้นำที่มีเพียงอำนาจในการให้โทษ ย่อมต้องอาศัยการบังคับและขู่เข็ญในการลงโทษจึงจะทำให้พนักงานทำงานตามที่ต้องการได้
5. ลักาณะงาน : งานที่จำเป็นต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์ เช่น งานสร้างโฆษณา ผู้นำจำเป็นต้องสร้างบรรยากาศทำงานแบบหลวมๆ เป็นกันเอง เน้นความรู้สึกของคนมากกว่างานในโรงงานซึ่งเป็นงานที่มีลักษณะชัดเจนตายตัว ที่ผู้นำจำเป็นต้องบริหารงานโดยอาศัยกฎระเบียบและคำสั่งในการทำงาน
6. คุณลักษณะเฉพาะ : การที่แต่ละคนมีลักษณะที่แตกต่างกัน ผู้นำจึงควรเลือกวิธีในการบริหารงานให้สอกดคล้องกับคุณลักษณะเฉพาะของตนเองด้วย
7. วุฒิภาวะผู้ตาม : วุฒิภาวะของผู้ตามเป็นอีกปัจจัยหนึ่งซึ่งมีความสำคัญในการกำหนดวิธีการบริหารงานของผู้นำ หากผู้ตามมีวุฒิภาวะสูง ผู้นำอาจมอบหมายความรับผิดชอบในการตัดสินใจและการทำงานให้ผู้ตามได้ทั้งหมด ซึ่งตรงข้ามกับผู้ตามที่มีวุฒิภาวะต่ำ ผู้นำย่อมไม่ควรมุ่งเน้นที่ผู้ตาม แต่ต้องเน้นที่ตัวผู้นำเอง เพื่อหะการทำงานสามารถสำเร็จตามประสงค์ได้ โดยผู้นำจะต้องกำหนดวิธีการทำงานแล้วออกคำสั่งให้ผู้ตามปฏิบัติ แล้วตรวจติดตามผลอย่างใกล้ชิด
(อภัสสร ปูชนียกุล 12590100)
ทฤษฎีตามสถานการณ์ (Contingency Theory)เป็นทฤษฎีที่นำปัจจัยสิ่งแวดล้อมของผู้นำมาพิจารณาว่ามีความสำคัญต่อความสำเร็จของผู้บริหารขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมหรือสถานการณ์ที่อำนวยให้ ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อภาวะผู้นำ มีดังนี้
ตอบลบ1. การให้ผู้บริหารตื่นตัวต่อสถานการณ์ต่าง ๆ อยู่เสมอ และตัดสินในปัญหาต่างๆ ตามสถานการณ์อาจทำให้มีคนคิดว่าการที่จะตัดสินใจในปัญหาต่างๆ เล็กๆ น้อยๆ เป็นอย่างดีแล้วจะทำให้การบริหารงานทั้งหมดดีไปเอง ข้อเสนอแนะก็คือ ในกรณีที่การตัดสินใจปัญหาปลีกย่อยจำนวนมากๆ ให้ถูกต้องนั้นก็สำคัญแต่การที่จะต้องตัดสินใจในปัญหาใหญ่ๆ หลักๆก็มีความสำคัญเช่นเดียวกัน ผู้บริหารจำเป็นต้องมีภาพรวมของบทบาทตนเอง องค์การและสภาพแวดล้อม ภาพรวมเหล่านี้จำเป็นและเป็นแนวทางในการตัดสินในปัญหาปลีกย่อยรองลงมาทั้งหลาย
2. ทฤษฎีสถานการณ์ทำให้มองดูเหมือนว่าเป็นเรื่องไม่มีคุณค่ามาเกี่ยวข้อง องค์ประกอบอันเกี่ยวกับสภาพแวดล้อม องค์การและตัวอื่นๆนับเป็นเหมือนสิ่งที่เราต้องตระหนักและแสดงปฏิกิริยาตอบ ถ้าเป็นเช่นนั้นผู้บริหารก็จะไม่ต่างอะไรไปจากบาโรมิเตอร์วัดความเปลี่ยนแปลงของบรรยากาศ ผู้บริหารอาจกลายเป็นเพียงผู้บริหารเพื่อการบริหาร คอยยืนอยู่บนยอดของคลื่นความเปลี่ยนแปลงและสถานการณ์อยู่ตลอดเวลา
(นางสาวบุญธิดา กะตะศิลา 12590043)
ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อภาวะผู้นำโดยใช้ทฤษฎีภาวะผู้นำตามสถานการณ์ ได้เเก่
ตอบลบ1.ความต้องการของพนักงาน (Employee 's needs) ความต้องการของพนักงานเป็นปัจจัยที่มีส่วนกำหนดวิธีการที่ผู้นำใช้ในการบริหารงานกล่าวคือเมื่อความต้องการของพนักงานแตกต่างกันออกไปย่อมส่งผลให้ผู้นำเลือกใช้วิธีการบริหารงานที่แตกต่างกันเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของพนักงานคนนั้นๆหากพนักงานต้องการชื่อเสียงเกียรติยศผู้นำจำเป็นต้องเน้นการให้เกียรติและยกย่องในความสำเร็จของพนักงานมากที่สุดแต่หากพนักงานต้องการความรักและความผูกพันกับสมาชิกในองค์กรผู้นำต้องเน้นที่ความรู้สึกของพนักงานและการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกองค์กรเป็นต้น
2.ลักษณะการตัดสินใจของกลุ่ม (Group Decision Making) กลุ่มแต่ละกลุ่มย่อมมีลักษณะการตัดสินใจที่แตกต่างกันกลุ่มบางกลุ่มอาจเปิดให้สมาชิกอภิปรายประเด็นที่จะตัดสินใจอย่างเสรีแล้วลงคะแนนเสียงเพื่อหาข้อสรุปโดยเสียงข้างมากผู้นำที่บริหารจัดการในกลุ่มที่มีการตัดสินใจลักษณะดังกล่าวอาจเข้าร่วมอภิปรายออกความเห็นและเมื่อประชุมเป็นเวลาสมควรแล้วผู้นำอาจสรุปขอให้ที่ประชุมลงคะแนนเสียงได้ทันทีแต่บางกลุ่มอาจไม่ต้องการให้มีการลงคะแนนเสียงเนื่องจากเกรงว่าจะเกิดการแตกแยกจึงเน้นให้สมาชิกพยายามโน้มน้าวความเห็นของกันและกันจนทุกคนเห็นชอบร่วมกันแล้วจึงตัดสินใจผู้นำที่อยู่ในกลุ่มที่มีการตัดสินใจลักษณะนี้อาจต้องระมัดระวังด้านความรู้สึกของสมาชิกกลุ่มและผู้นำย่อมไม่สามารถตัดบทการอภิปรายเพื่อให้ลงมติหากเห็นว่าสมาชิกกลุ่มยังไม่มีความเห็นเป็นเอกฉันท์ผู้นำที่ดีจึงจำเป็นต้องศึกษาลักษณะการตัดสินใจของสมาชิกกลุ่มให้ชัดเจนแล้วจึงเลือกวิธีการที่เหมาะสมในการบริหารงานกลุ่ม
3.ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำและสมาชิก (Leader / Member Relations) ผู้นำที่เป็นเพื่อนหรือสนิทสนมคุ้นเคยกับสมาชิกย่อมต้องใช้วิธีการบริหารจัดการที่แตกต่างจากผู้นำที่ไม่รู้จักสมาชิกเป็นการส่วนตัวอาทิในการทำรายงานกลุ่มของนิสิตนักศึกษาในมหาวิทยาลัยแม้จะมีกำหนดให้สมาชิกคนหนึ่งเป็นผู้นำกลุ่มแต่ผู้นำคนดังกล่าวย่อมไม่สามารถใช้เพียงการออกคำสั่งเพื่อให้สมาชิกปฏิบัติตามได้แต่ต้องขอร้องเพื่อนให้ทำงานตามแนวทางที่ประสงค์ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำกับสมาชิกจึงเป็นอีกปัจจัยที่มีผลต่อการชี้นำอย่างไรก็ตามในองค์กรทั่วไปผู้นำย่อมสามารถออกคำสั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาปฏิบัติงานในหน้าที่ได้
4.แหล่งที่มาของอำนาจ (Power Sources) ผู้นำที่มีอำนาจจากความชื่นชม (Referent Power) มักพบว่าตนเองแทบไม่ต้องใช้วิธีการบังคับหรือขู่จะลงโทษพนักงานเพื่อให้พนักงานทำงานตามเป้าประสงค์เนื่องจากพนักงานมีความรักชื่นชมและยินยอมพร้อมใจในการทำงานอยู่แล้วซึ่งแตกต่างจากผู้นำที่มีเพียงอำนาจในการให้โทษย่อมต้องอาศัยการบังคับและขู่เข็ญในการลงโทษจึงจะทำให้พนักงานทำงานตามที่ต้องการได้
5.ลักษณะงาน (Task Structure) งานที่จำเป็นต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์เช่นงานสร้างโฆษณาผู้นำจำเป็นต้องสร้างบรรยากาศการทำงานแบบหลวมๆเป็นกันเองเน้นความรู้สึกของคนมากกว่างานในโรงงานซึ่งเป็นงานที่มีลักษณะชัดเจนตายตัวที่ผู้นำจำเป็นต้องบริหารงานโดยอาศัยกฎระเบียบและคำสั่งในการทำงาน
6.คุณลักษณะเฉพาะ (Traits) การที่แต่ละคนมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันผู้นำจึงควรเลือกวิธีในการบริหารงานให้สอดคล้องกับคุณลักษณะเฉพาะของตนเองด้วยเช่นหากตนเองเป็นคนที่อ่อนไหวไม่สามารถรับเรื่องกระเทือนใจหรือความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้ก็ไม่ควรเลือกใช้ภาวะผู้นำแบบอัตนิยมในการบริหารเนื่องจากอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างตนเองกับสมาชิกกลุ่มได้ง่ายเป็นต้น
7.วุฒิภาวะของผู้ตาม (Maturity of Followers) วุฒิภาวะของผู้ตามเป็นอีกปัจจัยหนึ่งซึ่งมีความสำคัญในการกำหนดวิธีการบริหารงานของผู้นำหากผู้ตามมีวุฒิภาวะสูงผู้นำอาจมอบหมายความรับผิดชอบในการตัดสินใจและการทำงานให้ผู้ตามได้ทั้งหมดซึ่งตรงข้ามกับผู้ตามที่มีวุฒิภาวะผู้นำย่อมไม่ควรมุ่งเน้นที่ผู้ตามแต่ต้องเน้นที่ตัวผู้นำเองเพื่อให้การทำงานสามารถสำเร็จตามประสงค์ได้โดยผู้นำจะต้องกำหนดวิธีการทำงานแล้วออกคำสั่งให้ผู้ตามปฏิบัติแล้วตรวจติดตามผลอย่างใกล้ชิด
(นางสาวเบญญาภา กรีรถ 12590044)
ทฤษฎีว่าด้วยผู้นำตามสถานการณ์ ตั้งอยู่บนพื้นฐานของแนวคิดที่ว่า ผู้นําที่ประสบความสำเร็จได้นั้นไม่จำเป็นต้องมีคุณลักษณะเฉพาะที่ตายตัวและไม่จำเป็นต้องมีการแสดงออกเชิงพฤติกรรมในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งเท่านั้น หากแต่ผู้นำจะประสบความสำเร็จในการทำงานได้ก็ต่อเมื่อผู้นำสามารถเลือกใช้วิธีการหรือแสดงออกซึ่งพฤติกรรมเป็นผู้นำที่เหมาะสมสอดคล้องกับแต่ละสถานการณ์ ผู้นำที่ผสมจะประยุกต์ใช้ทฤษฎีว่าด้วยผู้นำตามสถานการณ์ให้เกิดประโยชน์กับตนเองจึงต้องศึกษาว่าสถานการณ์หรือปัจจัยต่างๆที่มีผลต่อวิธีการและพฤติกรรมของผู้นำเหล่านั้นมีอะไรบ้าง และแต่ละสถานการณ์ผู้นำควรใช้วิธีการใดในการบริหารงานให้ประสบความสำเร็จได้สูงสุด นักวิจัยหลายคนได้ค้นคว้าถึงสถานการณ์ต่างๆที่ส่งผลต่อภาวะผู้นำและวิธีการที่ผู้นำเรื่องใช้ในหลายรูปแบบซึ่งพอสรุปสถานการณ์ต่างๆที่มีความสำคัญได้ 7 ประการดังนี้
ตอบลบ1 ความต้องการของพนักงาน ความต้องการพนักงานเป็นปัจจัยที่มีส่วนกำหนดวิธีการที่ผู้นำใช้ในการบริหารงานกล่าวคือเมื่อความต้องการของพนักงานแตกต่างกันออกไปจนส่งผลให้ผู้นำเลือกใช้วิธีการบริหารงานที่แตกต่างกันเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของพนักงานคนนั้นๆ
2 ลักษณะการตัดสินใจของกลุ่ม กลุ่มแต่ละกลุ่มย่อมมีลักษณะการตัดสินใจที่แตกต่างกัน กลุ่มบางกลุ่มอาจเปิดให้สมาชิกอภิปราย ประเด็นที่จะตัดสินใจอย่างเสรีแล้วลงคะแนนเสียงเพื่อหาข้อสรุปโดยเสียงข้างมากผู้นำที่บริหารจัดการในกลุ่มที่มีการตัดสินใจลักษณะดังกล่าวอาจเข้ามามีส่วนร่วมอภิปราย ออกความเห็น และเมื่อประชุมเป็นเวลาสมควรแล้วผู้นำอ่านสรุปขอให้ที่ประชุมลงคะแนนเสียงได้ทันที แต่บางกลุ่มอาจไม่ต้องการให้มีการลงคะแนนเสียง เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดความแตกแยก จึงเรียนให้สมาชิกพยายามโน้มน้าวความเห็นของกันและกัน จนทุกคนเห็นชอบร่วมกันแล้วจึงตัดสินใจ
3 ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำและสมาชิก ผู้นำที่เป็นเพื่อนหรือสนิทคุ้นเคยกับสมาชิกย่อมต้องใช้วิธีการบริหารจัดการที่แตกต่างจากผู้นำที่ไม่รู้จัก สมาชิกเป็นการส่วนตัวเช่นในการทำรายงานกลุ่มของนิสิตนักศึกษาในมหาลัยแม้จะมีกำหนดให้สมาชิกคนหนึ่งเป็นผู้นำกลุ่มแต่ผู้นำคนดังกล่าวย่อมไม่สามารถใช้เพียงการออกคำสั่งเพื่อให้สมาชิกปฏิบัติตามได้แต่ต้องร้องขอเพื่อนให้ทำงานตามแนวทางที่ประสงค์
4 แหล่งที่มาของอำนาจ ผู้นำที่มีอำนาจจากความชื่นชมมักพบว่าตัวเองแทบไม่ต้องใช้วิธีการบังคับหรือขู่จะลงโทษพนักงานเพื่อให้พนักงานทำงานตามเป้าหมายเนื่องจากพนักงานมีความรักชื่นชมและยินยอมพร้อมใจในการทำงานอยู่แล้วซึ่งแตกต่างจากผู้นำที่มีเพียงอำนาจในการให้โทษย่อมอาศัยการบังคับและถูกเห็นในการลงโทษ จึงจะทำให้พนักงานทำงานตามที่ต้องการได้
5 ลักษณะงาน งานที่จําเป็นต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์เช่นงานโฆษณาผู้นำจำเป็นต้องสร้างบรรยากาศการทำงานแบบหลวมๆเป็นกันเองและความรู้สึกของคนมากกว่างานในโรงงานซึ่งเป็นงานที่มีลักษณะชัดเจนไปตัวที่ผู้นำจำเป็นต้องบริหารงานโดยอาศัยกฎระเบียบและข้อข้อคำสั่งในการทำงาน
6 คุณลักษณะเฉพาะการที่แต่ละคนมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันผู้นำจึงควรเลือกวิธีในการบริหารงานให้สอดคล้องกับคุณลักษณะเฉพาะของตนเองด้วย
7 วุฒิภาวะของผู้ตาม วุฒิภาวะของผู้ตามเป็นอีกปัจจัยหนึ่งซึ่งมีความสำคัญในการกำหนดวิธีการบริหารงานของผู้นำหากผู้ตามมีวุฒิภาวะสูงผู้นำอาจมอบความ รับผิดชอบในการตัดสินใจและการทำงานให้พูดตามได้ทั้งหมดซึ่งตรงข้ามกับผู้ตามที่มีวุฒิภาวะต่ำผู้นำย่อมไม่ควรมุ่งเน้นที่พูดตามแต่ต้องเน้นที่ตัวผู้นำเองเพื่อให้การทำงานสามารถประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ได้
(นายสิทธิชัย พ่อค้าเรือ 12590083)
ทฤษฎีว่าด้วยผู้นำตามสถานการณ์ ตั้งอยู่บนพื้นฐานของแนวคิดที่ว่า ผู้นําที่ประสบความสำเร็จได้นั้นไม่จำเป็นต้องมีคุณลักษณะเฉพาะที่ตายตัวและไม่จำเป็นต้องมีการแสดงออกเชิงพฤติกรรมในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งเท่านั้น หากแต่ผู้นำจะประสบความสำเร็จในการทำงานได้ก็ต่อเมื่อผู้นำสามารถเลือกใช้วิธีการหรือแสดงออกซึ่งพฤติกรรมเป็นผู้นำที่เหมาะสมสอดคล้องกับแต่ละสถานการณ์ ผู้นำที่ผสมจะประยุกต์ใช้ทฤษฎีว่าด้วยผู้นำตามสถานการณ์ให้เกิดประโยชน์กับตนเองจึงต้องศึกษาว่าสถานการณ์หรือปัจจัยต่างๆที่มีผลต่อวิธีการและพฤติกรรมของผู้นำเหล่านั้นมีอะไรบ้าง และแต่ละสถานการณ์ผู้นำควรใช้วิธีการใดในการบริหารงานให้ประสบความสำเร็จได้สูงสุด นักวิจัยหลายคนได้ค้นคว้าถึงสถานการณ์ต่างๆที่ส่งผลต่อภาวะผู้นำและวิธีการที่ผู้นำเรื่องใช้ในหลายรูปแบบซึ่งพอสรุปสถานการณ์ต่างๆที่มีความสำคัญได้ 7 ประการดังนี้
ตอบลบ1 ความต้องการของพนักงาน ความต้องการพนักงานเป็นปัจจัยที่มีส่วนกำหนดวิธีการที่ผู้นำใช้ในการบริหารงานกล่าวคือเมื่อความต้องการของพนักงานแตกต่างกันออกไปจนส่งผลให้ผู้นำเลือกใช้วิธีการบริหารงานที่แตกต่างกันเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของพนักงานคนนั้นๆ
2 ลักษณะการตัดสินใจของกลุ่ม กลุ่มแต่ละกลุ่มย่อมมีลักษณะการตัดสินใจที่แตกต่างกัน กลุ่มบางกลุ่มอาจเปิดให้สมาชิกอภิปราย ประเด็นที่จะตัดสินใจอย่างเสรีแล้วลงคะแนนเสียงเพื่อหาข้อสรุปโดยเสียงข้างมากผู้นำที่บริหารจัดการในกลุ่มที่มีการตัดสินใจลักษณะดังกล่าวอาจเข้ามามีส่วนร่วมอภิปราย ออกความเห็น และเมื่อประชุมเป็นเวลาสมควรแล้วผู้นำอ่านสรุปขอให้ที่ประชุมลงคะแนนเสียงได้ทันที แต่บางกลุ่มอาจไม่ต้องการให้มีการลงคะแนนเสียง เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดความแตกแยก จึงเรียนให้สมาชิกพยายามโน้มน้าวความเห็นของกันและกัน จนทุกคนเห็นชอบร่วมกันแล้วจึงตัดสินใจ
3 ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำและสมาชิก ผู้นำที่เป็นเพื่อนหรือสนิทคุ้นเคยกับสมาชิกย่อมต้องใช้วิธีการบริหารจัดการที่แตกต่างจากผู้นำที่ไม่รู้จัก สมาชิกเป็นการส่วนตัวเช่นในการทำรายงานกลุ่มของนิสิตนักศึกษาในมหาลัยแม้จะมีกำหนดให้สมาชิกคนหนึ่งเป็นผู้นำกลุ่มแต่ผู้นำคนดังกล่าวย่อมไม่สามารถใช้เพียงการออกคำสั่งเพื่อให้สมาชิกปฏิบัติตามได้แต่ต้องร้องขอเพื่อนให้ทำงานตามแนวทางที่ประสงค์
4 แหล่งที่มาของอำนาจ ผู้นำที่มีอำนาจจากความชื่นชมมักพบว่าตัวเองแทบไม่ต้องใช้วิธีการบังคับหรือขู่จะลงโทษพนักงานเพื่อให้พนักงานทำงานตามเป้าหมายเนื่องจากพนักงานมีความรักชื่นชมและยินยอมพร้อมใจในการทำงานอยู่แล้วซึ่งแตกต่างจากผู้นำที่มีเพียงอำนาจในการให้โทษย่อมอาศัยการบังคับและถูกเห็นในการลงโทษ จึงจะทำให้พนักงานทำงานตามที่ต้องการได้
5 ลักษณะงาน งานที่จําเป็นต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์เช่นงานโฆษณาผู้นำจำเป็นต้องสร้างบรรยากาศการทำงานแบบหลวมๆเป็นกันเองและความรู้สึกของคนมากกว่างานในโรงงานซึ่งเป็นงานที่มีลักษณะชัดเจนไปตัวที่ผู้นำจำเป็นต้องบริหารงานโดยอาศัยกฎระเบียบและข้อข้อคำสั่งในการทำงาน
6 คุณลักษณะเฉพาะการที่แต่ละคนมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันผู้นำจึงควรเลือกวิธีในการบริหารงานให้สอดคล้องกับคุณลักษณะเฉพาะของตนเองด้วย
7 วุฒิภาวะของผู้ตาม วุฒิภาวะของผู้ตามเป็นอีกปัจจัยหนึ่งซึ่งมีความสำคัญในการกำหนดวิธีการบริหารงานของผู้นำหากผู้ตามมีวุฒิภาวะสูงผู้นำอาจมอบความ รับผิดชอบในการตัดสินใจและการทำงานให้พูดตามได้ทั้งหมดซึ่งตรงข้ามกับผู้ตามที่มีวุฒิภาวะต่ำผู้นำย่อมไม่ควรมุ่งเน้นที่พูดตามแต่ต้องเน้นที่ตัวผู้นำเองเพื่อให้การทำงานสามารถประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ได้
(นายชินวัตร พิพัฒน์พงศานนท์ 12590015)
ทฤษฎีว่าด้วยผู้นำตามสถานการณ์ ตั้งอยู่บนพื้นฐานของแนวคิดที่ว่า ผู้นําที่ประสบความสำเร็จได้นั้นไม่จำเป็นต้องมีคุณลักษณะเฉพาะที่ตายตัวและไม่จำเป็นต้องมีการแสดงออกเชิงพฤติกรรมในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งเท่านั้น หากแต่ผู้นำจะประสบความสำเร็จในการทำงานได้ก็ต่อเมื่อผู้นำสามารถเลือกใช้วิธีการหรือแสดงออกซึ่งพฤติกรรมเป็นผู้นำที่เหมาะสมสอดคล้องกับแต่ละสถานการณ์ ผู้นำที่ผสมจะประยุกต์ใช้ทฤษฎีว่าด้วยผู้นำตามสถานการณ์ให้เกิดประโยชน์กับตนเองจึงต้องศึกษาว่าสถานการณ์หรือปัจจัยต่างๆที่มีผลต่อวิธีการและพฤติกรรมของผู้นำเหล่านั้นมีอะไรบ้าง และแต่ละสถานการณ์ผู้นำควรใช้วิธีการใดในการบริหารงานให้ประสบความสำเร็จได้สูงสุด นักวิจัยหลายคนได้ค้นคว้าถึงสถานการณ์ต่างๆที่ส่งผลต่อภาวะผู้นำและวิธีการที่ผู้นำเรื่องใช้ในหลายรูปแบบซึ่งพอสรุปสถานการณ์ต่างๆที่มีความสำคัญได้ 7 ประการดังนี้
ตอบลบ1.ความต้องการของพนักงาน ความต้องการพนักงานเป็นปัจจัยที่มีส่วนกำหนดวิธีการที่ผู้นำใช้ในการบริหารงานกล่าวคือเมื่อความต้องการของพนักงานแตกต่างกันออกไปจนส่งผลให้ผู้นำเลือกใช้วิธีการบริหารงานที่แตกต่างกันเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของพนักงานคนนั้นๆ
2.ลักษณะการตัดสินใจของกลุ่ม กลุ่มแต่ละกลุ่มย่อมมีลักษณะการตัดสินใจที่แตกต่างกัน กลุ่มบางกลุ่มอาจเปิดให้สมาชิกอภิปราย ประเด็นที่จะตัดสินใจอย่างเสรีแล้วลงคะแนนเสียงเพื่อหาข้อสรุปโดยเสียงข้างมากผู้นำที่บริหารจัดการในกลุ่มที่มีการตัดสินใจลักษณะดังกล่าวอาจเข้ามามีส่วนร่วมอภิปราย ออกความเห็น และเมื่อประชุมเป็นเวลาสมควรแล้วผู้นำอ่านสรุปขอให้ที่ประชุมลงคะแนนเสียงได้ทันที แต่บางกลุ่มอาจไม่ต้องการให้มีการลงคะแนนเสียง เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดความแตกแยก จึงเรียนให้สมาชิกพยายามโน้มน้าวความเห็นของกันและกัน จนทุกคนเห็นชอบร่วมกันแล้วจึงตัดสินใจ
3.ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำและสมาชิก ผู้นำที่เป็นเพื่อนหรือสนิทคุ้นเคยกับสมาชิกย่อมต้องใช้วิธีการบริหารจัดการที่แตกต่างจากผู้นำที่ไม่รู้จัก สมาชิกเป็นการส่วนตัวเช่นในการทำรายงานกลุ่มของนิสิตนักศึกษาในมหาลัยแม้จะมีกำหนดให้สมาชิกคนหนึ่งเป็นผู้นำกลุ่มแต่ผู้นำคนดังกล่าวย่อมไม่สามารถใช้เพียงการออกคำสั่งเพื่อให้สมาชิกปฏิบัติตามได้แต่ต้องร้องขอเพื่อนให้ทำงานตามแนวทางที่ประสงค์
4.แหล่งที่มาของอำนาจ ผู้นำที่มีอำนาจจากความชื่นชมมักพบว่าตัวเองแทบไม่ต้องใช้วิธีการบังคับหรือขู่จะลงโทษพนักงานเพื่อให้พนักงานทำงานตามเป้าหมายเนื่องจากพนักงานมีความรักชื่นชมและยินยอมพร้อมใจในการทำงานอยู่แล้วซึ่งแตกต่างจากผู้นำที่มีเพียงอำนาจในการให้โทษย่อมอาศัยการบังคับและถูกเห็นในการลงโทษ จึงจะทำให้พนักงานทำงานตามที่ต้องการได้
5.ลักษณะงาน งานที่จําเป็นต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์เช่นงานโฆษณาผู้นำจำเป็นต้องสร้างบรรยากาศการทำงานแบบหลวมๆเป็นกันเองและความรู้สึกของคนมากกว่างานในโรงงานซึ่งเป็นงานที่มีลักษณะชัดเจนไปตัวที่ผู้นำจำเป็นต้องบริหารงานโดยอาศัยกฎระเบียบและข้อข้อคำสั่งในการทำงาน
6.คุณลักษณะเฉพาะการที่แต่ละคนมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันผู้นำจึงควรเลือกวิธีในการบริหารงานให้สอดคล้องกับคุณลักษณะเฉพาะของตนเองด้วย
7.วุฒิภาวะของผู้ตาม วุฒิภาวะของผู้ตามเป็นอีกปัจจัยหนึ่งซึ่งมีความสำคัญในการกำหนดวิธีการบริหารงานของผู้นำหากผู้ตามมีวุฒิภาวะสูงผู้นำอาจมอบความ รับผิดชอบในการตัดสินใจและการทำงานให้พูดตามได้ทั้งหมดซึ่งตรงข้ามกับผู้ตามที่มีวุฒิภาวะต่ำผู้นำย่อมไม่ควรมุ่งเน้นที่พูดตามแต่ต้องเน้นที่ตัวผู้นำเองเพื่อให้การทำงานสามารถประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ได้(นางสาวชัชญาณ์ณัฐ ภูวิศภัทรนนท์ 12590110)
ทฤษฎีว่าด้วยผู้นำตามสถานการณ์ตั้งอยู่บนพื้นฐานของแนวคิดที่ว่า ผู้นำที่ประสบความสำเร็จได้นั้นต้องมีคุณลักษณะเฉพาะที่ตายตัวและไม่จำเป็นต้องมีการแสดงออกเชิงพฤติกรรมในรูปแบบในรูปแบบหนึ่งเท่านั้น หากแต่ผู้นำจะประสบความสำเร็จในการทำงานได้ก็ต่อเมื่อผู้นำสามารถเลือกใช้วิธีการหรือแสดงออกซึ่งพฤติกรรมการเป็นผู้นำที่เหมาะสมสอดคล้องกับแต่ละสถานการณ์
ตอบลบนักวิจัยหลายคนได้ค้นคว้าถึงสถานการณ์ต่างๆที่ส่งผลต่อภาวะผู้นำ และวิธีการที่ผู้นำเลือกใช้ในหลายรูปแบบ ซึ่งพอสรุปสถานการณ์ต่างๆที่มีความสัญได้ 7 ประการ ดังต่อไปนี้
1. ความต้องการของพนักงาน : ความต้องการของพนักงานเป็นปัจจัยที่มีส่วนกำหนดวิธีการที่ผู้นำใช้ในการบริหารงาน กล่าวคือ เมื่อความต้องการของพนักงานแตกต่างกันออกไปย่อมส่งผลให้ผู้นำเลือกใช้วิธีการบริหารงานที่แตกต่างกันเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของพนักงานคนนั้นๆ
2. ลักาณะการตัดสินใจของกลุ่ม : กลุ่มแต่ละกลุ่มย่อมมีลักษณะการตัดสินใจที่แตกต่างกัน กลุ่มบางกลุ่มอาจเปิดให้สมาชิกอภิปรายประเด็นที่จะตัดสินใจอย่างเสรี แล้วลงคะแนนเสียงเพื่อหาข้อสรุปโดยเสียงข้างมาก ผู้นำที่บริหารจัดการในกลุ่มที่มีการตัดสินใจลักษณะดังกล่าว อาจเข้าร่วมอภิปราย ออกความเห็น และเมื่อประชุมเป็นเวลาสมควรแล้ว ผู้นำอาจสรุปขอให้ที่ประชุมลงคะแนนเสียงได้ทันที แต่บางกลุ่มอาจไม่ต้องการให้มีการลงคะแนนเสียง เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดการแตกแยก จึงเน้นให้สมาชิกพยายามโน้มน้าวความเห้นของกันและกันจนทุกคนเห็นชอบร่วมกันแล้วจึงตัดสินใจ
3. ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำกับสมาชิก : ผู้นำที่เป้นเพื่อนหรือสนิทสนมคุ้นเคยกับสมาชิกย่อมต้องใช้วิธีการบริหารจัดการที่แตกต่างจากผู้นำที่ไม่รู้จกสมาชิกเป็นการส่วนตัว
4. แหล่งที่มาของอำนาจ : ผู้นำที่มีอำนาจจากความชื่นชมมักพบว่าตนเองแทบไม่ต้องใช้วิธีการบังคับหรือขู่จะลงโทษพนักงานเพื่อให้พนักงานทำงานตามเป้าประสงค์ เนื่องจจากพนักงานมีความรักชื่นชมและยินยอมพร้อมใจในการทำงานอยู่แล้ว ซึ่งแตกต่างจากผู้นำที่มีเพียงอำนาจในการให้โทษ ย่อมต้องอาศัยการบังคับและขู่เข็ญในการลงโทษจึงจะทำให้พนักงานทำงานตามที่ต้องการได้
5. ลักาณะงาน : งานที่จำเป็นต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์ เช่น งานสร้างโฆษณา ผู้นำจำเป็นต้องสร้างบรรยากาศทำงานแบบหลวมๆ เป็นกันเอง เน้นความรู้สึกของคนมากกว่างานในโรงงานซึ่งเป็นงานที่มีลักษณะชัดเจนตายตัว ที่ผู้นำจำเป็นต้องบริหารงานโดยอาศัยกฎระเบียบและคำสั่งในการทำงาน
6. คุณลักษณะเฉพาะ : การที่แต่ละคนมีลักษณะที่แตกต่างกัน ผู้นำจึงควรเลือกวิธีในการบริหารงานให้สอกดคล้องกับคุณลักษณะเฉพาะของตนเองด้วย
7. วุฒิภาวะผู้ตาม : วุฒิภาวะของผู้ตามเป็นอีกปัจจัยหนึ่งซึ่งมีความสำคัญในการกำหนดวิธีการบริหารงานของผู้นำ หากผู้ตามมีวุฒิภาวะสูง ผู้นำอาจมอบหมายความรับผิดชอบในการตัดสินใจและการทำงานให้ผู้ตามได้ทั้งหมด ซึ่งตรงข้ามกับผู้ตามที่มีวุฒิภาวะต่ำ ผู้นำย่อมไม่ควรมุ่งเน้นที่ผู้ตาม แต่ต้องเน้นที่ตัวผู้นำเอง เพื่อหะการทำงานสามารถสำเร็จตามประสงค์ได้ โดยผู้นำจะต้องกำหนดวิธีการทำงานแล้วออกคำสั่งให้ผู้ตามปฏิบัติ แล้วตรวจติดตามผลอย่างใกล้ชิด
(นางสาวณัฐพร ทองปลิว 12590024)
ตอบลบทฤษฎีตามสถานการณ์ (Contingency Theory)เป็นทฤษฎีที่นำปัจจัยสิ่งแวดล้อมของผู้นำมาพิจารณาว่ามีความสำคัญต่อความสำเร็จของผู้บริหารขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมหรือสถานการณ์ที่อำนวยให้ ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อภาวะผู้นำ มีดังนี้
1. การให้ผู้บริหารตื่นตัวต่อสถานการณ์ต่าง ๆ อยู่เสมอ และตัดสินในปัญหาต่างๆ ตามสถานการณ์อาจทำให้มีคนคิดว่าการที่จะตัดสินใจในปัญหาต่างๆ เล็กๆ น้อยๆ เป็นอย่างดีแล้วจะทำให้การบริหารงานทั้งหมดดีไปเอง ข้อเสนอแนะก็คือ ในกรณีที่การตัดสินใจปัญหาปลีกย่อยจำนวนมากๆ ให้ถูกต้องนั้นก็สำคัญแต่การที่จะต้องตัดสินใจในปัญหาใหญ่ๆ หลักๆก็มีความสำคัญเช่นเดียวกัน ผู้บริหารจำเป็นต้องมีภาพรวมของบทบาทตนเอง องค์การและสภาพแวดล้อม ภาพรวมเหล่านี้จำเป็นและเป็นแนวทางในการตัดสินในปัญหาปลีกย่อยรองลงมาทั้งหลาย
2. ทฤษฎีสถานการณ์ทำให้มองดูเหมือนว่าเป็นเรื่องไม่มีคุณค่ามาเกี่ยวข้อง องค์ประกอบอันเกี่ยวกับสภาพแวดล้อม องค์การและตัวอื่นๆนับเป็นเหมือนสิ่งที่เราต้องตระหนักและแสดงปฏิกิริยาตอบ ถ้าเป็นเช่นนั้นผู้บริหารก็จะไม่ต่างอะไรไปจากบาโรมิเตอร์วัดความเปลี่ยนแปลงของบรรยากาศ ผู้บริหารอาจกลายเป็นเพียงผู้บริหารเพื่อการบริหาร คอยยืนอยู่บนยอดของคลื่นความเปลี่ยนแปลงและสถานการณ์อยู่ตลอด
(นางสาวพัชรา จูเอี่ยม 12590054)
ทฤษฎีว่าด้วยผู้นำตามสถานการณ์ตั้งอยู่บนพื้นฐานของแนวคิดที่ว่า ผู้นำที่ประสบความสำเร็จได้นั้นต้องมีคุณลักษณะเฉพาะที่ตายตัวและไม่จำเป็นต้องมีการแสดงออกเชิงพฤติกรรมในรูปแบบในรูปแบบหนึ่งเท่านั้น หากแต่ผู้นำจะประสบความสำเร็จในการทำงานได้ก็ต่อเมื่อผู้นำสามารถเลือกใช้วิธีการหรือแสดงออกซึ่งพฤติกรรมการเป็นผู้นำที่เหมาะสมสอดคล้องกับแต่ละสถานการณ์
ตอบลบนักวิจัยหลายคนได้ค้นคว้าถึงสถานการณ์ต่างๆที่ส่งผลต่อภาวะผู้นำ และวิธีการที่ผู้นำเลือกใช้ในหลายรูปแบบ ซึ่งพอสรุปสถานการณ์ต่างๆที่มีความสัญได้ 7 ประการ ดังต่อไปนี้
1. ความต้องการของพนักงาน : ความต้องการของพนักงานเป็นปัจจัยที่มีส่วนกำหนดวิธีการที่ผู้นำใช้ในการบริหารงาน กล่าวคือ เมื่อความต้องการของพนักงานแตกต่างกันออกไปย่อมส่งผลให้ผู้นำเลือกใช้วิธีการบริหารงานที่แตกต่างกันเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของพนักงานคนนั้นๆ
2. ลักาณะการตัดสินใจของกลุ่ม : กลุ่มแต่ละกลุ่มย่อมมีลักษณะการตัดสินใจที่แตกต่างกัน กลุ่มบางกลุ่มอาจเปิดให้สมาชิกอภิปรายประเด็นที่จะตัดสินใจอย่างเสรี แล้วลงคะแนนเสียงเพื่อหาข้อสรุปโดยเสียงข้างมาก ผู้นำที่บริหารจัดการในกลุ่มที่มีการตัดสินใจลักษณะดังกล่าว อาจเข้าร่วมอภิปราย ออกความเห็น และเมื่อประชุมเป็นเวลาสมควรแล้ว ผู้นำอาจสรุปขอให้ที่ประชุมลงคะแนนเสียงได้ทันที แต่บางกลุ่มอาจไม่ต้องการให้มีการลงคะแนนเสียง เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดการแตกแยก จึงเน้นให้สมาชิกพยายามโน้มน้าวความเห้นของกันและกันจนทุกคนเห็นชอบร่วมกันแล้วจึงตัดสินใจ
3. ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำกับสมาชิก : ผู้นำที่เป้นเพื่อนหรือสนิทสนมคุ้นเคยกับสมาชิกย่อมต้องใช้วิธีการบริหารจัดการที่แตกต่างจากผู้นำที่ไม่รู้จกสมาชิกเป็นการส่วนตัว
4. แหล่งที่มาของอำนาจ : ผู้นำที่มีอำนาจจากความชื่นชมมักพบว่าตนเองแทบไม่ต้องใช้วิธีการบังคับหรือขู่จะลงโทษพนักงานเพื่อให้พนักงานทำงานตามเป้าประสงค์ เนื่องจจากพนักงานมีความรักชื่นชมและยินยอมพร้อมใจในการทำงานอยู่แล้ว ซึ่งแตกต่างจากผู้นำที่มีเพียงอำนาจในการให้โทษ ย่อมต้องอาศัยการบังคับและขู่เข็ญในการลงโทษจึงจะทำให้พนักงานทำงานตามที่ต้องการได้
5. ลักาณะงาน : งานที่จำเป็นต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์ เช่น งานสร้างโฆษณา ผู้นำจำเป็นต้องสร้างบรรยากาศทำงานแบบหลวมๆ เป็นกันเอง เน้นความรู้สึกของคนมากกว่างานในโรงงานซึ่งเป็นงานที่มีลักษณะชัดเจนตายตัว ที่ผู้นำจำเป็นต้องบริหารงานโดยอาศัยกฎระเบียบและคำสั่งในการทำงาน
6. คุณลักษณะเฉพาะ : การที่แต่ละคนมีลักษณะที่แตกต่างกัน ผู้นำจึงควรเลือกวิธีในการบริหารงานให้สอกดคล้องกับคุณลักษณะเฉพาะของตนเองด้วย
7. วุฒิภาวะผู้ตาม : วุฒิภาวะของผู้ตามเป็นอีกปัจจัยหนึ่งซึ่งมีความสำคัญในการกำหนดวิธีการบริหารงานของผู้นำ หากผู้ตามมีวุฒิภาวะสูง ผู้นำอาจมอบหมายความรับผิดชอบในการตัดสินใจและการทำงานให้ผู้ตามได้ทั้งหมด ซึ่งตรงข้ามกับผู้ตามที่มีวุฒิภาวะต่ำ ผู้นำย่อมไม่ควรมุ่งเน้นที่ผู้ตาม แต่ต้องเน้นที่ตัวผู้นำเอง เพื่อหะการทำงานสามารถสำเร็จตามประสงค์ได้ โดยผู้นำจะต้องกำหนดวิธีการทำงานแล้วออกคำสั่งให้ผู้ตามปฏิบัติ แล้วตรวจติดตามผลอย่างใกล้ชิด
วัชระ จริยสุขสกุล 071
ทฤษฎีภาวะผู้นำตามสถานการณ์ คือ
ตอบลบ1.ความต้องการของพนักงาน ความต้องการของพนักงานเป็นปัจจัยที่มีส่วนกำหนดวิธีการที่ผู้นำใช้ในการบริหารงาน กล่าวคือ เมื่อความต้องการของพนักงานแตกต่างกันออกไปย่อมส่งผลให้ผู้นำเลือกใช้วิธีการบริหารงานที่แตกต่างกันเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของพนักงานคนนั้นๆ
หากพนักงานต้องการชื่อเสียงเกียรติยศ ผู้นำจำเป็นต้องเน้นการให้เกียรติและยกย่องในความสำเร็จของพนักงานมากที่สุด แต่หากพนักงานต้องการความรักและความผูกพันกับสมาชิกในองค์กร ผู้นำต้องเน้นที่ความรู้สึกของพนักงานและการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกองค์กร เป็นต้น
2.ลักษณะการตัดสินใจของกลุ่ม กลุ่มแต่ละกลุ่มย่อมมีลักษณะการตัดสินใจที่แตกต่างกัน กลุ่มบางกลุ่มอาจเปิดให้สมาชิกอภิปรายประเด็นที่จะตัดสินใจอย่างเสรี แล้วลงคะแนนเสียงเพื่อหาข้อสรุปโดยเสียงข้างมาก ผู้นำที่บริหารจัดการในกลุ่มที่มีการตัดสินใจลักษณะดังกล่าว อาจเข้าร่วมอภิปราย ออกความเห็น และเมื่อประชุมเป็นเวลาสมควรแล้ว ผู้นำอาจสรุปขอให้ที่ประชุมลงคะแนนเสียงได้ทันที แต่บางกลุ่มอาจไม่ต้องการให้มีการลงคะแนนเสียง เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดการแตกแยก จึงเน้นให้สมาชิกพยายามโน้มน้าวความเห็นของกันและกันจนทุกคนเห็นชอบร่วมกันแล้วจึงตัดสินใจ ผู้นำที่อยู่ในกลุ่มที่มีการตัดสินใจลักษณะนี้อาจต้องระมัดระวังด้านความรู้สึกของสมาชิกกลุ่ม และผู้นำย่อมไม่สามารถตัดบทการอภิปรายเพื่อให้ลงมติหากเห็นว่าสมาชิกกลุ่มยังไม่มีความเห็นเป็นเอกฉันท์ ผู้นำที่ดีจึงจำเป็นต้องศึกษาลักษณะการตัดสินใจของสมาชิกกลุ่มให้ชัดเจนแล้วจึงเลือกวิธีการที่เหมาะสมในการบริหารงานกลุ่ม
3.ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำและสมาชิก ผู้นำที่เป็นเพื่อนหรือสนิทสนมคุ้นเคยกับสมาชิกย่อมต้องใช้วิธีการบริหารจัดการที่แตกต่างจากผู้นำที่ไม่รู้จักสมาชิกเป็นการส่วนตัว อาทิ ในการทำรายงานกลุ่มของนิสิตนักศึกษาในมหาวิทยาลัย แม้จะมีกำหนดให้สมาชิกคนหนึ่งเป็นผู้นำกลุ่ม แต่ผู้นำคนดังกล่าวย่อมไม่สามารถใช้เพียงการออกคำสั่ง เพื่อให้สมาชิกปฏิบัติตามได้ แต่ต้องขอร้องเพื่อนให้ทำงานตามแนวทางที่ประสงค์ ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำกับสมาชิกจึงเป็นอีกปัจจัยที่มีผลต่อการชี้นำ อย่างไรก็ตามในองค์กรทั่วไป ผู้นำย่อมสามารถออกคำสั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาปฏิบัติงานในหน้าที่ได้
4.แหล่งที่มาของอำนาจ ผู้นำที่มีอำนาจจากความชื่นชม มักพบว่าตนเองแทบไม่ต้องใช้วิธีการบังคับหรือขู่จะลงโทษพนักงานเพื่อให้พนักงานทำงานตามเป้าประสงค์ เนื่องจากพนักงานมีความรักชื่นชมและยินยอมพร้อมใจในการทำงานอยู่แล้ว ซึ่งแตกต่างจากผู้นำที่มีเพียงอำนาจในการให้โทษย่อมต้องอาศัยการบังคับและขู่เข็ญในการลงโทษจึงจะทำให้พนักงานทำงานตามที่ต้องการได้
5ลักษณะงาน งานที่จําเป็นต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์เช่นงานโฆษณาผู้นำจำเป็นต้องสร้างบรรยากาศการทำงานแบบหลวมๆเป็นกันเองและความรู้สึกของคนมากกว่างานในโรงงานซึ่งเป็นงานที่มีลักษณะชัดเจนไปตัวที่ผู้นำจำเป็นต้องบริหารงานโดยอาศัยกฎระเบียบและข้อข้อคำสั่งในการทำงาน
6คุณลักษณะเฉพาะการที่แต่ละคนมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันผู้นำจึงควรเลือกวิธีในการบริหารงานให้สอดคล้องกับคุณลักษณะเฉพาะของตนเองด้วย
7วุฒิภาวะของผู้ตาม วุฒิภาวะของผู้ตามเป็นอีกปัจจัยหนึ่งซึ่งมีความสำคัญในการกำหนดวิธีการบริหารงานของผู้นำหากผู้ตามมีวุฒิภาวะสูงผู้นำอาจมอบความ รบผิดชอบในการตัดสินใจและการทำงานให้พูดตามได้ทั้งหมดซึ่งตรงข้ามกับผู้ตามที่มีวุฒิภาวะต่ำผู้นำย่อมไม่ควรมุ่งเน้นที่พูดตามแต่ต้องเน้นที่ตัวผู้นำเอง
นางสาววชิราพร คำกอง 12590068
ความคิดเห็นนี้ถูกผู้เขียนลบ
ตอบลบทฤษฎีว่าด้วยผู้นำตามสถานการณ์ ตั้งอยู่บนพื้นฐานของแนวคิดที่ว่า ผู้นําที่ประสบความสำเร็จได้นั้นไม่จำเป็นต้องมีคุณลักษณะเฉพาะที่ตายตัวและไม่จำเป็นต้องมีการแสดงออกเชิงพฤติกรรมในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งเท่านั้น หากแต่ผู้นำจะประสบความสำเร็จในการทำงานได้ก็ต่อเมื่อผู้นำสามารถเลือกใช้วิธีการหรือแสดงออกซึ่งพฤติกรรมเป็นผู้นำที่เหมาะสมสอดคล้องกับแต่ละสถานการณ์ ผู้นำที่ผสมจะประยุกต์ใช้ทฤษฎีว่าด้วยผู้นำตามสถานการณ์ให้เกิดประโยชน์กับตนเองจึงต้องศึกษาว่าสถานการณ์หรือปัจจัยต่างๆที่มีผลต่อวิธีการและพฤติกรรมของผู้นำเหล่านั้นมีอะไรบ้าง และแต่ละสถานการณ์ผู้นำควรใช้วิธีการใดในการบริหารงานให้ประสบความสำเร็จได้สูงสุด นักวิจัยหลายคนได้ค้นคว้าถึงสถานการณ์ต่างๆที่ส่งผลต่อภาวะผู้นำและวิธีการที่ผู้นำเรื่องใช้ในหลายรูปแบบซึ่งพอสรุปสถานการณ์ต่างๆที่มีความสำคัญได้ 7 ประการดังนี้
ตอบลบ1 ความต้องการของพนักงาน ความต้องการพนักงานเป็นปัจจัยที่มีส่วนกำหนดวิธีการที่ผู้นำใช้ในการบริหารงานกล่าวคือเมื่อความต้องการของพนักงานแตกต่างกันออกไปจนส่งผลให้ผู้นำเลือกใช้วิธีการบริหารงานที่แตกต่างกันเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของพนักงานคนนั้นๆ
2 ลักษณะการตัดสินใจของกลุ่ม กลุ่มแต่ละกลุ่มย่อมมีลักษณะการตัดสินใจที่แตกต่างกัน กลุ่มบางกลุ่มอาจเปิดให้สมาชิกอภิปราย ประเด็นที่จะตัดสินใจอย่างเสรีแล้วลงคะแนนเสียงเพื่อหาข้อสรุปโดยเสียงข้างมากผู้นำที่บริหารจัดการในกลุ่มที่มีการตัดสินใจลักษณะดังกล่าวอาจเข้ามามีส่วนร่วมอภิปราย ออกความเห็น และเมื่อประชุมเป็นเวลาสมควรแล้วผู้นำอ่านสรุปขอให้ที่ประชุมลงคะแนนเสียงได้ทันที แต่บางกลุ่มอาจไม่ต้องการให้มีการลงคะแนนเสียง เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดความแตกแยก จึงเรียนให้สมาชิกพยายามโน้มน้าวความเห็นของกันและกัน จนทุกคนเห็นชอบร่วมกันแล้วจึงตัดสินใจ
3 ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำและสมาชิก ผู้นำที่เป็นเพื่อนหรือสนิทคุ้นเคยกับสมาชิกย่อมต้องใช้วิธีการบริหารจัดการที่แตกต่างจากผู้นำที่ไม่รู้จัก สมาชิกเป็นการส่วนตัวเช่นในการทำรายงานกลุ่มของนิสิตนักศึกษาในมหาลัยแม้จะมีกำหนดให้สมาชิกคนหนึ่งเป็นผู้นำกลุ่มแต่ผู้นำคนดังกล่าวย่อมไม่สามารถใช้เพียงการออกคำสั่งเพื่อให้สมาชิกปฏิบัติตามได้แต่ต้องร้องขอเพื่อนให้ทำงานตามแนวทางที่ประสงค์
4 แหล่งที่มาของอำนาจ ผู้นำที่มีอำนาจจากความชื่นชมมักพบว่าตัวเองแทบไม่ต้องใช้วิธีการบังคับหรือขู่จะลงโทษพนักงานเพื่อให้พนักงานทำงานตามเป้าหมายเนื่องจากพนักงานมีความรักชื่นชมและยินยอมพร้อมใจในการทำงานอยู่แล้วซึ่งแตกต่างจากผู้นำที่มีเพียงอำนาจในการให้โทษย่อมอาศัยการบังคับและถูกเห็นในการลงโทษ จึงจะทำให้พนักงานทำงานตามที่ต้องการได้
5 ลักษณะงาน งานที่จําเป็นต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์เช่นงานโฆษณาผู้นำจำเป็นต้องสร้างบรรยากาศการทำงานแบบหลวมๆเป็นกันเองและความรู้สึกของคนมากกว่างานในโรงงานซึ่งเป็นงานที่มีลักษณะชัดเจนไปตัวที่ผู้นำจำเป็นต้องบริหารงานโดยอาศัยกฎระเบียบและข้อข้อคำสั่งในการทำงาน
6 คุณลักษณะเฉพาะการที่แต่ละคนมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันผู้นำจึงควรเลือกวิธีในการบริหารงานให้สอดคล้องกับคุณลักษณะเฉพาะของตนเองด้วย
7 วุฒิภาวะของผู้ตาม วุฒิภาวะของผู้ตามเป็นอีกปัจจัยหนึ่งซึ่งมีความสำคัญในการกำหนดวิธีการบริหารงานของผู้นำหากผู้ตามมีวุฒิภาวะสูงผู้นำอาจมอบความ รับผิดชอบในการตัดสินใจและการทำงานให้พูดตามได้ทั้งหมดซึ่งตรงข้ามกับผู้ตามที่มีวุฒิภาวะต่ำผู้นำย่อมไม่ควรมุ่งเน้นที่พูดตามแต่ต้องเน้นที่ตัวผู้นำเองเพื่อให้การทำงาน
รัญชริดา มะนุ่น 12590067
ทฤษฎีตามสถานการณ์ (Contingency Theory)เป็นทฤษฎีที่นำปัจจัยสิ่งแวดล้อมของผู้นำมาพิจารณาว่ามีความสำคัญต่อความสำเร็จของผู้บริหารขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมหรือสถานการณ์ที่อำนวยให้ ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อภาวะผู้นำ มีดังนี้
ตอบลบ1. การให้ผู้บริหารตื่นตัวต่อสถานการณ์ต่าง ๆ อยู่เสมอ และตัดสินในปัญหาต่างๆ ตามสถานการณ์อาจทำให้มีคนคิดว่าการที่จะตัดสินใจในปัญหาต่างๆ เล็กๆ น้อยๆ เป็นอย่างดีแล้วจะทำให้การบริหารงานทั้งหมดดีไปเอง ข้อเสนอแนะก็คือ ในกรณีที่การตัดสินใจปัญหาปลีกย่อยจำนวนมากๆ ให้ถูกต้องนั้นก็สำคัญแต่การที่จะต้องตัดสินใจในปัญหาใหญ่ๆ หลักๆก็มีความสำคัญเช่นเดียวกัน ผู้บริหารจำเป็นต้องมีภาพรวมของบทบาทตนเอง องค์การและสภาพแวดล้อม ภาพรวมเหล่านี้จำเป็นและเป็นแนวทางในการตัดสินในปัญหาปลีกย่อยรองลงมาทั้งหลาย
2. ทฤษฎีสถานการณ์ทำให้มองดูเหมือนว่าเป็นเรื่องไม่มีคุณค่ามาเกี่ยวข้อง องค์ประกอบอันเกี่ยวกับสภาพแวดล้อม องค์การและตัวอื่นๆนับเป็นเหมือนสิ่งที่เราต้องตระหนักและแสดงปฏิกิริยาตอบ ถ้าเป็นเช่นนั้นผู้บริหารก็จะไม่ต่างอะไรไปจากบาโรมิเตอร์วัดความเปลี่ยนแปลงของบรรยากาศ ผู้บริหารอาจกลายเป็นเพียงผู้บริหารเพื่อการบริหาร คอยยืนอยู่บนยอดของคลื่นความเปลี่ยนแปลงและสถานการณ์อยู่ตลอด
นายดนุสรณ์ เลิศเศรษฐี 12590028
นักวิจัยหลายคนได้ค้นคว้าถึงสถานการณ์ต่างๆ ที่ส่งผลต่อภาวะผู้นำ ซึ่งมีความสำคัญได้ 7 ประการ ดังนี้
ตอบลบ1. ความต้องการของพนักงาน ความต้องการของพนักงานเป็นปัจจัยที่มีส่วนกำหนดวิธีการที่ผู้นำใช้ในการบริหารงาน กล่าวคือ เมื่อความต้องการของพนักงานแตกต่างกันออกไปย่อมส่งผลให้ผู้นำเลือกใช้วิธีการบริหารงานที่แตกต่างกันเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของพนักงานคนนั้นๆ
2. ลักาณะการตัดสินใจของกลุ่ม กลุ่มแต่ละกลุ่มย่อมมีลักษณะการตัดสินใจที่แตกต่างกัน กลุ่มบางกลุ่มอาจเปิดให้สมาชิกอภิปรายประเด็นที่จะตัดสินใจอย่างเสรี แล้วลงคะแนนเสียงเพื่อหาข้อสรุปโดยเสียงข้างมาก ผู้นำที่บริหารจัดการในกลุ่มที่มีการตัดสินใจลักษณะดังกล่าว อาจเข้าร่วมอภิปราย ออกความเห็น และเมื่อประชุมเป็นเวลาสมควรแล้ว ผู้นำอาจสรุปขอให้ที่ประชุมลงคะแนนเสียงได้ทันที แต่บางกลุ่มอาจไม่ต้องการให้มีการลงคะแนนเสียง เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดการแตกแยก จึงเน้นให้สมาชิกพยายามโน้มน้าวความเห้นของกันและกันจนทุกคนเห็นชอบร่วมกันแล้วจึงตัดสินใจ
3. ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำกับสมาชิก ผู้นำที่เป้นเพื่อนหรือสนิทสนมคุ้นเคยกับสมาชิกย่อมต้องใช้วิธีการบริหารจัดการที่แตกต่างจากผู้นำที่ไม่รู้จกสมาชิกเป็นการส่วนตัว
4. แหล่งที่มาของอำนาจ ผู้นำที่มีอำนาจจากความชื่นชมมักพบว่าตนเองแทบไม่ต้องใช้วิธีการบังคับหรือขู่จะลงโทษพนักงานเพื่อให้พนักงานทำงานตามเป้าประสงค์ เนื่องจจากพนักงานมีความรักชื่นชมและยินยอมพร้อมใจในการทำงานอยู่แล้ว ซึ่งแตกต่างจากผู้นำที่มีเพียงอำนาจในการให้โทษ ย่อมต้องอาศัยการบังคับและขู่เข็ญในการลงโทษจึงจะทำให้พนักงานทำงานตามที่ต้องการได้
5. ลักาณะงาน งานที่จำเป็นต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์ เช่น งานสร้างโฆษณา ผู้นำจำเป็นต้องสร้างบรรยากาศทำงานแบบหลวมๆ เป็นกันเอง เน้นความรู้สึกของคนมากกว่างานในโรงงานซึ่งเป็นงานที่มีลักษณะชัดเจนตายตัว ที่ผู้นำจำเป็นต้องบริหารงานโดยอาศัยกฎระเบียบและคำสั่งในการทำงาน
6. คุณลักษณะเฉพาะ การที่แต่ละคนมีลักษณะที่แตกต่างกัน ผู้นำจึงควรเลือกวิธีในการบริหารงานให้สอกดคล้องกับคุณลักษณะเฉพาะของตนเองด้วย
7. วุฒิภาวะผู้ตาม วุฒิภาวะของผู้ตามเป็นอีกปัจจัยหนึ่งซึ่งมีความสำคัญในการกำหนดวิธีการบริหารงานของผู้นำ หากผู้ตามมีวุฒิภาวะสูง ผู้นำอาจมอบหมายความรับผิดชอบในการตัดสินใจและการทำงานให้ผู้ตามได้ทั้งหมด
(นายนภนต์ เจียรนัย 12590040)
ทฤษฎีว่าด้วยผู้นำตามสถานการณ์ ตั้งอยู่บนพื้นฐานของแนวคิดที่ว่า ผู้นําที่ประสบความสำเร็จได้นั้นไม่จำเป็นต้องมีคุณลักษณะเฉพาะที่ตายตัวและไม่จำเป็นต้องมีการแสดงออกเชิงพฤติกรรมในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งเท่านั้น หากแต่ผู้นำจะประสบความสำเร็จในการทำงานได้ก็ต่อเมื่อผู้นำสามารถเลือกใช้วิธีการหรือแสดงออกซึ่งพฤติกรรมเป็นผู้นำที่เหมาะสมสอดคล้องกับแต่ละสถานการณ์ ผู้นำที่ผสมจะประยุกต์ใช้ทฤษฎีว่าด้วยผู้นำตามสถานการณ์ให้เกิดประโยชน์กับตนเองจึงต้องศึกษาว่าสถานการณ์หรือปัจจัยต่างๆที่มีผลต่อวิธีการและพฤติกรรมของผู้นำเหล่านั้นมีอะไรบ้าง และแต่ละสถานการณ์ผู้นำควรใช้วิธีการใดในการบริหารงานให้ประสบความสำเร็จได้สูงสุด นักวิจัยหลายคนได้ค้นคว้าถึงสถานการณ์ต่างๆที่ส่งผลต่อภาวะผู้นำและวิธีการที่ผู้นำเรื่องใช้ในหลายรูปแบบซึ่งพอสรุปสถานการณ์ต่างๆที่มีความสำคัญได้ 7 ประการดังนี้
ตอบลบ1 ความต้องการของพนักงาน ความต้องการพนักงานเป็นปัจจัยที่มีส่วนกำหนดวิธีการที่ผู้นำใช้ในการบริหารงานกล่าวคือเมื่อความต้องการของพนักงานแตกต่างกันออกไปจนส่งผลให้ผู้นำเลือกใช้วิธีการบริหารงานที่แตกต่างกันเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของพนักงานคนนั้นๆ
2 ลักษณะการตัดสินใจของกลุ่ม กลุ่มแต่ละกลุ่มย่อมมีลักษณะการตัดสินใจที่แตกต่างกัน กลุ่มบางกลุ่มอาจเปิดให้สมาชิกอภิปราย ประเด็นที่จะตัดสินใจอย่างเสรีแล้วลงคะแนนเสียงเพื่อหาข้อสรุปโดยเสียงข้างมากผู้นำที่บริหารจัดการในกลุ่มที่มีการตัดสินใจลักษณะดังกล่าวอาจเข้ามามีส่วนร่วมอภิปราย ออกความเห็น และเมื่อประชุมเป็นเวลาสมควรแล้วผู้นำอ่านสรุปขอให้ที่ประชุมลงคะแนนเสียงได้ทันที แต่บางกลุ่มอาจไม่ต้องการให้มีการลงคะแนนเสียง เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดความแตกแยก จึงเรียนให้สมาชิกพยายามโน้มน้าวความเห็นของกันและกัน จนทุกคนเห็นชอบร่วมกันแล้วจึงตัดสินใจ
3 ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำและสมาชิก ผู้นำที่เป็นเพื่อนหรือสนิทคุ้นเคยกับสมาชิกย่อมต้องใช้วิธีการบริหารจัดการที่แตกต่างจากผู้นำที่ไม่รู้จัก สมาชิกเป็นการส่วนตัวเช่นในการทำรายงานกลุ่มของนิสิตนักศึกษาในมหาลัยแม้จะมีกำหนดให้สมาชิกคนหนึ่งเป็นผู้นำกลุ่มแต่ผู้นำคนดังกล่าวย่อมไม่สามารถใช้เพียงการออกคำสั่งเพื่อให้สมาชิกปฏิบัติตามได้แต่ต้องร้องขอเพื่อนให้ทำงานตามแนวทางที่ประสงค์
4 แหล่งที่มาของอำนาจ ผู้นำที่มีอำนาจจากความชื่นชมมักพบว่าตัวเองแทบไม่ต้องใช้วิธีการบังคับหรือขู่จะลงโทษพนักงานเพื่อให้พนักงานทำงานตามเป้าหมายเนื่องจากพนักงานมีความรักชื่นชมและยินยอมพร้อมใจในการทำงานอยู่แล้วซึ่งแตกต่างจากผู้นำที่มีเพียงอำนาจในการให้โทษย่อมอาศัยการบังคับและถูกเห็นในการลงโทษ จึงจะทำให้พนักงานทำงานตามที่ต้องการได้
5 ลักษณะงาน งานที่จําเป็นต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์เช่นงานโฆษณาผู้นำจำเป็นต้องสร้างบรรยากาศการทำงานแบบหลวมๆเป็นกันเองและความรู้สึกของคนมากกว่างานในโรงงานซึ่งเป็นงานที่มีลักษณะชัดเจนไปตัวที่ผู้นำจำเป็นต้องบริหารงานโดยอาศัยกฎระเบียบและข้อข้อคำสั่งในการทำงาน
6 คุณลักษณะเฉพาะการที่แต่ละคนมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันผู้นำจึงควรเลือกวิธีในการบริหารงานให้สอดคล้องกับคุณลักษณะเฉพาะของตนเองด้วย
7 วุฒิภาวะของผู้ตาม วุฒิภาวะของผู้ตามเป็นอีกปัจจัยหนึ่งซึ่งมีความสำคัญในการกำหนดวิธีการบริหารงานของผู้นำหากผู้ตามมีวุฒิภาวะสูงผู้นำอาจมอบความ รับผิดชอบในการตัดสินใจและการทำงานให้พูดตามได้ทั้งหมดซึ่งตรงข้ามกับผู้ตามที่มีวุฒิภาวะต่ำผู้นำย่อมไม่ควรมุ่งเน้นที่พูดตามแต่ต้องเน้นที่ตัวผู้นำเองเพื่อให้การทำงานสามารถประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ได้
(ธนพล โชครัตน์ประภา 12590033)
ตอบลบ1.ความต้องการของพนักงาน (Employee 's needs) ความต้องการของพนักงานเป็นปัจจัยที่มีส่วนกำหนดวิธีการที่ผู้นำใช้ในการบริหารงานกล่าวคือเมื่อความต้องการของพนักงานแตกต่างกันออกไปย่อมส่งผลให้ผู้นำเลือกใช้วิธีการบริหารงานที่แตกต่างกันเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของพนักงานคนนั้นๆหากพนักงานต้องการชื่อเสียงเกียรติยศผู้นำจำเป็นต้องเน้นการให้เกียรติและยกย่องในความสำเร็จของพนักงานมากที่สุดแต่หากพนักงานต้องการความรักและความผูกพันกับสมาชิกในองค์กรผู้นำต้องเน้นที่ความรู้สึกของพนักงานและการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกองค์กรเป็นต้น
2.ลักษณะการตัดสินใจของกลุ่ม (Group Decision Making) กลุ่มแต่ละกลุ่มย่อมมีลักษณะการตัดสินใจที่แตกต่างกันกลุ่มบางกลุ่มอาจเปิดให้สมาชิกอภิปรายประเด็นที่จะตัดสินใจอย่างเสรีแล้วลงคะแนนเสียงเพื่อหาข้อสรุปโดยเสียงข้างมากผู้นำที่บริหารจัดการในกลุ่มที่มีการตัดสินใจลักษณะดังกล่าวอาจเข้าร่วมอภิปรายออกความเห็นและเมื่อประชุมเป็นเวลาสมควรแล้วผู้นำอาจสรุปขอให้ที่ประชุมลงคะแนนเสียงได้ทันทีแต่บางกลุ่มอาจไม่ต้องการให้มีการลงคะแนนเสียงเนื่องจากเกรงว่าจะเกิดการแตกแยกจึงเน้นให้สมาชิกพยายามโน้มน้าวความเห็นของกันและกันจนทุกคนเห็นชอบร่วมกันแล้วจึงตัดสินใจผู้นำที่อยู่ในกลุ่มที่มีการตัดสินใจลักษณะนี้อาจต้องระมัดระวังด้านความรู้สึกของสมาชิกกลุ่มและผู้นำย่อมไม่สามารถตัดบทการอภิปรายเพื่อให้ลงมติหากเห็นว่าสมาชิกกลุ่มยังไม่มีความเห็นเป็นเอกฉันท์ผู้นำที่ดีจึงจำเป็นต้องศึกษาลักษณะการตัดสินใจของสมาชิกกลุ่มให้ชัดเจนแล้วจึงเลือกวิธีการที่เหมาะสมในการบริหารงานกลุ่ม
3.ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำและสมาชิก (Leader / Member Relations) ผู้นำที่เป็นเพื่อนหรือสนิทสนมคุ้นเคยกับสมาชิกย่อมต้องใช้วิธีการบริหารจัดการที่แตกต่างจากผู้นำที่ไม่รู้จักสมาชิกเป็นการส่วนตัวอาทิในการทำรายงานกลุ่มของนิสิตนักศึกษาในมหาวิทยาลัยแม้จะมีกำหนดให้สมาชิกคนหนึ่งเป็นผู้นำกลุ่มแต่ผู้นำคนดังกล่าวย่อมไม่สามารถใช้เพียงการออกคำสั่งเพื่อให้สมาชิกปฏิบัติตามได้แต่ต้องขอร้องเพื่อนให้ทำงานตามแนวทางที่ประสงค์ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำกับสมาชิกจึงเป็นอีกปัจจัยที่มีผลต่อการชี้นำอย่างไรก็ตามในองค์กรทั่วไปผู้นำย่อมสามารถออกคำสั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาปฏิบัติงานในหน้าที่ได้
4.แหล่งที่มาของอำนาจ (Power Sources) ผู้นำที่มีอำนาจจากความชื่นชม (Referent Power) มักพบว่าตนเองแทบไม่ต้องใช้วิธีการบังคับหรือขู่จะลงโทษพนักงานเพื่อให้พนักงานทำงานตามเป้าประสงค์เนื่องจากพนักงานมีความรักชื่นชมและยินยอมพร้อมใจในการทำงานอยู่แล้วซึ่งแตกต่างจากผู้นำที่มีเพียงอำนาจในการให้โทษย่อมต้องอาศัยการบังคับและขู่เข็ญในการลงโทษจึงจะทำให้พนักงานทำงานตามที่ต้องการได้
5.ลักษณะงาน (Task Structure) งานที่จำเป็นต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์เช่นงานสร้างโฆษณาผู้นำจำเป็นต้องสร้างบรรยากาศการทำงานแบบหลวมๆเป็นกันเองเน้นความรู้สึกของคนมากกว่างานในโรงงานซึ่งเป็นงานที่มีลักษณะชัดเจนตายตัวที่ผู้นำจำเป็นต้องบริหารงานโดยอาศัยกฎระเบียบและคำสั่งในการทำงาน
6.คุณลักษณะเฉพาะ (Traits) การที่แต่ละคนมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันผู้นำจึงควรเลือกวิธีในการบริหารงานให้สอดคล้องกับคุณลักษณะเฉพาะของตนเองด้วยเช่นหากตนเองเป็นคนที่อ่อนไหวไม่สามารถรับเรื่องกระเทือนใจหรือความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้ก็ไม่ควรเลือกใช้ภาวะผู้นำแบบอัตนิยมในการบริหารเนื่องจากอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างตนเองกับสมาชิกกลุ่มได้ง่ายเป็นต้น
7.วุฒิภาวะของผู้ตาม (Maturity of Followers) วุฒิภาวะของผู้ตามเป็นอีกปัจจัยหนึ่งซึ่งมีความสำคัญในการกำหนดวิธีการบริหารงานของผู้นำหากผู้ตามมีวุฒิภาวะสูงผู้นำอาจมอบหมายความรับผิดชอบในการตัดสินใจและการทำงานให้ผู้ตามได้ทั้งหมดซึ่งตรงข้ามกับผู้ตามที่มีวุฒิภาวะผู้นำย่อมไม่ควรมุ่งเน้นที่ผู้ตามแต่ต้องเน้นที่ตัวผู้นำเองเพื่อให้การทำงานสามารถสำเร็จตามประสงค์ได้โดยผู้นำจะต้องกำหนดวิธีการทำงานแล้วออกคำสั่งให้ผู้ตามปฏิบัติแล้วตรวจติดตามผลอย่างใกล้ชิด
(วิลาสินี เกตุแก้ว 12590073)
ทฤษฎีว่าด้วยผู้นำตามสถานการณ์ตั้งอยู่บนพื้นฐานของแนวคิดที่ว่า ผู้นำที่ประสบความสำเร็จได้นั้นต้องมีคุณลักษณะเฉพาะที่ตายตัวและไม่จำเป็นต้องมีการแสดงออกเชิงพฤติกรรมในรูปแบบในรูปแบบหนึ่งเท่านั้น หากแต่ผู้นำจะประสบความสำเร็จในการทำงานได้ก็ต่อเมื่อผู้นำสามารถเลือกใช้วิธีการหรือแสดงออกซึ่งพฤติกรรมการเป็นผู้นำที่เหมาะสมสอดคล้องกับแต่ละสถานการณ์
ตอบลบนักวิจัยหลายคนได้ค้นคว้าถึงสถานการณ์ต่างๆที่ส่งผลต่อภาวะผู้นำ และวิธีการที่ผู้นำเลือกใช้ในหลายรูปแบบ ซึ่งพอสรุปสถานการณ์ต่างๆที่มีความสัญได้ 7 ประการ ดังต่อไปนี้
1. ความต้องการของพนักงาน : ความต้องการของพนักงานเป็นปัจจัยที่มีส่วนกำหนดวิธีการที่ผู้นำใช้ในการบริหารงาน กล่าวคือ เมื่อความต้องการของพนักงานแตกต่างกันออกไปย่อมส่งผลให้ผู้นำเลือกใช้วิธีการบริหารงานที่แตกต่างกันเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของพนักงานคนนั้นๆ
2. ลักาณะการตัดสินใจของกลุ่ม : กลุ่มแต่ละกลุ่มย่อมมีลักษณะการตัดสินใจที่แตกต่างกัน กลุ่มบางกลุ่มอาจเปิดให้สมาชิกอภิปรายประเด็นที่จะตัดสินใจอย่างเสรี แล้วลงคะแนนเสียงเพื่อหาข้อสรุปโดยเสียงข้างมาก ผู้นำที่บริหารจัดการในกลุ่มที่มีการตัดสินใจลักษณะดังกล่าว อาจเข้าร่วมอภิปราย ออกความเห็น และเมื่อประชุมเป็นเวลาสมควรแล้ว ผู้นำอาจสรุปขอให้ที่ประชุมลงคะแนนเสียงได้ทันที แต่บางกลุ่มอาจไม่ต้องการให้มีการลงคะแนนเสียง เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดการแตกแยก จึงเน้นให้สมาชิกพยายามโน้มน้าวความเห้นของกันและกันจนทุกคนเห็นชอบร่วมกันแล้วจึงตัดสินใจ
3. ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำกับสมาชิก : ผู้นำที่เป้นเพื่อนหรือสนิทสนมคุ้นเคยกับสมาชิกย่อมต้องใช้วิธีการบริหารจัดการที่แตกต่างจากผู้นำที่ไม่รู้จกสมาชิกเป็นการส่วนตัว
4. แหล่งที่มาของอำนาจ : ผู้นำที่มีอำนาจจากความชื่นชมมักพบว่าตนเองแทบไม่ต้องใช้วิธีการบังคับหรือขู่จะลงโทษพนักงานเพื่อให้พนักงานทำงานตามเป้าประสงค์ เนื่องจจากพนักงานมีความรักชื่นชมและยินยอมพร้อมใจในการทำงานอยู่แล้ว ซึ่งแตกต่างจากผู้นำที่มีเพียงอำนาจในการให้โทษ ย่อมต้องอาศัยการบังคับและขู่เข็ญในการลงโทษจึงจะทำให้พนักงานทำงานตามที่ต้องการได้
5. ลักาณะงาน : งานที่จำเป็นต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์ เช่น งานสร้างโฆษณา ผู้นำจำเป็นต้องสร้างบรรยากาศทำงานแบบหลวมๆ เป็นกันเอง เน้นความรู้สึกของคนมากกว่างานในโรงงานซึ่งเป็นงานที่มีลักษณะชัดเจนตายตัว ที่ผู้นำจำเป็นต้องบริหารงานโดยอาศัยกฎระเบียบและคำสั่งในการทำงาน
6. คุณลักษณะเฉพาะ : การที่แต่ละคนมีลักษณะที่แตกต่างกัน ผู้นำจึงควรเลือกวิธีในการบริหารงานให้สอกดคล้องกับคุณลักษณะเฉพาะของตนเองด้วย
7. วุฒิภาวะผู้ตาม : วุฒิภาวะของผู้ตามเป็นอีกปัจจัยหนึ่งซึ่งมีความสำคัญในการกำหนดวิธีการบริหารงานของผู้นำ หากผู้ตามมีวุฒิภาวะสูง ผู้นำอาจมอบหมายความรับผิดชอบในการตัดสินใจและการทำงานให้ผู้ตามได้ทั้งหมด ซึ่งตรงข้ามกับผู้ตามที่มีวุฒิภาวะต่ำ ผู้นำย่อมไม่ควรมุ่งเน้นที่ผู้ตาม แต่ต้องเน้นที่ตัวผู้นำเอง เพื่อหะการทำงานสามารถสำเร็จตามประสงค์ได้ โดยผู้นำจะต้องกำหนดวิธีการทำงานแล้วออกคำสั่งให้ผู้ตามปฏิบัติ แล้วตรวจติดตามผลอย่างใกล้ชิด(อังคณา พิทักษ์สุข 12590104)
ตอบลบทฤษฎีตามสถานการณ์ (Contingency Theory)เป็นทฤษฎีที่นำปัจจัยสิ่งแวดล้อมของผู้นำมาพิจารณาว่ามีความสำคัญต่อความสำเร็จของผู้บริหารขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมหรือสถานการณ์ที่อำนวยให้ ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อภาวะผู้นำ มีดังนี้
1. การให้ผู้บริหารตื่นตัวต่อสถานการณ์ต่าง ๆ อยู่เสมอ และตัดสินในปัญหาต่างๆ ตามสถานการณ์อาจทำให้มีคนคิดว่าการที่จะตัดสินใจในปัญหาต่างๆ เล็กๆ น้อยๆ เป็นอย่างดีแล้วจะทำให้การบริหารงานทั้งหมดดีไปเอง ข้อเสนอแนะก็คือ ในกรณีที่การตัดสินใจปัญหาปลีกย่อยจำนวนมากๆ ให้ถูกต้องนั้นก็สำคัญแต่การที่จะต้องตัดสินใจในปัญหาใหญ่ๆ หลักๆก็มีความสำคัญเช่นเดียวกัน ผู้บริหารจำเป็นต้องมีภาพรวมของบทบาทตนเอง องค์การและสภาพแวดล้อม ภาพรวมเหล่านี้จำเป็นและเป็นแนวทางในการตัดสินในปัญหาปลีกย่อยรองลงมาทั้งหลาย
2. ทฤษฎีสถานการณ์ทำให้มองดูเหมือนว่าเป็นเรื่องไม่มีคุณค่ามาเกี่ยวข้อง องค์ประกอบอันเกี่ยวกับสภาพแวดล้อม องค์การและตัวอื่นๆนับเป็นเหมือนสิ่งที่เราต้องตระหนักและแสดงปฏิกิริยาตอบ ถ้าเป็นเช่นนั้นผู้บริหารก็จะไม่ต่างอะไรไปจากบาโรมิเตอร์วัดความเปลี่ยนแปลงของบรรยากาศ ผู้บริหารอาจกลายเป็นเพียงผู้บริหารเพื่อการบริหาร คอยยืนอยู่บนยอดของคลื่นความเปลี่ยนแปลงและสถานการณ์อยู่ตลอด
(ชนาวาส บัววงค์ 12590013)
ทฤษฎีตามสถานการณ์ (Contingency Theory)เป็นทฤษฎีที่นำปัจจัยสิ่งแวดล้อมของผู้นำมาพิจารณาว่ามีความสำคัญต่อความสำเร็จของผู้บริหารขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมหรือสถานการณ์ที่อำนวยให้ ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อภาวะผู้นำ มีดังนี้
ตอบลบ1. การให้ผู้บริหารตื่นตัวต่อสถานการณ์ต่าง ๆ อยู่เสมอ และตัดสินในปัญหาต่างๆ ตามสถานการณ์อาจทำให้มีคนคิดว่าการที่จะตัดสินใจในปัญหาต่างๆ เล็กๆ น้อยๆ เป็นอย่างดีแล้วจะทำให้การบริหารงานทั้งหมดดีไปเอง ข้อเสนอแนะก็คือ ในกรณีที่การตัดสินใจปัญหาปลีกย่อยจำนวนมากๆ ให้ถูกต้องนั้นก็สำคัญแต่การที่จะต้องตัดสินใจในปัญหาใหญ่ๆ หลักๆก็มีความสำคัญเช่นเดียวกัน ผู้บริหารจำเป็นต้องมีภาพรวมของบทบาทตนเอง องค์การและสภาพแวดล้อม ภาพรวมเหล่านี้จำเป็นและเป็นแนวทางในการตัดสินในปัญหาปลีกย่อยรองลงมาทั้งหลาย
2. ทฤษฎีสถานการณ์ทำให้มองดูเหมือนว่าเป็นเรื่องไม่มีคุณค่ามาเกี่ยวข้อง องค์ประกอบอันเกี่ยวกับสภาพแวดล้อม องค์การและตัวอื่นๆนับเป็นเหมือนสิ่งที่เราต้องตระหนักและแสดงปฏิกิริยาตอบ ถ้าเป็นเช่นนั้นผู้บริหารก็จะไม่ต่างอะไรไปจากบาโรมิเตอร์วัดความเปลี่ยนแปลงของบรรยากาศ ผู้บริหารอาจกลายเป็นเพียงผู้บริหารเพื่อการบริหาร คอยยืนอยู่บนยอดของคลื่นความเปลี่ยนแปลงและสถานการณ์อยู่ตลอด
(น.ส.ดารารัตน์ ดาสาลี 12590030)
ทฤษฎีว่าด้วยผู้นำตามสถานการณ์ ตั้งอยู่บนพื้นฐานของแนวคิดที่ว่า ผู้นําที่ประสบความสำเร็จได้นั้นไม่จำเป็นต้องมีคุณลักษณะเฉพาะที่ตายตัวและไม่จำเป็นต้องมีการแสดงออกเชิงพฤติกรรมในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งเท่านั้น หากแต่ผู้นำจะประสบความสำเร็จในการทำงานได้ก็ต่อเมื่อผู้นำสามารถเลือกใช้วิธีการหรือแสดงออกซึ่งพฤติกรรมเป็นผู้นำที่เหมาะสมสอดคล้องกับแต่ละสถานการณ์ ผู้นำที่ผสมจะประยุกต์ใช้ทฤษฎีว่าด้วยผู้นำตามสถานการณ์ให้เกิดประโยชน์กับตนเองจึงต้องศึกษาว่าสถานการณ์หรือปัจจัยต่างๆที่มีผลต่อวิธีการและพฤติกรรมของผู้นำเหล่านั้นมีอะไรบ้าง และแต่ละสถานการณ์ผู้นำควรใช้วิธีการใดในการบริหารงานให้ประสบความสำเร็จได้สูงสุด นักวิจัยหลายคนได้ค้นคว้าถึงสถานการณ์ต่างๆที่ส่งผลต่อภาวะผู้นำและวิธีการที่ผู้นำเรื่องใช้ในหลายรูปแบบซึ่งพอสรุปสถานการณ์ต่างๆที่มีความสำคัญได้ 7 ประการดังนี้
ตอบลบ1 ความต้องการของพนักงาน ความต้องการพนักงานเป็นปัจจัยที่มีส่วนกำหนดวิธีการที่ผู้นำใช้ในการบริหารงานกล่าวคือเมื่อความต้องการของพนักงานแตกต่างกันออกไปจนส่งผลให้ผู้นำเลือกใช้วิธีการบริหารงานที่แตกต่างกันเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของพนักงานคนนั้นๆ
2 ลักษณะการตัดสินใจของกลุ่ม กลุ่มแต่ละกลุ่มย่อมมีลักษณะการตัดสินใจที่แตกต่างกัน กลุ่มบางกลุ่มอาจเปิดให้สมาชิกอภิปราย ประเด็นที่จะตัดสินใจอย่างเสรีแล้วลงคะแนนเสียงเพื่อหาข้อสรุปโดยเสียงข้างมากผู้นำที่บริหารจัดการในกลุ่มที่มีการตัดสินใจลักษณะดังกล่าวอาจเข้ามามีส่วนร่วมอภิปราย ออกความเห็น และเมื่อประชุมเป็นเวลาสมควรแล้วผู้นำอ่านสรุปขอให้ที่ประชุมลงคะแนนเสียงได้ทันที แต่บางกลุ่มอาจไม่ต้องการให้มีการลงคะแนนเสียง เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดความแตกแยก จึงเรียนให้สมาชิกพยายามโน้มน้าวความเห็นของกันและกัน จนทุกคนเห็นชอบร่วมกันแล้วจึงตัดสินใจ
3 ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำและสมาชิก ผู้นำที่เป็นเพื่อนหรือสนิทคุ้นเคยกับสมาชิกย่อมต้องใช้วิธีการบริหารจัดการที่แตกต่างจากผู้นำที่ไม่รู้จัก สมาชิกเป็นการส่วนตัวเช่นในการทำรายงานกลุ่มของนิสิตนักศึกษาในมหาลัยแม้จะมีกำหนดให้สมาชิกคนหนึ่งเป็นผู้นำกลุ่มแต่ผู้นำคนดังกล่าวย่อมไม่สามารถใช้เพียงการออกคำสั่งเพื่อให้สมาชิกปฏิบัติตามได้แต่ต้องร้องขอเพื่อนให้ทำงานตามแนวทางที่ประสงค์
4 แหล่งที่มาของอำนาจ ผู้นำที่มีอำนาจจากความชื่นชมมักพบว่าตัวเองแทบไม่ต้องใช้วิธีการบังคับหรือขู่จะลงโทษพนักงานเพื่อให้พนักงานทำงานตามเป้าหมายเนื่องจากพนักงานมีความรักชื่นชมและยินยอมพร้อมใจในการทำงานอยู่แล้วซึ่งแตกต่างจากผู้นำที่มีเพียงอำนาจในการให้โทษย่อมอาศัยการบังคับและถูกเห็นในการลงโทษ จึงจะทำให้พนักงานทำงานตามที่ต้องการได้
5 ลักษณะงาน งานที่จําเป็นต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์เช่นงานโฆษณาผู้นำจำเป็นต้องสร้างบรรยากาศการทำงานแบบหลวมๆเป็นกันเองและความรู้สึกของคนมากกว่างานในโรงงานซึ่งเป็นงานที่มีลักษณะชัดเจนไปตัวที่ผู้นำจำเป็นต้องบริหารงานโดยอาศัยกฎระเบียบและข้อข้อคำสั่งในการทำงาน
6 คุณลักษณะเฉพาะการที่แต่ละคนมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันผู้นำจึงควรเลือกวิธีในการบริหารงานให้สอดคล้องกับคุณลักษณะเฉพาะของตนเองด้วย
7 วุฒิภาวะของผู้ตาม วุฒิภาวะของผู้ตามเป็นอีกปัจจัยหนึ่งซึ่งมีความสำคัญในการกำหนดวิธีการบริหารงานของผู้นำหากผู้ตามมีวุฒิภาวะสูงผู้นำอาจมอบความ รับผิดชอบในการตัดสินใจและการทำงานให้พูดตามได้ทั้งหมดซึ่งตรงข้ามกับผู้ตามที่มีวุฒิภาวะต่ำผู้นำย่อมไม่ควรมุ่งเน้นที่พูดตามแต่ต้องเน้นที่ตัวผู้นำเองเพื่อให้การทำงานสามารถประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ได้
(ณัฐชัญญา ปรินจิตต์ 12590896)
1.ความต้องการของพนักงาน (Employee 's needs) ความต้องการของพนักงานเป็นปัจจัยที่มีส่วนกำหนดวิธีการที่ผู้นำใช้ในการบริหารงานกล่าวคือเมื่อความต้องการของพนักงานแตกต่างกันออกไปย่อมส่งผลให้ผู้นำเลือกใช้วิธีการบริหารงานที่แตกต่างกันเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของพนักงานคนนั้นๆหากพนักงานต้องการชื่อเสียงเกียรติยศผู้นำจำเป็นต้องเน้นการให้เกียรติและยกย่องในความสำเร็จของพนักงานมากที่สุดแต่หากพนักงานต้องการความรักและความผูกพันกับสมาชิกในองค์กรผู้นำต้องเน้นที่ความรู้สึกของพนักงานและการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกองค์กรเป็นต้น
ตอบลบ2.ลักษณะการตัดสินใจของกลุ่ม (Group Decision Making) กลุ่มแต่ละกลุ่มย่อมมีลักษณะการตัดสินใจที่แตกต่างกันกลุ่มบางกลุ่มอาจเปิดให้สมาชิกอภิปรายประเด็นที่จะตัดสินใจอย่างเสรีแล้วลงคะแนนเสียงเพื่อหาข้อสรุปโดยเสียงข้างมากผู้นำที่บริหารจัดการในกลุ่มที่มีการตัดสินใจลักษณะดังกล่าวอาจเข้าร่วมอภิปรายออกความเห็นและเมื่อประชุมเป็นเวลาสมควรแล้วผู้นำอาจสรุปขอให้ที่ประชุมลงคะแนนเสียงได้ทันทีแต่บางกลุ่มอาจไม่ต้องการให้มีการลงคะแนนเสียงเนื่องจากเกรงว่าจะเกิดการแตกแยกจึงเน้นให้สมาชิกพยายามโน้มน้าวความเห็นของกันและกันจนทุกคนเห็นชอบร่วมกันแล้วจึงตัดสินใจผู้นำที่อยู่ในกลุ่มที่มีการตัดสินใจลักษณะนี้อาจต้องระมัดระวังด้านความรู้สึกของสมาชิกกลุ่มและผู้นำย่อมไม่สามารถตัดบทการอภิปรายเพื่อให้ลงมติหากเห็นว่าสมาชิกกลุ่มยังไม่มีความเห็นเป็นเอกฉันท์ผู้นำที่ดีจึงจำเป็นต้องศึกษาลักษณะการตัดสินใจของสมาชิกกลุ่มให้ชัดเจนแล้วจึงเลือกวิธีการที่เหมาะสมในการบริหารงานกลุ่ม
3.ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำและสมาชิก (Leader / Member Relations) ผู้นำที่เป็นเพื่อนหรือสนิทสนมคุ้นเคยกับสมาชิกย่อมต้องใช้วิธีการบริหารจัดการที่แตกต่างจากผู้นำที่ไม่รู้จักสมาชิกเป็นการส่วนตัวอาทิในการทำรายงานกลุ่มของนิสิตนักศึกษาในมหาวิทยาลัยแม้จะมีกำหนดให้สมาชิกคนหนึ่งเป็นผู้นำกลุ่มแต่ผู้นำคนดังกล่าวย่อมไม่สามารถใช้เพียงการออกคำสั่งเพื่อให้สมาชิกปฏิบัติตามได้แต่ต้องขอร้องเพื่อนให้ทำงานตามแนวทางที่ประสงค์ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำกับสมาชิกจึงเป็นอีกปัจจัยที่มีผลต่อการชี้นำอย่างไรก็ตามในองค์กรทั่วไปผู้นำย่อมสามารถออกคำสั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาปฏิบัติงานในหน้าที่ได้
4.แหล่งที่มาของอำนาจ (Power Sources) ผู้นำที่มีอำนาจจากความชื่นชม (Referent Power) มักพบว่าตนเองแทบไม่ต้องใช้วิธีการบังคับหรือขู่จะลงโทษพนักงานเพื่อให้พนักงานทำงานตามเป้าประสงค์เนื่องจากพนักงานมีความรักชื่นชมและยินยอมพร้อมใจในการทำงานอยู่แล้วซึ่งแตกต่างจากผู้นำที่มีเพียงอำนาจในการให้โทษย่อมต้องอาศัยการบังคับและขู่เข็ญในการลงโทษจึงจะทำให้พนักงานทำงานตามที่ต้องการได้
5.ลักษณะงาน (Task Structure) งานที่จำเป็นต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์เช่นงานสร้างโฆษณาผู้นำจำเป็นต้องสร้างบรรยากาศการทำงานแบบหลวมๆเป็นกันเองเน้นความรู้สึกของคนมากกว่างานในโรงงานซึ่งเป็นงานที่มีลักษณะชัดเจนตายตัวที่ผู้นำจำเป็นต้องบริหารงานโดยอาศัยกฎระเบียบและคำสั่งในการทำงาน
6.คุณลักษณะเฉพาะ (Traits) การที่แต่ละคนมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันผู้นำจึงควรเลือกวิธีในการบริหารงานให้สอดคล้องกับคุณลักษณะเฉพาะของตนเองด้วยเช่นหากตนเองเป็นคนที่อ่อนไหวไม่สามารถรับเรื่องกระเทือนใจหรือความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้ก็ไม่ควรเลือกใช้ภาวะผู้นำแบบอัตนิยมในการบริหารเนื่องจากอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างตนเองกับสมาชิกกลุ่มได้ง่ายเป็นต้น
7.วุฒิภาวะของผู้ตาม (Maturity of Followers) วุฒิภาวะของผู้ตามเป็นอีกปัจจัยหนึ่งซึ่งมีความสำคัญในการกำหนดวิธีการบริหารงานของผู้นำหากผู้ตามมีวุฒิภาวะสูงผู้นำอาจมอบหมายความรับผิดชอบในการตัดสินใจและการทำงานให้ผู้ตามได้ทั้งหมดซึ่งตรงข้ามกับผู้ตามที่มีวุฒิภาวะผู้นำย่อมไม่ควรมุ่งเน้นที่ผู้ตามแต่ต้องเน้นที่ตัวผู้นำเองเพื่อให้การทำงานสามารถสำเร็จตามประสงค์ได้โดยผู้นำจะต้องกำหนดวิธีการทำงานแล้วออกคำสั่งให้ผู้ตามปฏิบัติแล้วตรวจติดตามผลอย่างใกล้ชิด
(พงศธร ศิริสมบูรณ์ 12590052)
ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อภาวะผู้นำโดยใช้ทฤษฎีภาวะผู้นำตามสถานการณ์ คือ
ตอบลบ1.ความต้องการของพนักงาน ความต้องการของพนักงานเป็นปัจจัยที่มีส่วนกำหนดวิธีการที่ผู้นำใช้ในการบริหารงาน กล่าวคือ เมื่อความต้องการของพนักงานแตกต่างกันออกไปย่อมส่งผลให้ผู้นำเลือกใช้วิธีการบริหารงานที่แตกต่างกันเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของพนักงานคนนั้นๆ
หากพนักงานต้องการชื่อเสียงเกียรติยศ ผู้นำจำเป็นต้องเน้นการให้เกียรติและยกย่องในความสำเร็จของพนักงานมากที่สุด แต่หากพนักงานต้องการความรักและความผูกพันกับสมาชิกในองค์กร ผู้นำต้องเน้นที่ความรู้สึกของพนักงานและการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกองค์กร เป็นต้น
2.ลักษณะการตัดสินใจของกลุ่ม กลุ่มแต่ละกลุ่มย่อมมีลักษณะการตัดสินใจที่แตกต่างกัน กลุ่มบางกลุ่มอาจเปิดให้สมาชิกอภิปรายประเด็นที่จะตัดสินใจอย่างเสรี แล้วลงคะแนนเสียงเพื่อหาข้อสรุปโดยเสียงข้างมาก ผู้นำที่บริหารจัดการในกลุ่มที่มีการตัดสินใจลักษณะดังกล่าว อาจเข้าร่วมอภิปราย ออกความเห็น และเมื่อประชุมเป็นเวลาสมควรแล้ว ผู้นำอาจสรุปขอให้ที่ประชุมลงคะแนนเสียงได้ทันที แต่บางกลุ่มอาจไม่ต้องการให้มีการลงคะแนนเสียง เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดการแตกแยก จึงเน้นให้สมาชิกพยายามโน้มน้าวความเห็นของกันและกันจนทุกคนเห็นชอบร่วมกันแล้วจึงตัดสินใจ ผู้นำที่อยู่ในกลุ่มที่มีการตัดสินใจลักษณะนี้อาจต้องระมัดระวังด้านความรู้สึกของสมาชิกกลุ่ม และผู้นำย่อมไม่สามารถตัดบทการอภิปรายเพื่อให้ลงมติหากเห็นว่าสมาชิกกลุ่มยังไม่มีความเห็นเป็นเอกฉันท์ ผู้นำที่ดีจึงจำเป็นต้องศึกษาลักษณะการตัดสินใจของสมาชิกกลุ่มให้ชัดเจนแล้วจึงเลือกวิธีการที่เหมาะสมในการบริหารงานกลุ่ม
3.ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำและสมาชิก ผู้นำที่เป็นเพื่อนหรือสนิทสนมคุ้นเคยกับสมาชิกย่อมต้องใช้วิธีการบริหารจัดการที่แตกต่างจากผู้นำที่ไม่รู้จักสมาชิกเป็นการส่วนตัว อาทิ ในการทำรายงานกลุ่มของนิสิตนักศึกษาในมหาวิทยาลัย แม้จะมีกำหนดให้สมาชิกคนหนึ่งเป็นผู้นำกลุ่ม แต่ผู้นำคนดังกล่าวย่อมไม่สามารถใช้เพียงการออกคำสั่ง เพื่อให้สมาชิกปฏิบัติตามได้ แต่ต้องขอร้องเพื่อนให้ทำงานตามแนวทางที่ประสงค์ ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำกับสมาชิกจึงเป็นอีกปัจจัยที่มีผลต่อการชี้นำ อย่างไรก็ตามในองค์กรทั่วไป ผู้นำย่อมสามารถออกคำสั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาปฏิบัติงานในหน้าที่ได้
4.แหล่งที่มาของอำนาจ ผู้นำที่มีอำนาจจากความชื่นชม มักพบว่าตนเองแทบไม่ต้องใช้วิธีการบังคับหรือขู่จะลงโทษพนักงานเพื่อให้พนักงานทำงานตามเป้าประสงค์ เนื่องจากพนักงานมีความรักชื่นชมและยินยอมพร้อมใจในการทำงานอยู่แล้ว ซึ่งแตกต่างจากผู้นำที่มีเพียงอำนาจในการให้โทษย่อมต้องอาศัยการบังคับและขู่เข็ญในการลงโทษจึงจะทำให้พนักงานทำงานตามที่ต้องการได้
5.ลักษณะงาน งานที่จำเป็นต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์ เช่น งานสร้างโฆษณา ผู้นำจำเป็นต้องสร้างบรรยากาศการทำงานแบบหลวมๆเป็นกันเอง เน้นความรู้สึกของคนมากกว่างานในโรงงานซึ่งเป็นงานที่มีลักษณะชัดเจนตายตัว ที่ผู้นำจำเป็นต้องบริหารงานโดยอาศัยกฎระเบียบและคำสั่งในการทำงาน
6.คุณลักษณะเฉพาะ การที่แต่ละคนมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกัน ผู้นำจึงควรเลือกวิธีในการบริหารงานให้สอดคล้องกับคุณลักษณะเฉพาะของตนเองด้วย เช่น หากตนเองเป็นคนที่อ่อนไหว ไม่สามารถรับเรื่องกระเทือนใจหรือความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้ก็ไม่ควรเลือกใช้ภาวะผู้นำแบบอัตนิยมในการบริหารเนื่องจากอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างตนเองกับสมาชิกกลุ่มได้ง่าย เป็นต้น
7.วุฒิภาวะของผู้ตาม วุฒิภาวะของผู้ตามเป็นอีกปัจจัยหนึ่งซึ่งมีความสำคัญในการกำหนดวิธีการบริหารงานของผู้นำหากผู้ตามมีวุฒิภาวะสูง ผู้นำอาจมอบหมายความรับผิดชอบในการตัดสินใจและการทำงานให้ผู้ตามได้ทั้งหมด ซึ่งตรงข้ามกับผู้ตามที่มีวุฒิภาวะต่ำ ผู้นำย่อมไม่ควรมุ่งเน้นที่ผู้ตาม แต่ต้องเน้นที่ตัวผู้นำเอง เพื่อให้การทำงานสามารถสำเร็จตามประสงค์ได้ โดยผู้นำจะต้องกำหนดวิธีการทำงานแล้วออกคำสั่งให้ผู้ตามปฏิบัติ แล้วตรวจติดตามผลอย่างใกล้ชิด
(ศิฌาวี เรือนปัญจะ 12590078)
ทฤษฎีตามสถานการณ์ (Situational or Contingency Leadership") เป็นทฤษฎีที่นำปัจจัยสิ่งแวดล้อมของผู้นำมาพิจารณาว่า มีความสำคัญต่อความสำเร็จของผู้บริหาร ขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมหรือสถานการณ์ที่อำนวยให้ ได้แก่
ตอบลบ1. แนวคิดทฤษฎี 3 – D Management Style เรดดิน เพิ่มมิติประสิทธิผลเข้ากับมิติพฤติกรรมด้านงาน และมิติพฤติกรรมด้านมนุษยสัมพันธ์ เรดดินกล่าวว่าแบบภาวะผู้นำต่างๆอาจมีประสิทธิผลหรือไม่ก็ได้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ซึ่งประสิทธิผลจะหมายถึง การที่ผู้บริหารประสบความสำเร็จในผลงาน ตามบทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบ ที่มีอยู่ แบบภาวะผู้นำจะมีประสิทธิผลมากหรือน้อยไม่ได้ ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการบริหารที่มุ่งงานหรือมนุษยสัมพันธ์ ซึ่งแบบภาวะผู้นำกับสถานการณ์ที่เข้ากันได้อย่างเหมาะสม เรียกว่า มีประสิทธิผล แต่ถ้าไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ เรียกว่า ไม่มีประสิทธิผล และ เรดรินยังแบ่ง
ผู้นำออกเป็น 4 แบบ ผู้นำที่ไม่มีประสิทธิภาพ ลักษณะพื้นฐานภาวะผู้นำ ผู้นำที่มีประสิทธิภาพ
1. Deserter คือ ผู้นำแบบละทิ้งหน้าที่และหนีงาน Separated Bureaucrat คือ ทำงานแบบเครื่องจักรไม่มีความคิดสร้างสรรให้งานเสร็จไปวันๆ
2. Autocrat คือ ผู้นำที่เอาแต่ผลของงานอย่างเดียว Dedicated Benevolent Autocrat คือ มีความเมตตากรุณาผู้ร่วมงานมากขึ้น
3. Missionary คือ เห็นแก่สัมพันธภาพเสียสละทำคนเดียวจึงได้คุณภาพงานต่ำ Related Developer คือ ต้องรู้จักพัฒนาผู้ตามให้มีความรับผิดชอบงานมากขึ้น
4. Compromiser คือ ผู้ประนีประนอมทุก ๆ เรื่อง Integrated Executive คือ ต้องมีผลงานดีเลิศและสัมพันธภาพก็ดีด้วย
(สุรีรัตน์ ศักดิ์ภิรมย์ 12590954)
1.ความต้องการของพนักงาน (Employee 's needs) ความต้องการของพนักงานเป็นปัจจัยที่มีส่วนกำหนดวิธีการที่ผู้นำใช้ในการบริหารงานกล่าวคือเมื่อความต้องการของพนักงานแตกต่างกันออกไปย่อมส่งผลให้ผู้นำเลือกใช้วิธีการบริหารงานที่แตกต่างกันเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของพนักงานคนนั้นๆ
ตอบลบ2.ลักษณะการตัดสินใจของกลุ่ม (Group Decision Making) กลุ่มแต่ละกลุ่มย่อมมีลักษณะการตัดสินใจที่แตกต่างกันกลุ่มบางกลุ่มอาจเปิดให้สมาชิกอภิปรายประเด็นที่จะตัดสินใจอย่างเสรีแล้วลงคะแนนเสียงเพื่อหาข้อสรุปโดยเสียงข้างมาก
3.ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำและสมาชิก (Leader / Member Relations) ผู้นำที่เป็นเพื่อนหรือสนิทสนมคุ้นเคยกับสมาชิกย่อมต้องใช้วิธีการบริหารจัดการที่แตกต่างจากผู้นำที่ไม่รู้จักสมาชิกเป็นการส่วนตัว
4.แหล่งที่มาของอำนาจ (Power Sources) ผู้นำที่มีอำนาจจากความชื่นชม (Referent Power) มักพบว่าตนเองแทบไม่ต้องใช้วิธีการบังคับหรือขู่จะลงโทษพนักงานเพื่อให้พนักงานทำงานตามเป้าประสงค์เนื่องจากพนักงานมีความรักชื่นชมและยินยอมพร้อมใจในการทำงานอยู่แล้วซึ่งแตกต่างจากผู้นำที่มีเพียงอำนาจในการให้โทษย่อมต้องอาศัยการบังคับและขู่เข็ญในการลงโทษจึงจะทำให้พนักงานทำงานตามที่ต้องการได้
5.ลักษณะงาน (Task Structure) งานที่จำเป็นต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์เช่นงานสร้างโฆษณาผู้นำจำเป็นต้องสร้างบรรยากาศการทำงานแบบหลวมๆเป็นกันเองเน้นความรู้สึกของคนมากกว่างานในโรงงานซึ่งเป็นงานที่มีลักษณะชัดเจนตายตัวที่ผู้นำจำเป็นต้องบริหารงานโดยอาศัยกฎระเบียบและคำสั่งในการทำงาน
6.คุณลักษณะเฉพาะ (Traits) การที่แต่ละคนมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันผู้นำจึงควรเลือกวิธีในการบริหารงานให้สอดคล้องกับคุณลักษณะเฉพาะของตนเองด้วย
7.วุฒิภาวะของผู้ตาม (Maturity of Followers) วุฒิภาวะของผู้ตามเป็นอีกปัจจัยหนึ่งซึ่งมีความสำคัญในการกำหนดวิธีการบริหารงานของผู้นำหากผู้ตามมีวุฒิภาวะสูงผู้นำอาจมอบหมายความรับผิดชอบในการตัดสินใจและการทำงานให้ผู้ตามได้ทั้งหมดซึ่งตรงข้ามกับผู้ตามที่มีวุฒิภาวะผู้นำย่อมไม่ควรมุ่งเน้นที่ผู้ตามแต่ต้องเน้นที่ตัวผู้นำเองเพื่อให้การทำงานสามารถสำเร็จตามประสงค์ได้โดยผู้นำจะต้องกำหนดวิธีการทำงานแล้วออกคำสั่งให้ผู้ตามปฏิบัติแล้วตรวจติดตามผลอย่างใกล้ชิด
กุลปริยา แย้มเกษร 12590005
ทฤษฎีตามสถานการณ์ (Situational or Contingency Leadership") เป็นทฤษฎีที่นำปัจจัยสิ่งแวดล้อมของผู้นำมาพิจารณาว่า มีความสำคัญต่อความสำเร็จของผู้บริหาร ขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมหรือสถานการณ์ที่อำนวยให้ ได้แก่
ตอบลบ1. แนวคิดทฤษฎี 3 – D Management Style เรดดิน เพิ่มมิติประสิทธิผลเข้ากับมิติพฤติกรรมด้านงาน และมิติพฤติกรรมด้านมนุษยสัมพันธ์ เรดดินกล่าวว่าแบบภาวะผู้นำต่างๆอาจมีประสิทธิผลหรือไม่ก็ได้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ซึ่งประสิทธิผลจะหมายถึง การที่ผู้บริหารประสบความสำเร็จในผลงาน ตามบทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบ ที่มีอยู่ แบบภาวะผู้นำจะมีประสิทธิผลมากหรือน้อยไม่ได้ ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการบริหารที่มุ่งงานหรือมนุษยสัมพันธ์ ซึ่งแบบภาวะผู้นำกับสถานการณ์ที่เข้ากันได้อย่างเหมาะสม เรียกว่า มีประสิทธิผล แต่ถ้าไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ เรียกว่า ไม่มีประสิทธิผล และ เรดรินยังแบ่ง
ผู้นำออกเป็น 4 แบบ ผู้นำที่ไม่มีประสิทธิภาพ ลักษณะพื้นฐานภาวะผู้นำ ผู้นำที่มีประสิทธิภาพ
1. Deserter คือ ผู้นำแบบละทิ้งหน้าที่และหนีงาน Separated Bureaucrat คือ ทำงานแบบเครื่องจักรไม่มีความคิดสร้างสรรให้งานเสร็จไปวันๆ
2. Autocrat คือ ผู้นำที่เอาแต่ผลของงานอย่างเดียว Dedicated Benevolent Autocrat คือ มีความเมตตากรุณาผู้ร่วมงานมากขึ้น
3. Missionary คือ เห็นแก่สัมพันธภาพเสียสละทำคนเดียวจึงได้คุณภาพงานต่ำ Related Developer คือ ต้องรู้จักพัฒนาผู้ตามให้มีความรับผิดชอบงานมากขึ้น
4. Compromiser คือ ผู้ประนีประนอมทุก ๆ เรื่อง Integrated Executive คือ ต้องมีผลงานดีเลิศและสัมพันธภาพก็ดีด้วย
(นางสาวอรวี ศรีวิโน 12590103)
ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อภาวะผู้นำโดยใช้ทฤษฎีภาวะผู้นำตามสถานการณ์ ได้เเก่
ตอบลบ1.ความต้องการของพนักงาน (Employee 's needs)
เป็นปัจจัยที่มีส่วนกำหนดวิธีการที่ผู้นำใช้ในการบริหารงานกล่าวคือเมื่อความต้องการของพนักงานแตกต่างกันออกไปย่อมส่งผลให้ผู้นำเลือกใช้วิธีการบริหารงานที่แตกต่างกันเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของพนักงานคนนั้นๆหากพนักงานต้องการชื่อเสียงเกียรติยศผู้นำจำเป็นต้องเน้นการให้เกียรติและยกย่องในความสำเร็จของพนักงานมากที่สุดแต่หากพนักงานต้องการความรักและความผูกพันกับสมาชิกในองค์กรผู้นำต้องเน้นที่ความรู้สึกของพนักงานและการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกองค์กรเป็นต้น
2.ลักษณะการตัดสินใจของกลุ่ม (Group Decision Making) กลุ่มแต่ละกลุ่มย่อมมีลักษณะการตัดสินใจที่แตกต่างกันกลุ่มบางกลุ่มอาจเปิดให้สมาชิกอภิปรายประเด็นที่จะตัดสินใจอย่างเสรีแล้วลงคะแนนเสียงเพื่อหาข้อสรุปโดยเสียงข้างมากผู้นำที่บริหารจัดการในกลุ่มที่มีการตัดสินใจลักษณะดังกล่าวอาจเข้าร่วมอภิปรายออกความเห็นและเมื่อประชุมเป็นเวลาสมควรแล้วผู้นำอาจสรุปขอให้ที่ประชุมลงคะแนนเสียงได้ทันทีแต่บางกลุ่มอาจไม่ต้องการให้มีการลงคะแนนเสียง และศึกษาลักษณะการตัดสินใจของสมาชิกกลุ่มให้ชัดเจนแล้วจึงเลือกวิธีการที่เหมาะสมในการบริหารงานกลุ่ม
3.ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำและสมาชิก (Leader / Member Relations)
ผู้นำที่เป็นเพื่อนหรือสนิทสนมคุ้นเคยกับสมาชิกย่อมต้องใช้วิธีการบริหารจัดการที่แตกต่างจากผู้นำที่ไม่รู้จักสมาชิกเป็นการส่วนตัว ผู้นำย่อมสามารถออกคำสั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาปฏิบัติงานในหน้าที่ได้
4.แหล่งที่มาของอำนาจ (Power Sources)
ผู้นำที่มีอำนาจจากความชื่นชม (Referent Power) มักพบว่าตนเองแทบไม่ต้องใช้วิธีการบังคับหรือขู่จะลงโทษพนักงานเพื่อให้พนักงานทำงานตามเป้าประสงค์เนื่องจากพนักงานมีความรักชื่นชมและยินยอมพร้อมใจในการทำงานอยู่แล้วซึ่งแตกต่างจากผู้นำที่มีเพียงอำนาจในการให้โทษย่อมต้องอาศัยการบังคับและขู่เข็ญในการลงโทษจึงจะทำให้พนักงานทำงานตามที่ต้องการได้
5.ลักษณะงาน (Task Structure)
งานที่จำเป็นต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์เช่นงานสร้างโฆษณาผู้นำจำเป็นต้องสร้างบรรยากาศการทำงานแบบหลวมๆเป็นกันเองเน้นความรู้สึกของคนมากกว่างานในโรงงานซึ่งเป็นงานที่มีลักษณะชัดเจนตายตัวที่ผู้นำจำเป็นต้องบริหารงานโดยอาศัยกฎระเบียบและคำสั่งในการทำงาน
6.คุณลักษณะเฉพาะ (Traits)
ผู้นำจึงควรเลือกวิธีในการบริหารงานให้สอดคล้องกับคุณลักษณะเฉพาะของตนเองด้วยเช่นหากตนเองเป็นคนที่อ่อนไหวไม่สามารถรับเรื่องกระเทือนใจหรือความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้ก็ไม่ควรเลือกใช้ภาวะผู้นำแบบอัตนิยมในการบริหารเนื่องจากอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างตนเองกับสมาชิกกลุ่มได้ง่ายเป็นต้น
7.วุฒิภาวะของผู้ตาม (Maturity of Followers)
มีความสำคัญในการกำหนดวิธีการบริหารงานของผู้นำหากผู้ตามมีวุฒิภาวะสูงผู้นำอาจมอบหมายความรับผิดชอบในการตัดสินใจและการทำงานให้ผู้ตามได้ทั้งหมดซึ่งตรงข้ามกับผู้ตามที่มีวุฒิภาวะผู้นำย่อมไม่ควรมุ่งเน้นที่ผู้ตามแต่ต้องเน้นที่ตัวผู้นำเองเพื่อให้การทำงานสามารถสำเร็จตามประสงค์ได้โดยผู้นำจะต้องกำหนดวิธีการทำงานแล้วออกคำสั่งให้ผู้ตามปฏิบัติแล้วตรวจติดตามผลอย่างใกล้ชิด
(ณัฐฌา ปักกัง 12590019)
ทฤษฎีว่าด้วยผู้นำตามสถานการณ์ ระบุว่าผู้นำที่ประสบความสำเร็จได้นั้นไม่จำเป็นต้องมีคุณลักษณะเฉพาะที่ตายตัว หากแต่จะประสบความสำเร็จได้เมื่อเลือกใช้วิธีการหรือแสดงออกที่เหมาะสมสอดคล้องกับแต่ละสถานการณ์ และนักวิจัยหลายคนได้ค้นคว้าถึงสถานการณ์ต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อภาวะผู้นำ ซึ่งมีความสำคัญได้ 7 ประการ ดังนี้ดังนี้
ตอบลบ1. ความต้องการของพนักงาน (Employee 's needs) เป็นปัจจัยที่มีส่วนกำหนดวิธีการที่ผู้นำใช้ในการบริหารงาน กล่าวคือ เมื่อความต้องการของพนักงานแตกต่างกันออกไปย่อมส่งผลให้ผู้นำเลือกใช้วิธีการบริหารงานที่แตกต่างกันเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของพนักงานคนนั้น ๆ เช่น หากพนักงานต้องการชื่อเสียงเกียรติยศ ผู้นำจำเป็นต้องเน้นการให้เกียรติและยกย่องในความสำเร็จของพนักงานมากที่สุด 2. ลักษณะการตัดสินใจของกลุ่ม (Group Decision Making) กลุ่มแต่ละกลุ่มย่อมมีลักษณะการตัดสินใจที่แตกต่างกัน กลุ่มบางกลุ่มอาจเปิดให้สมาชิกอภิปรายประเด็นที่จะตัดสินใจอย่างเสรี แล้วลงคะแนนเสียงเพื่อหาข้อสรุปโดยเสียงข้างมาก ผู้นำที่ดีจึงจำเป็นต้องศึกษาลักษณะการตัดสินใจของสมาชิกกลุ่มให้ชัดเจนแล้วจึงเลือกวิธีการที่เหมาะสมในการบริหารงานกลุ่ม
3. ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำและสมาชิก (Leader / Member Relations) ผู้นำที่เป็นเพื่อนหรือสนิทสนมคุ้นเคยกับสมาชิกย่อมต้องใช้วิธีการบริหารจัดการที่แตกต่างจากผู้นำที่ไม่รู้จักสมาชิกเป็นการส่วนตัว
4. แหล่งที่มาของอำนาจ (Power Sources) ผู้นำที่มีอำนาจจากความชื่นชม (Referent Power) มักพบว่าตนเองแทบไม่ต้องใช้วิธีการบังคับหรือขู่จะลงโทษพนักงานเพื่อให้พนักงานทำงานตามเป้าประสงค์ เนื่องจากพนักงานมีความรักชื่นชมและยินยอมพร้อมใจในการทำงานอยู่แล้วซึ่ง
5.ลักษณะงาน (Task Structure) งานที่จำเป็นต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์ เช่น งานสร้างโฆษณาผู้นำจำเป็นต้องสร้างบรรยากาศการทำงานแบบหลวมๆเป็นกันเองเน้นความรู้สึกของคน
6.คุณลักษณะเฉพาะ (Traits) การที่แต่ละคนมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกัน ผู้นำจึงควรเลือกวิธีในการบริหารงานให้สอดคล้องกับคุณลักษณะเฉพาะของตนเองด้วย
7. วุฒิภาวะของผู้ตาม (Maturity of Followers) วุฒิภาวะของผู้ตามเป็นอีกปัจจัยหนึ่งซึ่งมีความสำคัญในการกำหนดวิธีการบริหารงานของผู้นำ หากผู้ตามมีวุฒิภาวะสูง ผู้นำอาจมอบหมายความรับผิดชอบในการตัดสินใจและการทำงานให้ผู้ตามได้ทั้งหมด
(นางสาวกชกร เดชกำแหง 12590001)
ทฤษฎีว่าด้วยผู้นำตามสถานการณ์ ระบุว่าผู้นำที่ประสบความสำเร็จได้นั้นไม่จำเป็นต้องมีคุณลักษณะเฉพาะที่ตายตัว หากแต่จะประสบความสำเร็จได้เมื่อเลือกใช้วิธีที่เหมาะสมสอดคล้องกับแต่ละสถานการณ์
ตอบลบ1.ความต้องการของพนักงาน เป็นปัจจัยที่มีส่วนกำหนดวิธีการที่ผู้นำใช้ในการบริหารงาน
2.ลักษณะการตัดสินใจของกลุ่ม กลุ่มแต่ละกลุ่มย่อมมีลักษณะการตัดสินใจที่แตกต่างกัน กลุ่มบางกลุ่มอาจเปิดให้สมาชิกอภิปรายประเด็นที่จะตัดสินใจอย่างเสรี
3.ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำและสมาชิก ผู้นำที่เป็นเพื่อนหรือสนิทสนมคุ้นเคยกับสมาชิก ย่อมต้องใช้วิธีการบริหารจัดการที่แตกต่างจากผู้นำที่ไม่รู้จักสมาชิกเป็นการส่วนตัว
4.แหล่งที่มาของอำนาจ ผู้นำที่มีอำนาจจากความชื่นชม มักพบว่าตนเองแทบไม่ต้องใช้วิธีการบังคับหรือขู่จะลงโทษพนักงานเพื่อให้พนักงานทำงานตามเป้าหมาย
5.ลักษณะงาน งานที่จำเป็นต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์ เช่น งานสร้างโฆษณา ผู้นำจำเป็นต้องสร้างบรรยากาศการทำงานแบบหลวมๆ เป็นกันเอง
6.คุณลักษณะเฉพาะ การที่แต่ละคนมีคุณลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกัน ผู้นำจึงควรมีวิธีในการบริหารงานให้สอดคล้องกับคุณลักษณะของตนเองด้วย
7.วุฒิภาวะของผู้ตาม เป็นอีกปัจจัยที่มีความสำคัญในการกำหนดวิธีการบริหารงานของผู้นำ หากผู้ตามมีวุฒิภาวะสูง ผู้นำอาจมอบหมายความรับผิดชอบในการตัดสินใจ
(นางสาวศศิประภา ผาดศรี 12590075)
ทฤษฎีตามสถานการณ์ (Situational or Contingency Leadership") เป็นทฤษฎีที่นำปัจจัยสิ่งแวดล้อมของผู้นำมาพิจารณาว่า มีความสำคัญต่อความสำเร็จของผู้บริหาร ขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมหรือสถานการณ์ที่อำนวยให้ ได้แก่
ตอบลบ1. แนวคิดทฤษฎี 3 – D Management Style เรดดิน เพิ่มมิติประสิทธิผลเข้ากับมิติพฤติกรรมด้านงาน และมิติพฤติกรรมด้านมนุษยสัมพันธ์ เรดดินกล่าวว่าแบบภาวะผู้นำต่างๆอาจมีประสิทธิผลหรือไม่ก็ได้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ซึ่งประสิทธิผลจะหมายถึง การที่ผู้บริหารประสบความสำเร็จในผลงาน ตามบทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบ ที่มีอยู่ แบบภาวะผู้นำจะมีประสิทธิผลมากหรือน้อยไม่ได้ ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการบริหารที่มุ่งงานหรือมนุษยสัมพันธ์ ซึ่งแบบภาวะผู้นำกับสถานการณ์ที่เข้ากันได้อย่างเหมาะสม เรียกว่า มีประสิทธิผล แต่ถ้าไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ เรียกว่า ไม่มีประสิทธิผล และ เรดรินยังแบ่ง
ผู้นำออกเป็น 4 แบบ ผู้นำที่ไม่มีประสิทธิภาพ ลักษณะพื้นฐานภาวะผู้นำ ผู้นำที่มีประสิทธิภาพ
1. Deserter คือ ผู้นำแบบละทิ้งหน้าที่และหนีงาน Separated Bureaucrat คือ ทำงานแบบเครื่องจักรไม่มีความคิดสร้างสรรให้งานเสร็จไปวันๆ
2. Autocrat คือ ผู้นำที่เอาแต่ผลของงานอย่างเดียว Dedicated Benevolent Autocrat คือ มีความเมตตากรุณาผู้ร่วมงานมากขึ้น
3. Missionary คือ เห็นแก่สัมพันธภาพเสียสละทำคนเดียวจึงได้คุณภาพงานต่ำ Related Developer คือ ต้องรู้จักพัฒนาผู้ตามให้มีความรับผิดชอบงานมากขึ้น
4. Compromiser คือ ผู้ประนีประนอมทุก ๆ เรื่อง Integrated Executive คือ ต้องมีผลงานดีเลิศและสัมพันธภาพก็ดีด้วย
(นางสาวคณภัทร์ ศิริโยธิน 12590108)
ตอบลบ1.ความต้องการของพนักงาน (Employee 's needs) ความต้องการของพนักงานเป็นปัจจัยที่มีส่วนกำหนดวิธีการที่ผู้นำใช้ในการบริหารงานกล่าวคือเมื่อความต้องการของพนักงานแตกต่างกันออกไปย่อมส่งผลให้ผู้นำเลือกใช้วิธีการบริหารงานที่แตกต่างกันเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของพนักงานคนนั้นๆหากพนักงานต้องการชื่อเสียงเกียรติยศผู้นำจำเป็นต้องเน้นการให้เกียรติและยกย่องในความสำเร็จของพนักงานมากที่สุดแต่หากพนักงานต้องการความรักและความผูกพันกับสมาชิกในองค์กรผู้นำต้องเน้นที่ความรู้สึกของพนักงานและการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกองค์กรเป็นต้น
2.ลักษณะการตัดสินใจของกลุ่ม (Group Decision Making) กลุ่มแต่ละกลุ่มย่อมมีลักษณะการตัดสินใจที่แตกต่างกันกลุ่มบางกลุ่มอาจเปิดให้สมาชิกอภิปรายประเด็นที่จะตัดสินใจอย่างเสรีแล้วลงคะแนนเสียงเพื่อหาข้อสรุปโดยเสียงข้างมากผู้นำที่บริหารจัดการในกลุ่มที่มีการตัดสินใจลักษณะดังกล่าวอาจเข้าร่วมอภิปรายออกความเห็นและเมื่อประชุมเป็นเวลาสมควรแล้วผู้นำอาจสรุปขอให้ที่ประชุมลงคะแนนเสียงได้ทันทีแต่บางกลุ่มอาจไม่ต้องการให้มีการลงคะแนนเสียงเนื่องจากเกรงว่าจะเกิดการแตกแยกจึงเน้นให้สมาชิกพยายามโน้มน้าวความเห็นของกันและกันจนทุกคนเห็นชอบร่วมกันแล้วจึงตัดสินใจผู้นำที่อยู่ในกลุ่มที่มีการตัดสินใจลักษณะนี้อาจต้องระมัดระวังด้านความรู้สึกของสมาชิกกลุ่มและผู้นำย่อมไม่สามารถตัดบทการอภิปรายเพื่อให้ลงมติหากเห็นว่าสมาชิกกลุ่มยังไม่มีความเห็นเป็นเอกฉันท์ผู้นำที่ดีจึงจำเป็นต้องศึกษาลักษณะการตัดสินใจของสมาชิกกลุ่มให้ชัดเจนแล้วจึงเลือกวิธีการที่เหมาะสมในการบริหารงานกลุ่ม
3.ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำและสมาชิก (Leader / Member Relations) ผู้นำที่เป็นเพื่อนหรือสนิทสนมคุ้นเคยกับสมาชิกย่อมต้องใช้วิธีการบริหารจัดการที่แตกต่างจากผู้นำที่ไม่รู้จักสมาชิกเป็นการส่วนตัวอาทิในการทำรายงานกลุ่มของนิสิตนักศึกษาในมหาวิทยาลัยแม้จะมีกำหนดให้สมาชิกคนหนึ่งเป็นผู้นำกลุ่มแต่ผู้นำคนดังกล่าวย่อมไม่สามารถใช้เพียงการออกคำสั่งเพื่อให้สมาชิกปฏิบัติตามได้แต่ต้องขอร้องเพื่อนให้ทำงานตามแนวทางที่ประสงค์ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำกับสมาชิกจึงเป็นอีกปัจจัยที่มีผลต่อการชี้นำอย่างไรก็ตามในองค์กรทั่วไปผู้นำย่อมสามารถออกคำสั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาปฏิบัติงานในหน้าที่ได้
4.แหล่งที่มาของอำนาจ (Power Sources) ผู้นำที่มีอำนาจจากความชื่นชม (Referent Power) มักพบว่าตนเองแทบไม่ต้องใช้วิธีการบังคับหรือขู่จะลงโทษพนักงานเพื่อให้พนักงานทำงานตามเป้าประสงค์เนื่องจากพนักงานมีความรักชื่นชมและยินยอมพร้อมใจในการทำงานอยู่แล้วซึ่งแตกต่างจากผู้นำที่มีเพียงอำนาจในการให้โทษย่อมต้องอาศัยการบังคับและขู่เข็ญในการลงโทษจึงจะทำให้พนักงานทำงานตามที่ต้องการได้
5.ลักษณะงาน (Task Structure) งานที่จำเป็นต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์เช่นงานสร้างโฆษณาผู้นำจำเป็นต้องสร้างบรรยากาศการทำงานแบบหลวมๆเป็นกันเองเน้นความรู้สึกของคนมากกว่างานในโรงงานซึ่งเป็นงานที่มีลักษณะชัดเจนตายตัวที่ผู้นำจำเป็นต้องบริหารงานโดยอาศัยกฎระเบียบและคำสั่งในการทำงาน
6.คุณลักษณะเฉพาะ (Traits) การที่แต่ละคนมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันผู้นำจึงควรเลือกวิธีในการบริหารงานให้สอดคล้องกับคุณลักษณะเฉพาะของตนเองด้วยเช่นหากตนเองเป็นคนที่อ่อนไหวไม่สามารถรับเรื่องกระเทือนใจหรือความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้ก็ไม่ควรเลือกใช้ภาวะผู้นำแบบอัตนิยมในการบริหารเนื่องจากอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างตนเองกับสมาชิกกลุ่มได้ง่ายเป็นต้น
7.วุฒิภาวะของผู้ตาม (Maturity of Followers) วุฒิภาวะของผู้ตามเป็นอีกปัจจัยหนึ่งซึ่งมีความสำคัญในการกำหนดวิธีการบริหารงานของผู้นำหากผู้ตามมีวุฒิภาวะสูงผู้นำอาจมอบหมายความรับผิดชอบในการตัดสินใจและการทำงานให้ผู้ตามได้ทั้งหมดซึ่งตรงข้ามกับผู้ตามที่มีวุฒิภาวะผู้นำย่อมไม่ควรมุ่งเน้นที่ผู้ตามแต่ต้องเน้นที่ตัวผู้นำเองเพื่อให้การทำงานสามารถสำเร็จตามประสงค์ได้โดยผู้นำจะต้องกำหนดวิธีการทำงานแล้วออกคำสั่งให้ผู้ตามปฏิบัติแล้วตรวจติดตามผลอย่างใกล้ชิด
(นางสาวสิตานัน หรุ่นทอง 12590082)
ทฤษฎีว่าด้วยผู้นำตามสถานการณ์ ระบุว่าผู้นำที่ประสบความสำเร็จได้นั้นหรือไม่จำเป็นต้องมีคุณลักษณะเฉพาะที่ตายตัว หากแต่จะประสบความสำเร็จได้นั้นหรือไม่จำเป็นต้องมีคุณลักษณะเฉพาะที่ตายตัว หากแต่จะประสบความสำเร็จได้เมื่อเลือกใช้วิธีการหรือแสดงออกที่เหมาะสมสอดคล้องกับแต่ละสถานการณ์ โดยมีปัจจัย 7 ประการที่มีผลต่อรูปแบบภาวะผู้นำ ดังนี้
ตอบลบ1.ความต้องการของพนักงาน เป็นปัจจัยที่มีส่วนกำหนดวิธีการที่ผู้นำใช้ในการบริหารงาน
2.ลักษณะการตัดสินใจของกลุ่ม กลุ่มแต่ละกลุ่มย่อมมีลักษณะการตัดสินใจที่แตกต่างกัน กลุ่มบางกลุ่มอาจเปิดให้สมาชิกอภิปรายประเด็นที่จะตัดสินใจอย่างเสรี
3.ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำและสมาชิก ผู้นำที่เป็นเพื่อนหรือสนิทสนมคุ้นเคยกับสมาชิก ย่อมต้องใช้วิธีการบริหารจัดการที่แตกต่างจากผู้นำที่ไม่รู้จักสมาชิกเป็นการส่วนตัว
4.แหล่งที่มาของอำนาจ ผู้นำที่มีอำนาจจากความชื่นชม มักพบว่าตนเองแทบไม่ต้องใช้วิธีการบังคับหรือขู่จะลงโทษพนักงานเพื่อให้พนักงานทำงานตามเป้าหมาย
5.ลักษณะงาน งานที่จำเป็นต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์ เช่น งานสร้างโฆษณา ผู้นำจำเป็นต้องสร้างบรรยากาศการทำงานแบบหลวมๆ เป็นกันเอง
6.คุณลักษณะเฉพาะ การที่แต่ละคนมีคุณลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกัน ผู้นำจึงควรมีวิธีในการบริหารงานให้สอดคล้องกับคุณลักษณะของตนเองด้วย
7.วุฒิภาวะของผู้ตาม เป็นอีกปัจจัยที่มีความสำคัญในการกำหนดวิธีการบริหารงานของผู้นำ หากผู้ตามมีวุฒิภาวะสูง ผู้นำอาจมอบหมายความรับผิดชอบในการตัดสินใจ (ศุภิสรา นรินยา 12590717)
ทฤษฎีตามสถานการณ์ (Contingency Theory)เป็นทฤษฎีที่นำปัจจัยสิ่งแวดล้อมของผู้นำมาพิจารณาว่ามีความสำคัญต่อความสำเร็จของผู้บริหารขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมหรือสถานการณ์ที่อำนวยให้ ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อภาวะผู้นำ มีดังนี้
ตอบลบ1. การให้ผู้บริหารตื่นตัวต่อสถานการณ์ต่าง ๆ อยู่เสมอ และตัดสินในปัญหาต่างๆ ตามสถานการณ์อาจทำให้มีคนคิดว่าการที่จะตัดสินใจในปัญหาต่างๆ เล็กๆ น้อยๆ เป็นอย่างดีแล้วจะทำให้การบริหารงานทั้งหมดดีไปเอง ข้อเสนอแนะก็คือ ในกรณีที่การตัดสินใจปัญหาปลีกย่อยจำนวนมากๆ ให้ถูกต้องนั้นก็สำคัญแต่การที่จะต้องตัดสินใจในปัญหาใหญ่ๆ หลักๆก็มีความสำคัญเช่นเดียวกัน ผู้บริหารจำเป็นต้องมีภาพรวมของบทบาทตนเอง องค์การและสภาพแวดล้อม ภาพรวมเหล่านี้จำเป็นและเป็นแนวทางในการตัดสินในปัญหาปลีกย่อยรองลงมาทั้งหลาย
2. ทฤษฎีสถานการณ์ทำให้มองดูเหมือนว่าเป็นเรื่องไม่มีคุณค่ามาเกี่ยวข้อง องค์ประกอบอันเกี่ยวกับสภาพแวดล้อม องค์การและตัวอื่นๆนับเป็นเหมือนสิ่งที่เราต้องตระหนักและแสดงปฏิกิริยาตอบ ถ้าเป็นเช่นนั้นผู้บริหารก็จะไม่ต่างอะไรไปจากบาโรมิเตอร์วัดความเปลี่ยนแปลงของบรรยากาศ ผู้บริหารอาจกลายเป็นเพียงผู้บริหารเพื่อการบริหาร คอยยืนอยู่บนยอดของคลื่นความเปลี่ยนแปลงและสถานการณ์อยู่ตลอดเวลา
(จุฬาบักษณ์ สกุลวงวาร 12590010)
ทฤษฎีว่าด้วยผู้นำตามสถานการณ์ตั้งอยู่บนพื้นฐานของแนวคิดที่ว่า ผู้นำที่ประสบความสำเร็จได้นั้นต้องมีคุณลักษณะเฉพาะที่ตายตัวและไม่จำเป็นต้องมีการแสดงออกเชิงพฤติกรรมในรูปแบบในรูปแบบหนึ่งเท่านั้น หากแต่ผู้นำจะประสบความสำเร็จในการทำงานได้ก็ต่อเมื่อผู้นำสามารถเลือกใช้วิธีการหรือแสดงออกซึ่งพฤติกรรมการเป็นผู้นำที่เหมาะสมสอดคล้องกับแต่ละสถานการณ์
ตอบลบนักวิจัยหลายคนได้ค้นคว้าถึงสถานการณ์ต่างๆที่ส่งผลต่อภาวะผู้นำ และวิธีการที่ผู้นำเลือกใช้ในหลายรูปแบบ ซึ่งพอสรุปสถานการณ์ต่างๆที่มีความสัญได้ 7 ประการ ดังต่อไปนี้
1. ความต้องการของพนักงาน : ความต้องการของพนักงานเป็นปัจจัยที่มีส่วนกำหนดวิธีการที่ผู้นำใช้ในการบริหารงาน กล่าวคือ เมื่อความต้องการของพนักงานแตกต่างกันออกไปย่อมส่งผลให้ผู้นำเลือกใช้วิธีการบริหารงานที่แตกต่างกันเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของพนักงานคนนั้นๆ
2. ลักาณะการตัดสินใจของกลุ่ม : กลุ่มแต่ละกลุ่มย่อมมีลักษณะการตัดสินใจที่แตกต่างกัน กลุ่มบางกลุ่มอาจเปิดให้สมาชิกอภิปรายประเด็นที่จะตัดสินใจอย่างเสรี แล้วลงคะแนนเสียงเพื่อหาข้อสรุปโดยเสียงข้างมาก ผู้นำที่บริหารจัดการในกลุ่มที่มีการตัดสินใจลักษณะดังกล่าว อาจเข้าร่วมอภิปราย ออกความเห็น และเมื่อประชุมเป็นเวลาสมควรแล้ว ผู้นำอาจสรุปขอให้ที่ประชุมลงคะแนนเสียงได้ทันที แต่บางกลุ่มอาจไม่ต้องการให้มีการลงคะแนนเสียง เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดการแตกแยก จึงเน้นให้สมาชิกพยายามโน้มน้าวความเห้นของกันและกันจนทุกคนเห็นชอบร่วมกันแล้วจึงตัดสินใจ
3. ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำกับสมาชิก : ผู้นำที่เป้นเพื่อนหรือสนิทสนมคุ้นเคยกับสมาชิกย่อมต้องใช้วิธีการบริหารจัดการที่แตกต่างจากผู้นำที่ไม่รู้จกสมาชิกเป็นการส่วนตัว
4. แหล่งที่มาของอำนาจ : ผู้นำที่มีอำนาจจากความชื่นชมมักพบว่าตนเองแทบไม่ต้องใช้วิธีการบังคับหรือขู่จะลงโทษพนักงานเพื่อให้พนักงานทำงานตามเป้าประสงค์ เนื่องจจากพนักงานมีความรักชื่นชมและยินยอมพร้อมใจในการทำงานอยู่แล้ว ซึ่งแตกต่างจากผู้นำที่มีเพียงอำนาจในการให้โทษ ย่อมต้องอาศัยการบังคับและขู่เข็ญในการลงโทษจึงจะทำให้พนักงานทำงานตามที่ต้องการได้
5. ลักาณะงาน : งานที่จำเป็นต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์ เช่น งานสร้างโฆษณา ผู้นำจำเป็นต้องสร้างบรรยากาศทำงานแบบหลวมๆ เป็นกันเอง เน้นความรู้สึกของคนมากกว่างานในโรงงานซึ่งเป็นงานที่มีลักษณะชัดเจนตายตัว ที่ผู้นำจำเป็นต้องบริหารงานโดยอาศัยกฎระเบียบและคำสั่งในการทำงาน
6. คุณลักษณะเฉพาะ : การที่แต่ละคนมีลักษณะที่แตกต่างกัน ผู้นำจึงควรเลือกวิธีในการบริหารงานให้สอกดคล้องกับคุณลักษณะเฉพาะของตนเองด้วย
7. วุฒิภาวะผู้ตาม : วุฒิภาวะของผู้ตามเป็นอีกปัจจัยหนึ่งซึ่งมีความสำคัญในการกำหนดวิธีการบริหารงานของผู้นำ หากผู้ตามมีวุฒิภาวะสูง ผู้นำอาจมอบหมายความรับผิดชอบในการตัดสินใจและการทำงานให้ผู้ตามได้ทั้งหมด ซึ่งตรงข้ามกับผู้ตามที่มีวุฒิภาวะต่ำ ผู้นำย่อมไม่ควรมุ่งเน้นที่ผู้ตาม แต่ต้องเน้นที่ตัวผู้นำเอง เพื่อหะการทำงานสามารถสำเร็จตามประสงค์ได้ โดยผู้นำจะต้องกำหนดวิธีการทำงานแล้วออกคำสั่งให้ผู้ตามปฏิบัติ แล้วตรวจติดตามผลอย่างใกล้ชิด
(ภัทรานิษฐ์ กุญแจทอง 12590059)
ทฤษฎีว่าด้วยผู้นำตามสถานการณ์ ตั้งอยู่บนพื้นฐานของแนวคิดที่ว่า ผู้นําที่ประสบความสำเร็จได้นั้นไม่จำเป็นต้องมีคุณลักษณะเฉพาะที่ตายตัวและไม่จำเป็นต้องมีการแสดงออกเชิงพฤติกรรมในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งเท่านั้น หากแต่ผู้นำจะประสบความสำเร็จในการทำงานได้ก็ต่อเมื่อผู้นำสามารถเลือกใช้วิธีการหรือแสดงออกซึ่งพฤติกรรมเป็นผู้นำที่เหมาะสมสอดคล้องกับแต่ละสถานการณ์ ผู้นำที่ผสมจะประยุกต์ใช้ทฤษฎีว่าด้วยผู้นำตามสถานการณ์ให้เกิดประโยชน์กับตนเองจึงต้องศึกษาว่าสถานการณ์หรือปัจจัยต่างๆที่มีผลต่อวิธีการและพฤติกรรมของผู้นำเหล่านั้นมีอะไรบ้าง และแต่ละสถานการณ์ผู้นำควรใช้วิธีการใดในการบริหารงานให้ประสบความสำเร็จได้สูงสุด นักวิจัยหลายคนได้ค้นคว้าถึงสถานการณ์ต่างๆที่ส่งผลต่อภาวะผู้นำและวิธีการที่ผู้นำเรื่องใช้ในหลายรูปแบบซึ่งพอสรุปสถานการณ์ต่างๆที่มีความสำคัญได้ 7 ประการดังนี้
ตอบลบ1 ความต้องการของพนักงาน ความต้องการพนักงานเป็นปัจจัยที่มีส่วนกำหนดวิธีการที่ผู้นำใช้ในการบริหารงานกล่าวคือเมื่อความต้องการของพนักงานแตกต่างกันออกไปจนส่งผลให้ผู้นำเลือกใช้วิธีการบริหารงานที่แตกต่างกันเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของพนักงานคนนั้นๆ
2 ลักษณะการตัดสินใจของกลุ่ม กลุ่มแต่ละกลุ่มย่อมมีลักษณะการตัดสินใจที่แตกต่างกัน กลุ่มบางกลุ่มอาจเปิดให้สมาชิกอภิปราย ประเด็นที่จะตัดสินใจอย่างเสรีแล้วลงคะแนนเสียงเพื่อหาข้อสรุปโดยเสียงข้างมากผู้นำที่บริหารจัดการในกลุ่มที่มีการตัดสินใจลักษณะดังกล่าวอาจเข้ามามีส่วนร่วมอภิปราย ออกความเห็น และเมื่อประชุมเป็นเวลาสมควรแล้วผู้นำอ่านสรุปขอให้ที่ประชุมลงคะแนนเสียงได้ทันที แต่บางกลุ่มอาจไม่ต้องการให้มีการลงคะแนนเสียง เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดความแตกแยก จึงเรียนให้สมาชิกพยายามโน้มน้าวความเห็นของกันและกัน จนทุกคนเห็นชอบร่วมกันแล้วจึงตัดสินใจ
3 ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำและสมาชิก ผู้นำที่เป็นเพื่อนหรือสนิทคุ้นเคยกับสมาชิกย่อมต้องใช้วิธีการบริหารจัดการที่แตกต่างจากผู้นำที่ไม่รู้จัก สมาชิกเป็นการส่วนตัวเช่นในการทำรายงานกลุ่มของนิสิตนักศึกษาในมหาลัยแม้จะมีกำหนดให้สมาชิกคนหนึ่งเป็นผู้นำกลุ่มแต่ผู้นำคนดังกล่าวย่อมไม่สามารถใช้เพียงการออกคำสั่งเพื่อให้สมาชิกปฏิบัติตามได้แต่ต้องร้องขอเพื่อนให้ทำงานตามแนวทางที่ประสงค์
4 แหล่งที่มาของอำนาจ ผู้นำที่มีอำนาจจากความชื่นชมมักพบว่าตัวเองแทบไม่ต้องใช้วิธีการบังคับหรือขู่จะลงโทษพนักงานเพื่อให้พนักงานทำงานตามเป้าหมายเนื่องจากพนักงานมีความรักชื่นชมและยินยอมพร้อมใจในการทำงานอยู่แล้วซึ่งแตกต่างจากผู้นำที่มีเพียงอำนาจในการให้โทษย่อมอาศัยการบังคับและถูกเห็นในการลงโทษ จึงจะทำให้พนักงานทำงานตามที่ต้องการได้
5 ลักษณะงาน งานที่จําเป็นต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์เช่นงานโฆษณาผู้นำจำเป็นต้องสร้างบรรยากาศการทำงานแบบหลวมๆเป็นกันเองและความรู้สึกของคนมากกว่างานในโรงงานซึ่งเป็นงานที่มีลักษณะชัดเจนไปตัวที่ผู้นำจำเป็นต้องบริหารงานโดยอาศัยกฎระเบียบและข้อข้อคำสั่งในการทำงาน
6 คุณลักษณะเฉพาะการที่แต่ละคนมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันผู้นำจึงควรเลือกวิธีในการบริหารงานให้สอดคล้องกับคุณลักษณะเฉพาะของตนเองด้วย
7 วุฒิภาวะของผู้ตาม วุฒิภาวะของผู้ตามเป็นอีกปัจจัยหนึ่งซึ่งมีความสำคัญในการกำหนดวิธีการบริหารงานของผู้นำหากผู้ตามมีวุฒิภาวะสูงผู้นำอาจมอบความ รับผิดชอบในการตัดสินใจและการทำงานให้พูดตามได้ทั้งหมดซึ่งตรงข้ามกับผู้ตามที่มีวุฒิภาวะต่ำผู้นำย่อมไม่ควรมุ่งเน้นที่พูดตามแต่ต้องเน้นที่ตัวผู้นำเองเพื่อให้การทำงานสามารถประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ได้
(สุรีรัตน์ สระเกตุ 12590098)
ทฤษฎีว่าด้วยผู้นำตามสถานการณ์ ระบุว่าผู้นำที่ประสบความสำเร็จได้นั้นหรือไม่จำเป็นต้องมีคุณลักษณะเฉพาะที่ตายตัว หากแต่จะประสบความสำเร็จได้นั้นหรือไม่จำเป็นต้องมีคุณลักษณะเฉพาะที่ตายตัว หากแต่จะประสบความสำเร็จได้เมื่อเลือกใช้วิธีการหรือแสดงออกที่เหมาะสมสอดคล้องกับแต่ละสถานการณ์ โดยมีปัจจัย 7 ประการที่มีผลต่อรูปแบบภาวะผู้นำ ดังนี้
ตอบลบ1.ความต้องการของพนักงาน เป็นปัจจัยที่มีส่วนกำหนดวิธีการที่ผู้นำใช้ในการบริหารงาน
2.ลักษณะการตัดสินใจของกลุ่ม กลุ่มแต่ละกลุ่มย่อมมีลักษณะการตัดสินใจที่แตกต่างกัน กลุ่มบางกลุ่มอาจเปิดให้สมาชิกอภิปรายประเด็นที่จะตัดสินใจอย่างเสรี
3.ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำและสมาชิก ผู้นำที่เป็นเพื่อนหรือสนิทสนมคุ้นเคยกับสมาชิก ย่อมต้องใช้วิธีการบริหารจัดการที่แตกต่างจากผู้นำที่ไม่รู้จักสมาชิกเป็นการส่วนตัว
4.แหล่งที่มาของอำนาจ ผู้นำที่มีอำนาจจากความชื่นชม มักพบว่าตนเองแทบไม่ต้องใช้วิธีการบังคับหรือขู่จะลงโทษพนักงานเพื่อให้พนักงานทำงานตามเป้าหมาย
5.ลักษณะงาน งานที่จำเป็นต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์ เช่น งานสร้างโฆษณา ผู้นำจำเป็นต้องสร้างบรรยากาศการทำงานแบบหลวมๆ เป็นกันเอง
6.คุณลักษณะเฉพาะ การที่แต่ละคนมีคุณลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกัน ผู้นำจึงควรมีวิธีในการบริหารงานให้สอดคล้องกับคุณลักษณะของตนเองด้วย
7.วุฒิภาวะของผู้ตาม เป็นอีกปัจจัยที่มีความสำคัญในการกำหนดวิธีการบริหารงานของผู้นำ หากผู้ตามมีวุฒิภาวะสูง ผู้นำอาจมอบหมายความรับผิดชอบในการตัดสินใจ
(นางสาวสุชานรี เวียนมานะ 12590089)
ทฤษฎีว่าด้วยผู้นำตามสถานการณ์ ระบุว่าผู้นำที่ประสบความสำเร็จได้นั้นหรือไม่จำเป็นต้องมีคุณลักษณะเฉพาะที่ตายตัว หากแต่จะประสบความสำเร็จได้นั้นหรือไม่จำเป็นต้องมีคุณลักษณะเฉพาะที่ตายตัว หากแต่จะประสบความสำเร็จได้เมื่อเลือกใช้วิธีการหรือแสดงออกที่เหมาะสมสอดคล้องกับแต่ละสถานการณ์ โดยมีปัจจัย 7 ประการที่มีผลต่อรูปแบบภาวะผู้นำ ดังนี้
ตอบลบ1.ความต้องการของพนักงาน เป็นปัจจัยที่มีส่วนกำหนดวิธีการที่ผู้นำใช้ในการบริหารงาน
2.ลักษณะการตัดสินใจของกลุ่ม กลุ่มแต่ละกลุ่มย่อมมีลักษณะการตัดสินใจที่แตกต่างกัน กลุ่มบางกลุ่มอาจเปิดให้สมาชิกอภิปรายประเด็นที่จะตัดสินใจอย่างเสรี
3.ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำและสมาชิก ผู้นำที่เป็นเพื่อนหรือสนิทสนมคุ้นเคยกับสมาชิก ย่อมต้องใช้วิธีการบริหารจัดการที่แตกต่างจากผู้นำที่ไม่รู้จักสมาชิกเป็นการส่วนตัว
4.แหล่งที่มาของอำนาจ ผู้นำที่มีอำนาจจากความชื่นชม มักพบว่าตนเองแทบไม่ต้องใช้วิธีการบังคับหรือขู่จะลงโทษพนักงานเพื่อให้พนักงานทำงานตามเป้าหมาย
5.ลักษณะงาน งานที่จำเป็นต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์ เช่น งานสร้างโฆษณา ผู้นำจำเป็นต้องสร้างบรรยากาศการทำงานแบบหลวมๆ เป็นกันเอง
6.คุณลักษณะเฉพาะ การที่แต่ละคนมีคุณลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกัน ผู้นำจึงควรมีวิธีในการบริหารงานให้สอดคล้องกับคุณลักษณะของตนเองด้วย
7.วุฒิภาวะของผู้ตาม เป็นอีกปัจจัยที่มีความสำคัญในการกำหนดวิธีการบริหารงานของผู้นำ หากผู้ตามมีวุฒิภาวะสูง ผู้นำอาจมอบหมายความรับผิดชอบในการตัดสินใจ
(ณัฐนพิน ชินัฒนา 12590021)
ทฤษฎีว่าด้วยผู้นำตามสถานการณ์ ตั้งอยู่บนพื้นฐานของแนวคิดที่ว่า ผู้นําที่ประสบความสำเร็จได้นั้นไม่จำเป็นต้องมีคุณลักษณะเฉพาะที่ตายตัวและไม่จำเป็นต้องมีการแสดงออกเชิงพฤติกรรมในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งเท่านั้น หากแต่ผู้นำจะประสบความสำเร็จในการทำงานได้ก็ต่อเมื่อผู้นำสามารถเลือกใช้วิธีการหรือแสดงออกซึ่งพฤติกรรมเป็นผู้นำที่เหมาะสมสอดคล้องกับแต่ละสถานการณ์ เพื่อให้ผู้นำเลือกใช้วิธีการใดในการบริหารงานให้ประสบความสำเร็จได้สูงสุด ซึ่งพอสรุปสถานการณ์ต่างๆที่มีความสำคัญได้ 7 ประการดังนี้
ตอบลบ1ความต้องการของพนักงาน คือเมื่อความต้องการของพนักงานแตกต่างกันออกไปจนส่งผลให้ผู้นำเลือกใช้วิธีการบริหารงานที่แตกต่างกันเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของพนักงานคนนั้นๆ
2ลักษณะการตัดสินใจของกลุ่ม กลุ่มแต่ละกลุ่มย่อมมีลักษณะการตัดสินใจที่แตกต่างกัน กลุ่มบางกลุ่มอาจเปิดให้สมาชิกอภิปราย ประเด็นที่จะตัดสินใจอย่างเสรีแล้วลงคะแนนเสียงเพื่อหาข้อสรุปโดยเสียงข้างมากผู้นำที่บริหารจัดการในกลุ่มที่มีการตัดสินใจลักษณะดังกล่าวอาจเข้ามามีส่วนร่วมอภิปราย ออกความเห็น และเมื่อประชุมเป็นเวลาสมควรแล้วผู้นำอ่านสรุปขอให้ที่ประชุมลงคะแนนเสียงได้ทันที แต่บางกลุ่มอาจไม่ต้องการให้มีการลงคะแนนเสียง เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดความแตกแยก จึงเรียนให้สมาชิกพยายามโน้มน้าวความเห็นของกันและกัน จนทุกคนเห็นชอบร่วมกันแล้วจึงตัดสินใจ
3ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำและสมาชิก ผู้นำที่เป็นเพื่อนหรือสนิทคุ้นเคยกับสมาชิกย่อมต้องใช้วิธีการบริหารจัดการที่แตกต่างจากผู้นำที่ไม่รู้จักสมาชิกเป็นการส่วนตัวเช่นในการทำรายงานกลุ่มของนิสิตนักศึกษาในมหาลัยแม้จะมีกำหนดให้สมาชิกคนหนึ่งเป็นผู้นำกลุ่มแต่ผู้นำคนดังกล่าวย่อมไม่สามารถใช้เพียงการออกคำสั่งเพื่อให้สมาชิกปฏิบัติตามได้แต่ต้องร้องขอเพื่อนให้ทำงานตามแนวทางที่ประสงค์
4แหล่งที่มาของอำนาจ ผู้นำที่มีอำนาจจากความชื่นชมมักพบว่าตัวเองแทบไม่ต้องใช้วิธีการบังคับหรือขู่จะลงโทษพนักงานเพื่อให้พนักงานทำงานตามเป้าหมาย
5ลักษณะงาน งานที่จําเป็นต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์เช่นงานโฆษณาผู้นำจำเป็นต้องสร้างบรรยากาศการทำงานแบบหลวมๆเป็นกันเองและความรู้สึกของคนมากกว่างานในโรงงานซึ่งเป็นงานที่มีลักษณะชัดเจนไปตัวที่ผู้นำจำเป็นต้องบริหารงานโดยอาศัยกฎระเบียบและข้อข้อคำสั่งในการทำงาน
6คุณลักษณะเฉพาะการที่แต่ละคนมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันผู้นำจึงควรเลือกวิธีในการบริหารงานให้สอดคล้องกับคุณลักษณะเฉพาะของตนเองด้วย
7วุฒิภาวะของผู้ตาม วุฒิภาวะของผู้ตามเป็นอีกปัจจัยหนึ่งซึ่งมีความสำคัญในการกำหนดวิธีการบริหารงานของผู้นำหากผู้ตามมีวุฒิภาวะสูงผู้นำอาจมอบความ รบผิดชอบในการตัดสินใจและการทำงานให้พูดตามได้ทั้งหมดซึ่งตรงข้ามกับผู้ตามที่มีวุฒิภาวะต่ำผู้นำย่อมไม่ควรมุ่งเน้นที่พูดตามแต่ต้องเน้นที่ตัวผู้นำเอง
(นางสาวชุติกาญจน์ ปานดารา 12590016)
ทฤษฎีว่าด้วยผู้นำตามสถานการณ์ ระบุว่าผู้นำที่ประสบความสำเร็จได้นั้นหรือไม่จำเป็นต้องมีคุณลักษณะเฉพาะที่ตายตัว หากแต่จะประสบความสำเร็จได้นั้นหรือไม่จำเป็นต้องมีคุณลักษณะเฉพาะที่ตายตัว หากแต่จะประสบความสำเร็จได้เมื่อเลือกใช้วิธีการหรือแสดงออกที่เหมาะสมสอดคล้องกับแต่ละสถานการณ์ โดยมีปัจจัย 7 ประการที่มีผลต่อรูปแบบภาวะผู้นำ ดังนี้
ตอบลบ1.ความต้องการของพนักงาน เป็นปัจจัยที่มีส่วนกำหนดวิธีการที่ผู้นำใช้ในการบริหารงาน
2.ลักษณะการตัดสินใจของกลุ่ม กลุ่มแต่ละกลุ่มย่อมมีลักษณะการตัดสินใจที่แตกต่างกัน กลุ่มบางกลุ่มอาจเปิดให้สมาชิกอภิปรายประเด็นที่จะตัดสินใจอย่างเสรี
3.ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำและสมาชิก ผู้นำที่เป็นเพื่อนหรือสนิทสนมคุ้นเคยกับสมาชิก ย่อมต้องใช้วิธีการบริหารจัดการที่แตกต่างจากผู้นำที่ไม่รู้จักสมาชิกเป็นการส่วนตัว
4.แหล่งที่มาของอำนาจ ผู้นำที่มีอำนาจจากความชื่นชม มักพบว่าตนเองแทบไม่ต้องใช้วิธีการบังคับหรือขู่จะลงโทษพนักงานเพื่อให้พนักงานทำงานตามเป้าหมาย
5.ลักษณะงาน งานที่จำเป็นต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์ เช่น งานสร้างโฆษณา ผู้นำจำเป็นต้องสร้างบรรยากาศการทำงานแบบหลวมๆ เป็นกันเอง
6.คุณลักษณะเฉพาะ การที่แต่ละคนมีคุณลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกัน ผู้นำจึงควรมีวิธีในการบริหารงานให้สอดคล้องกับคุณลักษณะของตนเองด้วย
7.วุฒิภาวะของผู้ตาม เป็นอีกปัจจัยที่มีความสำคัญในการกำหนดวิธีการบริหารงานของผู้นำ หากผู้ตามมีวุฒิภาวะสูง ผู้นำอาจมอบหมายความรับผิดชอบในการตัดสินใจ
(วริศ เอี๊ยวชัยพร 070)
ลบทฤษฎีตามสถานการณ์ (Contingency Theory)เป็นทฤษฎีที่นำปัจจัยสิ่งแวดล้อมของผู้นำมาพิจารณาว่ามีความสำคัญต่อความสำเร็จของผู้บริหารขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมหรือสถานการณ์ที่อำนวยให้ ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อภาวะผู้นำ มีดังนี้
1. การให้ผู้บริหารตื่นตัวต่อสถานการณ์ต่าง ๆ อยู่เสมอ และตัดสินในปัญหาต่างๆ ตามสถานการณ์อาจทำให้มีคนคิดว่าการที่จะตัดสินใจในปัญหาต่างๆ เล็กๆ น้อยๆ เป็นอย่างดีแล้วจะทำให้การบริหารงานทั้งหมดดีไปเอง ข้อเสนอแนะก็คือ ในกรณีที่การตัดสินใจปัญหาปลีกย่อยจำนวนมากๆ ให้ถูกต้องนั้นก็สำคัญแต่การที่จะต้องตัดสินใจในปัญหาใหญ่ๆ หลักๆก็มีความสำคัญเช่นเดียวกัน ผู้บริหารจำเป็นต้องมีภาพรวมของบทบาทตนเอง องค์การและสภาพแวดล้อม ภาพรวมเหล่านี้จำเป็นและเป็นแนวทางในการตัดสินในปัญหาปลีกย่อยรองลงมาทั้งหลาย
2. ทฤษฎีสถานการณ์ทำให้มองดูเหมือนว่าเป็นเรื่องไม่มีคุณค่ามาเกี่ยวข้อง องค์ประกอบอันเกี่ยวกับสภาพแวดล้อม องค์การและตัวอื่นๆนับเป็นเหมือนสิ่งที่เราต้องตระหนักและแสดงปฏิกิริยาตอบ ถ้าเป็นเช่นนั้นผู้บริหารก็จะไม่ต่างอะไรไปจากบาโรมิเตอร์วัดความเปลี่ยนแปลงของบรรยากาศ ผู้บริหารอาจกลายเป็นเพียงผู้บริหารเพื่อการบริหาร คอยยืนอยู่บนยอดของคลื่นความเปลี่ยนแปลงและสถานการณ์อยู่ตลอดเวลา
(ปาลิตา มนัสปัญญากุล 12590049)
นักวิจัยหลายคนได้ค้นคว้าถึงสถานการณ์ต่างๆ ที่ส่งผลต่อภาวะผู้นำ ซึ่งมีความสำคัญได้ 7 ประการ ดังนี้
ตอบลบ1. ความต้องการของพนักงาน ความต้องการของพนักงานเป็นปัจจัยที่มีส่วนกำหนดวิธีการที่ผู้นำใช้ในการบริหารงาน กล่าวคือ เมื่อความต้องการของพนักงานแตกต่างกันออกไปย่อมส่งผลให้ผู้นำเลือกใช้วิธีการบริหารงานที่แตกต่างกันเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของพนักงานคนนั้นๆ
2. ลักาณะการตัดสินใจของกลุ่ม กลุ่มแต่ละกลุ่มย่อมมีลักษณะการตัดสินใจที่แตกต่างกัน กลุ่มบางกลุ่มอาจเปิดให้สมาชิกอภิปรายประเด็นที่จะตัดสินใจอย่างเสรี แล้วลงคะแนนเสียงเพื่อหาข้อสรุปโดยเสียงข้างมาก ผู้นำที่บริหารจัดการในกลุ่มที่มีการตัดสินใจลักษณะดังกล่าว อาจเข้าร่วมอภิปราย ออกความเห็น และเมื่อประชุมเป็นเวลาสมควรแล้ว ผู้นำอาจสรุปขอให้ที่ประชุมลงคะแนนเสียงได้ทันที แต่บางกลุ่มอาจไม่ต้องการให้มีการลงคะแนนเสียง เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดการแตกแยก จึงเน้นให้สมาชิกพยายามโน้มน้าวความเห้นของกันและกันจนทุกคนเห็นชอบร่วมกันแล้วจึงตัดสินใจ
3. ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำกับสมาชิก ผู้นำที่เป้นเพื่อนหรือสนิทสนมคุ้นเคยกับสมาชิกย่อมต้องใช้วิธีการบริหารจัดการที่แตกต่างจากผู้นำที่ไม่รู้จกสมาชิกเป็นการส่วนตัว
4. แหล่งที่มาของอำนาจ ผู้นำที่มีอำนาจจากความชื่นชมมักพบว่าตนเองแทบไม่ต้องใช้วิธีการบังคับหรือขู่จะลงโทษพนักงานเพื่อให้พนักงานทำงานตามเป้าประสงค์ เนื่องจจากพนักงานมีความรักชื่นชมและยินยอมพร้อมใจในการทำงานอยู่แล้ว ซึ่งแตกต่างจากผู้นำที่มีเพียงอำนาจในการให้โทษ ย่อมต้องอาศัยการบังคับและขู่เข็ญในการลงโทษจึงจะทำให้พนักงานทำงานตามที่ต้องการได้
5. ลักาณะงาน งานที่จำเป็นต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์ เช่น งานสร้างโฆษณา ผู้นำจำเป็นต้องสร้างบรรยากาศทำงานแบบหลวมๆ เป็นกันเอง เน้นความรู้สึกของคนมากกว่างานในโรงงานซึ่งเป็นงานที่มีลักษณะชัดเจนตายตัว ที่ผู้นำจำเป็นต้องบริหารงานโดยอาศัยกฎระเบียบและคำสั่งในการทำงาน
6. คุณลักษณะเฉพาะ การที่แต่ละคนมีลักษณะที่แตกต่างกัน ผู้นำจึงควรเลือกวิธีในการบริหารงานให้สอกดคล้องกับคุณลักษณะเฉพาะของตนเองด้วย
7. วุฒิภาวะผู้ตาม วุฒิภาวะของผู้ตามเป็นอีกปัจจัยหนึ่งซึ่งมีความสำคัญในการกำหนดวิธีการบริหารงานของผู้นำ หากผู้ตามมีวุฒิภาวะสูง ผู้นำอาจมอบหมายความรับผิดชอบในการตัดสินใจและการทำงานให้ผู้ตามได้ทั้งหมด
(สมภพ ขุนทรง 12590079)
ทฤษฎีตามสถานการณ์ (Contingency Theory)เป็นทฤษฎีที่นำปัจจัยสิ่งแวดล้อมของผู้นำมาพิจารณาว่ามีความสำคัญต่อความสำเร็จของผู้บริหารขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมหรือสถานการณ์ที่อำนวยให้ ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อภาวะผู้นำ มีดังนี้
ตอบลบ1. การให้ผู้บริหารตื่นตัวต่อสถานการณ์ต่าง ๆ อยู่เสมอ และตัดสินในปัญหาต่างๆ ตามสถานการณ์อาจทำให้มีคนคิดว่าการที่จะตัดสินใจในปัญหาต่างๆ เล็กๆ น้อยๆ เป็นอย่างดีแล้วจะทำให้การบริหารงานทั้งหมดดีไปเอง ข้อเสนอแนะก็คือ ในกรณีที่การตัดสินใจปัญหาปลีกย่อยจำนวนมากๆ ให้ถูกต้องนั้นก็สำคัญแต่การที่จะต้องตัดสินใจในปัญหาใหญ่ๆ หลักๆก็มีความสำคัญเช่นเดียวกัน ผู้บริหารจำเป็นต้องมีภาพรวมของบทบาทตนเอง องค์การและสภาพแวดล้อม ภาพรวมเหล่านี้จำเป็นและเป็นแนวทางในการตัดสินในปัญหาปลีกย่อยรองลงมาทั้งหลาย
2. ทฤษฎีสถานการณ์ทำให้มองดูเหมือนว่าเป็นเรื่องไม่มีคุณค่ามาเกี่ยวข้อง องค์ประกอบอันเกี่ยวกับสภาพแวดล้อม องค์การและตัวอื่นๆนับเป็นเหมือนสิ่งที่เราต้องตระหนักและแสดงปฏิกิริยาตอบ ถ้าเป็นเช่นนั้นผู้บริหารก็จะไม่ต่างอะไรไปจากบาโรมิเตอร์วัดความเปลี่ยนแปลงของบรรยากาศ ผู้บริหารอาจกลายเป็นเพียงผู้บริหารเพื่อการบริหาร คอยยืนอยู่บนยอดของคลื่นความเปลี่ยนแปลงและสถานการณ์อยู่ตลอดเวลา
(ธนสิทธิ์ อาจอ่อนศรี 12590036)
ทฤษฎีว่าด้วยผู้นำตามสถานการณ์ ระบุว่าผู้นำที่ประสบความสำเร็จได้นั้นไม่จำเป็นต้องมีคุณลักษณะเฉพาะที่ตายตัว หากแต่จะประสบความสำเร็จได้เมื่อเลือกใช้วิธีที่เหมาะสมสอดคล้องกับแต่ละสถานการณ์
ตอบลบ1.ความต้องการของพนักงาน
เป็นปัจจัยที่มีส่วนกำหนดวิธีการที่ผู้นำใช้ในการบริหารงาน
2.ลักษณะการตัดสินใจของกลุ่ม
กลุ่มแต่ละกลุ่มย่อมมีลักษณะการตัดสินใจที่แตกต่างกัน กลุ่มบางกลุ่มอาจเปิดให้สมาชิกอภิปรายประเด็นที่จะตัดสินใจอย่างเสรี
3.ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำและสมาชิก
ผู้นำที่เป็นเพื่อนหรือสนิทสนมคุ้นเคยกับสมาชิก ย่อมต้องใช้วิธีการบริหารจัดการที่แตกต่างจากผู้นำที่ไม่รู้จักสมาชิกเป็นการส่วนตัว
4.แหล่งที่มาของอำนาจ
ผู้นำที่มีอำนาจจากความชื่นชม มักพบว่าตนเองแทบไม่ต้องใช้วิธีการบังคับหรือขู่จะลงโทษพนักงานเพื่อให้พนักงานทำงานตามเป้าหมาย
5.ลักษณะงาน
งานที่จำเป็นต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์ เช่น งานสร้างโฆษณา ผู้นำจำเป็นต้องสร้างบรรยากาศการทำงานแบบหลวมๆ เป็นกันเอง
6.คุณลักษณะเฉพาะ
การที่แต่ละคนมีคุณลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกัน ผู้นำจึงควรมีวิธีในการบริหารงานให้สอดคล้องกับคุณลักษณะของตนเองด้วย
7.วุฒิภาวะของผู้ตาม
เป็นอีกปัจจัยที่มีความสำคัญในการกำหนดวิธีการบริหารงานของผู้นำ หากผู้ตามมีวุฒิภาวะสูง ผู้นำอาจมอบหมายความรับผิดชอบในการตัดสินใจ
(นางสาวเอเซีย พิทยาพละ 12590112)